วันเดียวเที่ยวทั่วไทย..เป็นไปได้จริงๆ ใครไม่เชื่อ เราจะพาไปพิสูจน์
แดดยามสายในฤดูที่ลมหนาวทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังอาจจะช่วยคลายความหนาวเย็นลงไปได้บ้าง แต่เราก็ยังต้องใส่เสื้อคลุมอยู่ดี
ที่เป็นแบบนี้เพราะวันทั้งวันเราตั้งใจจะใช้เวลาให้หมดไปใน "เมืองโบราณ" สถานที่ท่องเที่ยวเพียงแห่งเดียวที่ย่อเมืองไทยเอาไว้ภายในพื้นที่ 800 ไร่ นั่นแหละ เราจึงจำเป็นต้องสวมเสื้อแขนยาวไว้กันทั้งลมหนาวและแดดที่แผดจ้า
เมืองโบราณ เป็นชื่อคุ้นหูที่ได้ยินมานาน แต่เพิ่งจะมีโอกาสเดินทางมาเยือนอย่างจริงจังก็วันนี้ จริงๆ อยู่ไม่ไกลกรุงเทพฯ เลย เพราะเมืองโบราณตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 33 ถนนสุขุมวิท เส้นเดียวกับที่ไปสถานตากอากาศบางปู ตำบลบางปู อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ สามารถเดินทางได้อย่างสะดวก ถ้าขับรถไปจากปากน้ำเมืองโบราณจะอยู่ทางซ้ายมือ แต่เราเลือกใช้บริการรถไฟฟ้ามหานะเธอ อุ้ย..รถไฟฟ้าบีทีเอส สุดสายปลายทางที่สถานีแบริ่ง จากนั้นใช้บริการรถตู้ฟรีที่วิ่งให้บริการแบริ่ง-เมืองโบราณ แค่นี้ก็ถึงเมืองไทยในฝันแล้ว
หลายคนมาที่นี่แล้วบ่นว่าค่าเข้าชมแพงหูฉี่ (คนไทย 350 บาท เด็ก 175 บาท ชาวต่างชาติ 700 บาท เด็ก 350 บาท) แต่จะบอกว่า นี่เป็นราคาที่คุ้มแสนคุ้ม เพราะนอกจากเราจะได้จักรยานขี่ไปชมสถานที่สำคัญต่างๆ ทั่วไทยที่จำลองมาไว้ ณ ที่แห่งนี้แล้ว ใครเหนื่อย ใครเมื่อยก็สามารถใช้บริการรถราง และรวมถึงลงไปนั่งวักน้ำเล่นเย็นๆ ในเรือก็ได้
โทษฐานที่เป็นคนมีช่วงล่างแข็งแกร่ง เราจึงเลือกใช้บริการจักรยานในการเดินทาง รถถีบที่นี่มีให้บริการมากกว่า 2,000 คัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะไม่พอกับจำนวนนักท่องเที่ยว เราเลือกคันที่มีโครงสร้างแข็งแรง และลมยางพร้อม(ถ้าไม่พร้อมก็มีบริการสูบลมให้) จากนั้นก็ยื่นบัตรแล้วเข้าไปสูดอากาศในเมืองโบราณได้อย่างเต็มที่ แต่เดี๋ยวก่อน...แนะนำว่าแผนที่สำคัญมากสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองโบราณ ติดไว้ที่ตะกร้าหน้ารถสักคันละแผ่นจะช่วยให้การเดินทางราบรื่นมากขึ้น
เราขี่จักรยานแม่บ้านเลาะคลองน้ำเล็กๆ ทางซ้ายไปเรื่อยๆ ตอนแรกนึกว่าแดดจะแรง แต่เปล่าเลย ต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกไว้ตลอดทางช่วยให้เราปั่นจักรยานได้แบบเย็นสบาย
ต้นทางที่เราผ่านโดยมากจะเป็นโบราณสถาน และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ของภาคใต้ เป็นต้นว่า สวนอิเหนา, สวนมโนราห์, พระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช นอกจากนี้ยังมีเทวรูปปัลลวะ จากจังหวัดพังงา รวมถึงพระบรมธาตุไชยา พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวสุราษฎร์ธานีด้วย
ระหว่างขี่จักรยานไปเราก็นึกถึงความตั้งใจของผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอย่างเมืองโบราณ นั่นก็คือ คุณเล็ก และคุณประไพ วิริยะพันธุ์ ที่พยายามสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของไทยให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา ดังคำกล่าวที่ว่า
“วัฒนธรรมไทยได้จำเริญอยู่คู่เคียงกับไทยโบราณมาอย่างสืบเนื่อง และหากสามารถรักษาไว้สืบไปด้วยภูมิปัญญาและความเข้าใจอันถ่องแท้แล้ว ก็จะทำให้ปัจจุบันและอนาคตของเรากอปรด้วยความหมายที่ทรงคุณค่ามิเสื่อมคลาย คำถามมีอยู่ว่า เหตุใดวัฒนธรรมอันดีงามยิ่งใหญ่ไพศาลนี้ ถึงเสื่อมถอยลงได้เล่า? ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะคนทั้งหลายไม่ใส่ใจ พากันมองข้ามไปเสีย หรือว่าอาจยังมีเหตุอื่นที่สำคัญกว่า เคลือบแฝงอยู่อีก?
เมื่อได้ใช้ความคิดทบทวนไปมานานครั้งเข้าจึงเห็นว่า การที่วัฒนธรรมไทยต้องเสื่อมโทรมอับเฉาลงทุกทีๆ นั้น ก็ด้วยเหตุที่มิได้มีผู้ใดนำเอายอดแห่งแก่นสารของวัฒนธรรมไทยไปเผยแพร่ในหมู่ชนอย่างกว้างขวางและถูกต้องบริบูรณ์ด้วยการใช้รูปแบบง่ายๆ เข้าใจไม่ยาก โดยให้ประสานสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ของคนในปัจจุบันสมัย ดังนั้นเมื่อคนทั้งหลายไม่มีโอกาสที่จะรับรู้และเข้าใจวัฒนธรรมแห่งชาติของตนเองที่มีสืบต่อกันมานั้นแล้วจะให้เขาเหล่านั้นชื่นชอบและยอมรับได้อย่างไร? เมื่อเราตระหนักเช่นนี้จึงเห็นว่าต้องลงมือทำเลย ด้วยเหตุนี้ เราผู้ยึดถือวัฒนธรรมเป็นภารกิจ ย่อมต้องลงแรงส่งเสริมกิจกรรมด้านนี้อย่างสุดกำลัง” เล็ก วิริยะพันธุ์
แอบคิดว่าตัวเองทำอะไรให้ประเทศไทยได้บ้างสักนิดมั้ย นึกไม่ออกเลยจริงๆ แต่ท่านทั้ง 2 คิดแล้วลงมือทำเลย โดยเริ่มก่อสร้างเมืองโบราณขึ้นเมื่อปี 2506 รวบรวมเอาสถานที่ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมของไทย อาทิ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน มารวมไว้ในที่ดินรูปขวานทองใกล้กับสถานตากอากาศบางปู แล้วเริ่มเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2515
เท่าที่สังเกต สถาปัตยกรรมต่างๆ ที่จำลองมาไว้จะมีทั้งขนาดเล็กลงบ้าง หรือขนาดเท่าจริงบ้าง นอกจากนี้ก็ยังมีสิ่งปลูกสร้างที่รื้อถอนมาสร้างใหม่ รวมถึงสถานที่ที่ใช้องค์ความรู้สร้างสรรค์ขึ้นใหม่อีกหลายแห่ง
เราขี่จักรยานปะทะลมเย็นไปเรื่อยๆ จนมาถึงพระพุทธรูปทวาราวดีที่คล้ายจะเป็นวงเวียนให้รถขี่วน แล้วเลี้ยวซ้ายไปทางเรือนทับขวัญ ขวามือของเรามีผู้คนเดินกันพลุกพล่านอยู่ในอาคารคล้ายปราสาทหลังใหญ่ แต่เมื่อลองพินิจดูก็จะรู้ว่านั่นคือ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ยิ่งใหญ่อลังการมากๆ ถัดไปไม่ไกลคือ วิหารพระศรีสรรเพชร และพระที่นั่งสรรเพชรปราสาท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่แน่ใจว่าขนาดเท่าของจริงมั้ย แต่เท่าที่กะเกณฑ์ดูด้วยสายตา ยิ่งใหญ่อลังการมากจริงๆ
ต้นสนสูงๆ ที่เรียงรายพริ้วไปกับสายลม ฉันหักรถเลี้ยวซ้ายที่บริเวณสะพานสายรุ้ง ผ่านเสาชิงช้าและโบสถ์พราหมณ์ ที่จำลองมาจากหน้าศาลาว่าการกรุงเทพฯ ก่อนจะไปหยุดจักรยานจริงจังก็เมื่อถึงศาลาพระอรหันต์สีเหลืองทองที่อยู่กลางน้ำ ด้านในมีพระอรหันต์หลายรูปให้สักการะ เชื่อมผ่านโดยสะพานที่ทอดยาว เราใช้เวลาอยู่ที่นี่พักใหญ่ เพราะนอกจากจะเย็นกายแล้วยังสบายใจมากๆ ด้วย
ออกจากศาลาพระอรหันต์เราขี่ผ่านมณฑปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร(เจ้าแม่กวนอิม) ทำความเคารพแล้วออกแรงถีบบันไดจักรยานต่อไป ที่กลางแม่น้ำขวามือมีการจำลองขบวนเสด็จพยุหยาตราทางชลมารคไว้ด้วย มีเรือสำคัญครบทุกลำ แน่นอนว่า รายละเอียดแทบไม่ต่างจากของจริง
ขอเตือนว่าอย่าขี่จักรยานจนเพลินแล้วคิดว่าเราเป็นเจ้าของถนนไปนะ เพราะว่าเมืองโบราณเปิดให้นักท่องเที่ยวขับรถยนต์เข้ามาชมโบราณสถานได้โดยต้องเสียค่าบริการ นอกจากนี้ก็ยังมีรถรางที่วิ่งพานักท่องเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ อีก เพราะฉะนั้นขับขี่ปลอดภัยต้องใส่ใจเพื่อนร่วมทางด้วย
ข้ามสะพานมาอีกฝั่งเราพบว่ามีการจำลองเขาพระสุเมรุไว้กลางน้ำ แต่เกินจะหยุดพักเพราะบริเวณนี้ไม่มีต้นไม้ใหญ่ แดดยามสายจึงคล้ายแดดบ่ายที่ร้อนแรง วินาทีนั้นทั้งร้อนทั้งหิว เราเลยรีบปั่นจักรยานมาหาอาหารกลางวันรับประทานที่ตลาดน้ำ ได้ก๋วยเตี๋ยวไก่กับชามะนาวชื่นใจเข้าไปก็มีแรงเดินทางต่อ
ขี่จักรยานเลาะขึ้นไปด้านบนผ่านเจดีย์จามเทวี จังหวัดลำพูน, เจดีย์เจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่ แล้วไปวนขวาที่บริเวณวิหารวัดเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพียงครู่เดียวก็จะพบวัดภูมินทร์ วัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวน่านอยู่ทางซ้ายมือ ส่วนด้านขวาคือหอคำ จังหวัดลำปาง แต่จุดหมายปลายทางจุดต่อไปของเราคือ วิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย จอดรถได้ก็ยืนนึกถึงค่ำคืนวันเพ็ญที่มีการละเล่นเผาเทียนเล่นไฟ ฉากวิบวับของประทีปเล็กๆ ฉายเข้ามาทันที
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่หยุดพักน่องกันที่นี่เพราะมีสนามหญ้าให้นั่งหย่อนใจ แต่เกรงว่าวันเดียวจะเที่ยวไม่ครบเราจึงต้องกลับมาจับแฮนด์จักรยานใหม่ แล้วปั่นต่อไปพร้อมกับลมเย็นๆ
ปั่นลงมาด้านล่างตามแผนที่ผ่านพระปรางค์วัดจุฬามณี จังหวัดพิษณุโลก เลาะลงมาเรื่อยๆ จนถึงพระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี จอดพักอีกแล้ว ขี่มาตั้งนานมันก็ต้องมีเมื่อยกันบ้าง แล้วตรงนี้มีสนามหญ้าขนาดใหญ่ เลยแอบไปนั่งเล่นอยู่ใต้ต้นลั่นทมเสียเนิ่นนาน จนตะวันคล้อยบ่ายก็เริ่มต้นเดินทางต่อไปอีกครั้ง
ข้อดีของการมาเที่ยวคนเดียวคือเราไม่ต้องรอใคร เหนื่อยก็พักได้ แต่ข้อเสียคือเหงาจับใจ เพราะไม่มีเพื่อนคุยเวลาเจอสถาปัตยกรรมสวยๆ ดีๆ ที่สำคัญไม่มีใครกดชัตเตอร์ให้ ครั้นจะถือไม้เซลฟี่ก็ไม่มีกับเขา สิ่งที่เราทำได้ก็คือต้องถ่ายภาพสถานที่สำคัญต่างๆ มาอวดเพื่อนในโซเชียลมีเดียแทน
เมื่อวนลงมาจนถึงเรือนต้นที่อยู่ทางขวามือ เราก็เลี้ยวซ้ายผ่านสวนพระอภัยมณี จังหวัดระยอง ต่อขึ้นไปจนถึงปราสาทสด๊กก๊อกธม จังหวัดสระแก้ว แล้ววกซ้ายอีกทีเข้าไปดูปราสาทหินพิมาย แห่งเมืองย่าโม ที่นี่ถ่ายรูปสวยมาก เพราะปราสาทเป็นสีชมพูอ่อนๆ มีคู่รักหลายคู่เลือกปราสาทหินพิมายในการถ่ายรูป(คู่) เพราะเป็นปราสาทสีชมพูเข้ากับสีของความรักจริงๆ
เราขี่จักรยานผ่านป่าเจดีย์ที่ดูขรึมขลัง แล้วแวะไปชมเทวรูปสวมหมวกแขกที่อยู่ใกล้กับปราสาทศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ โดยส่วนใหญ่ละแวกนี้จะเป็นโบราณสถานของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปราสาทหินพนมรุ้งอยู่ถัดออกไป เราต้องเดินขึ้นเนินเล็กๆ แต่ไม่ชันมาก แต่ที่ต้องเดินเยอะหน่อยคือปราสาทพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ ปัจจุบันของจริงอาจจะเดินทางไปดูได้ลำบาก เพราะกลายเป็นสมบัติของชาวกัมพูชาไปแล้ว แต่ที่นี่มีให้ชมแบบเหมือนจริงทุกประการ
ถ้าจะให้สาธยายถึงสถานที่ทั้งหมดในเมืองโบราณอาจต้องพึ่งพาหน้าหนังสือพิมพ์สัก 8-10 หน้า แต่ว่าคงเป็นไปไม่ได้ ที่ดีที่สุดคือแนะนำให้นักท่องเที่ยวไปสัมผัสกันด้วยตัวเอง ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่ แล้วใช้เวลาอยู่ในนั้นทั้งวัน รับรองว่าคุณจะได้เห็นประเทศไทยในแบบที่งดงามและครบครันที่สุด
เวลา 1 วันของใครบางคนน้อยนิดจนทำอะไรแทบไม่ทัน แต่สำหรับเรามันเนิ่นนานมากพอที่จะทำให้ได้รู้จักความยิ่งใหญ่ของประเทศไทยได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ถ้าไม่ออกมาสัมผัสด้วยตัวเองคงไม่เชื่อ แต่เราพิสูจน์แล้ว แล้วคุณล่ะ พร้อมจะออกมาหลงรักเมืองไทยด้วยกันหรือยัง
.............
การเดินทาง
ไปเมืองโบราณโดยรถยนต์ส่วนตัว ให้ใช้เส้นทางด่วน ปลายทางที่สำโรง-สมุทรปราการ ถึงสามแยกสมุทรปราการ เลี้ยวซ้ายไปตามถนนสุขุมวิท (ไปทางบางปู) ประมาณ กม. 33 เมืองโบราณจะอยู่ทางซ้ายมือ หากเป็นรถโดยสารสาธารณะ ให้ใช้รถโดยสารปรับอากาศ สาย ปอ. 511 (สายใต้ใหม่-ปากน้ำ) ลงที่สุดทางแล้วต่อรถสองแถวสาย 36 ซึ่งจะวิ่งผ่านหน้าทางเข้าเมืองโบราณ นอกจากนี้ยังมีบริการรถตู้รับ - ส่ง ฟรีทุกวันจากสถานนีรถไฟฟ้าแบริ่ง - เมืองโบราณ วันละ 3 รอบ โดยรถจะจอดรอรับที่ลานจอดรถ Centerpoint Entertainment จากรถไฟฟ้าสถานีแบริ่ง ทางออกที่ 1 เข้าซอยสุขุมวิท 105 (ซ. ลาซาล) เดินตรงเข้าซอยประมาณ 100 เมตร ลานจอดรถอยู่ขวามือ
อัตราค่าเข้าชม บัตรคุ้มสยาม สำหรับชาวไทย เข้าชมเวลา 09.00 - 16.00 น. ผู้ใหญ่คนละ 350 บาท เด็กคนละ 175 บาท (มีบัตรจักรยาน รถราง ล่องเรือ) นำรถยนต์เข้าไปคันละ 400 บาท (ไม่รวมคนขับ) เที่ยวชมตั้งแต่เวลา 16.00 - 19.00 น. ผู้ใหญ่คนละ 175 บาท เด็กคนละ 80 บาท (มีบัตรจักรยาน รถราง ล่องเรือ) นำรถยนต์เข้าไปคันละ 200 บาท(ไม่รวมคนขับ)
สำหรับชาวต่างชาติ เข้าชมเวลา 09.00 - 16.00 น. ผู้ใหญ่คนละ 700 บาท เด็กคนละ 350 บาท (มีบัตรจักรยาน รถราง ล่องเรือ) นำรถยนต์เข้าไปคันละ 400 บาท (ไม่รวมคนขับ) เที่ยวชมตั้งแต่เวลา 16.00 - 19.00 น. ผู้ใหญ่คนละ 350 บาท เด็กคนละ 175 บาท (มีบัตรจักรยาน รถราง ล่องเรือ) นำรถยนต์เข้าไปคันละ 200 บาท (ไม่รวมคนขับ)
อัตราค่าเข้าชมพิเศษ สำหรับนักเรียน - นักศึกษา ที่มาเป็นหมู่คณะในนามโรงเรียนหรือสถานศึกษา สอบถามรายละเอียดที่ โทรศัพท์ 0 2323 4094-9 ส่วนรายละเอียดอื่นๆ โทรศัพท์ 0 2323 9253, 0 2709 1644 หรือ www.Ancientcity.com





