ควบบิ๊กไบค์ ขึ้นเนิน-ชมน่าน

ควบบิ๊กไบค์ ขึ้นเนิน-ชมน่าน

ปลายฝนต้นหนาว แต่ที่นี่มีหมอกทุกฤดู

สถานที่นั้นคือ ยอดเนินช้างศึก บ้านอีต่อง ตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี หมู่บ้านที่มีการทำเหมืองแร่เมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว

สิ่งหนึ่งที่ท้าทายการเดินทางของเรา คือคำเล่าลือว่าการเดินทางไปถึงยอดเนินแห่งนี้มันยากลำบากสุดๆ แต่จุดดึงดูด คือวิวสวยบนยอดเนินที่ว่ากันว่า เมื่อเรายืนอยู่ ณ จุดนั้น ตรงเนินช้างศึกแห่งนั้น ความรู้สึกจะเปรียบเหมือนยืนเทียมเส้นขอบฟ้า

(1) พิชิตเนินช้างศึก บ้านอีต่อง

เมื่อศึกษาเส้นทางแล้วการใช้รถมอเตอร์ไซด์น่าจะปลอดภัยและคล่องตัวกว่ารถยนต์ ชวนขาบิดเพื่อนๆ ทุกคนต่างส่ายหน้า แต่ตัวเองรู้สึกว่ามันท้าทาย และอากาศบริสุทธิ์ห่างจากตัวเราแค่ 200 กิโลเมตร สุดท้ายมีเพื่อนร่วมทริป 1 คน

เช้าวันเสาร์ เราออกจากบ้านที่เมืองกาญจน์ ตั้งหลักกันที่จุดนัดพบปั้ม ปตท.สาขาแยกแก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เพื่อเตรียมรถ 2 คัน คือ Stalions Centaur 150 CC. และ Suzuki Innasuma 400 CC.เราวางแผนว่าเดินทางตอนเช้า บิดไปเรื่อยๆ ทำความเร็ว ไม่เกิน 110 กม.ต่อชั่วโมง เริ่ม 8.00 น. แวะทานข้าวที่ร้านอาหารข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ 4 ประเทศ ตลาดทองผาภูมิ รวมทั้งแวะซื้อเหนียวไก่ ตุนเป็นเสบียงมื้อเย็น เพราะบนนั้นจะไม่มีร้านอาหาร

เนินช้างศึก เป็นพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ สถานที่แห่งนี้โดยหน้าที่หลัก มันเป็นฐานปฏิบัติการของตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135 ตั้งอยู่ในเส้นพรมแดนไทย-พม่า มีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ และจุดชมวิวในมุมสูง เห็นวิวทั้งฝั่งไทยและพม่า หมู่บ้านอีต่องอยู่ในหุบเขาด้านล่าง ส่วนฝั่งพม่าจะเห็นเทือกเขาและแนวป่าที่เป็นแนวเขา บริเวณเนินช้างศึกสามารถกางเต็นท์ได้ทั้งบริเวณพื้นหญ้า และบริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ด้านบนมีที่จอดรถได้ปลอดภัย บริเวณนี้มีเพียงที่พักเจ้าหน้าที่ ตชด. และห้องสุขา

เมื่อเราสองคันมุ่งหน้าไปจากอ.เมือง กาญจนบุรี บนเส้นทางหลวงหมายเลข 3272 ไปในทิศทางที่จะไป "หมู่บ้านอีต่อง" เพียง 1 กิโลเมตรก่อนหนึ่งหมู่บ้านฯ นั่นคือปลายทาง เนินช้างศึก เราถึงยอดเนินช้างศึก 14.00 น. ตามแผนที่วางไว้ และเตรียมพักกางเต้นท์ที่นี่ 1 คืน

ณ "จุดชมวิวฐานปฏิบัติการเนินช้างศึก" เป็นจุดที่มีความสูง 1,053 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ว่ากันว่าในวันที่ทัศนวิสัยดีๆ จะมองเห็นทะเลอันดามันในฝั่งพม่า แต่แน่นอนว่าในวันทั่วไปจุดดึงดูดของที่นี่คือ การชมพระอาทิตย์ตก ในระยะที่เรายืนแทบประชิดเส้นขอบฟ้า

ปกติการเดินทางท่องเที่ยวหากไม่อาศัยรถตู้ก็ต้องมีรถกระบะของคนในท้องถิ่นไปส่ง แต่การเดินทางครั้งนี้ เป้าหมายไม่ได้อยู่แค่ปลายทาง แต่ระหว่างทางกับความรู้สึกที่นักบิดสองล้ออย่างเราหลงใหล และต้องการสัมผัส คือ สายลมสัมผัสร่าง ในภาษาของคนรักมอเตอร์ไซค์ คงไม่มีอะไรเปรียบได้กับวินาทีที่รถเข้าโค้งและโลดแล่นไปตามถนนทอดยาวไกล ความรู้สึกที่มีเพียงตัวเรา ไม่มีพันธนาการใด น้ำหนักที่จางหายไปกับระยะทาง เป็นความรู้สึกอิสรเสรี แตกต่างจากการท่องเที่ยวด้วยยานพาหนะอื่นที่เคยผ่านมาอย่างสิ้นเชิง

ความลำบากของเส้นทางไม่ใช่อุปสรรค แต่ทำให้นักบิดอย่างเรารู้สึกภูมิใจ โดยเฉพาะจุดพีคเมื่อเราตะกายขึ้นไปถึงยอดดอย (เนินช้างศึก) มันไม่ง่ายเลยกว่าจะมาถึงจุดนี้ หลังจากปะทะแรงลมมาตลอดทาง เมื่อถึงปลายทาง "บรรยากาศ" ของสถานที่ เป็นทั้งความงามของธรรมชาติ และ "ความเงียบสงบ" ที่สะกดให้เรารู้สึกได้ถึง "สวรรค์" ของการเดินทางมันอยู่ ณ จุดนี้เอง

ภาพธงชาติไทยสะบัดไหวบนยอดเสา ยอดหญ้าพลิ้วไปตามแรงลม ไอหมอกเคลื่อนผ่านตัวเรา สัมผัสความเย็นผ่านไปวูบหนึ่ง ก่อนที่แสงอาทิตย์จะให้ความอุ่น เพื่อนร่วมทางเอ่ยเปรยออกมาเบา "ที่นี่มันสวรรค์ จริงๆ ว่ะ" ไม่เห็นแย้งแต่อย่างใด

ความมุ่งหมายของการพิชิตเนินช้างศึกบรรลุแล้ว เป้าหมายขาลงของเราคือ มาไกลถึงชายแดนแล้ว ต้องได้กิน "ปูพม่า" และจิบกาแฟร้อนในตลาดเช้าของหมู่บ้านอีต่องให้ได้ ดังนั้นในเช้าวันอาทิตย์ เราจึงออกไปทำภารกิจกินปูพม่าให้ลุล่วง

ปูพม่า ที่ว่า คือ ปูทะเล จากอันดามันที่อยู่ในน่านน้ำของประเทศพม่า (หมู่บ้านอีต่องห่างจากทะเลฝั่งพม่าประมาณ 60 กิโลเมตร) รับประกันความสด และไม่แพง ประมาณกิโลกรัมละ 200-220 บาท หรือถ้าเสิร์ฟเป็นจานก็ตก(กิโลละ) 250-270 บาท

บ้านอีต่อง ต.ปิล๊อก อ.ทองผาภูมิ ตามประวัติโดยการท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี ระบุว่าเป็นหมู่บ้านที่เกิดมาพร้อมกับการขุดหาแร่ (ด้านหน้าหมู่บ้านมีป้ายให้ชมเหมืองแร่ เหมืองปิล๊อก) ป้ายทางเข้าหมู่บ้าน มีคำว่า "ณัตเอ็งต่อง" แปะไว้ข้างๆ เป็นชื่อเรียกดั้งเดิมของหมู่บ้านที่ตั้งเมื่อราว 70 ปีก่อน คำว่า "ณัต" หมายถึง เทวดา "เอ็ง" แปลว่า บ้าน "ต่อง" แปลว่าภูเขา รวมกันว่า เป็นหมู่บ้านที่อยู่บนเขาเทวดา เรียกไปเรียกมาเสียงเพี้ยน "เอ็งต่อง" กลายเป็น บ้าน "อีต่อง"

เดิมทีเส้นทางไปหมู่บ้านนี้ต้องไต่เขาและทางโค้งมากมาย จนได้รับฉายาว่า เป็น หมู่บ้าน 399 โค้ง แต่นั่นเป็นอดีตหลายสิบปีก่อน เมื่อทางการได้เปิดเหมืองปิล๊อก ขุดแร่วุลแฟรม ดีบุก ทังสเตน และพื้นที่บางส่วนให้สัมปทานกับบริษัทเอกชนเข้ามาทำเหมือง ทำให้หมู่บ้านอีต่อง มีทั้งคนจากภายนอกที่เข้ามาทำงานเหมืองคึกคัก จนกระทั่งเกิดวิกฤตการณ์ราคาแร่ตกต่ำ เหมืองปิดตัวช่วง 30 ปีก่อน หมู่บ้านนี้จึงเหลือแต่คนท้องถิ่น ที่ปัจจุบันมีหลายเชื้อชาติ ไทย กะเหรี่ยง พม่า และมีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ที่เป็นส่วนหนึ่งของความแตกต่างจากชีวิตเมืองๆ ทำให้เรารู้สึกถึงสติและสัมผัสความสงบได้ ก่อนจะต้องกลับมาทำหน้าที่มนุษย์เงินเดือนกันต่อ

ในระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ของการเดินทาง ค่าใช้จ่ายรวมแล้วเพียงคนละ 1,000 บาท (ไปกันแค่สองคน สองคัน) ค่าน้ำมันไป-กลับตกรายละ 400 บาท และค่าอาหาร 400 สำรองไว้ 200 บาท เผื่อโน่นนี่นั่นถือว่าคุ้มทีเดียว

(2) ตระเวนไหว้พระ เมืองน่าน

น่าน เป็นจังหวัดภาคเหนือที่มีอารยธรรมผสมผสานระหว่างล้านช้าง ล้านนา และพม่า เชื่อหรือไม่ว่าเป็นเมืองในยุคที่บุเรงนองเรืองอำนาจและยกทัพมายึดพร้อมเมืองหลวงพระบาง และเป็นเมืองที่สงบเงียบ

สิ่งที่นึกถึงเมืองน่านในการเดินทางครั้งแรกคือ เราอยากไปทางภาคเหนือ เบื่อคนเยอะๆ หยุด 4 วัน 3 คืน ไปไหว้พระเก้าวัด ชมเมืองน่านที่มีศิลปะวัฒนธรรมเก่าแก่บ้างดีกว่า

เช้าวันแรกเริ่มจากปั้ม ปตท.สาขาแยกแก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เพื่อเตรียมสภาพรถ 1 คัน คือ Stalions Centaur 150 CC. วางแผนว่าเดินทางตอนเช้า บิดไปเรื่อยๆ ทำความเร็ว ไม่เกิน 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มืดที่ใหนนอนที่นั่น (โรงแรมไม่เกินคืนละ 500 บาท) ค่าน้ำมันไป-กลับ 1,800 บาท ค่าอาหารวันละ 200 บาท อื่นๆ วันละ 100 เบ็ดเสร็จ ทริปนี้ไปคนเดียว 4,600 บาท

การเดินทางครั้งนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องผ่านเส้นถนนเอเชียตัดเข้านครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก แพร่ น่าน ด่านตรวจเยอะมาก บางจุดนึกว่ารถแต่งขอตรวจดู Centaur 150 CC. รถผลิตในไทย มีทะเบียนและคู่มือถูกกฎหมาย ผ่านทุกด่าน มีบางด่าน (ขากลับ) ขอตรวจกระเป๋าพบหนังสือไหว้พระเก้าวัดและกล้องกับพระเครื่องที่บูชามา ก็ผ่านด่านฉลุย ไม่ต้องถูกซักไซร้อะไรมาก (ไม่แน่ใจเป็นเพราะมีพระมาด้วยหรือเปล่า (ฮา) บางทีอาจเป็นเพราะเดินทางคันเดียวและทะเบียนรถตีทะเบียน นครปฐม จึงทำให้คนตั้งด่านประหลาดใจก็ได้

พักนอนคืนแรกที่ พิษณุโลก ที่พักราคาถูก สะอาดมีเยอะ ไหว้พระพุทธชินราช และวัดนางพญา วัดราชบูรณะ วันที่สองออก 8 โมงเช้าเติมน้ำมันถังที่สอง และเดินทางต่อ อุตรดิตถ์ แพร่ และถึงน่านตอน 1 ทุ่ม พักรถทุกจังหวัด (ปวดใหล่และแขนมากๆ) ชั่วโมงนั้นเข้าพักโรงแรมคืน ละ 400 บาทใจกลางเมืองน่าน ถามหาที่นวดแผนโบราณทันที จัดไปหายเมื่อยจริงๆ

เส้นทางไหว้พระที่เมืองน่าน ไฮไลต์ เรามุ่งไป วัดพระธาตุแช่แห้ง ประวัติบอกว่าสร้างมาตั้งแต่ 600 ปีที่แล้ว พระธาตุสีเหลือง เพราะบุด้วยแผ่นทองเหลือง ตั้งอยู่บนยอดดอยภูเพียงแช่แห้ง พระธาตุแช่แห้งเป็นเจดีย์ที่ว่ากันว่า เป็นมงคลชีวิตของคนปีเถาะ ปีเกิดของเราก็ต้องไปไหว้สักการะสักหน่อย

จากนั้นก็แวะไปชม วัดภูมินทร์ ตั้งอยู่ตำบลในเวียง อ.เมือง จ.น่าน เป็นวัดหลวง ที่มีประวัติการสร้างมาต้องแต่ปี พ.ศ. 2139 ต่อมาอีกประมาณ 300 ปี มีการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อสมัยปลายรัชกาลที่ 4 ของราชวงศ์จักรี ความสวยแปลกของวัดภูมินทร์ คือเป็นวัดที่สร้างทรงจัตุรมุขหนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่ดูคล้ายตั้งอยู่บนหลังพญานาคขนาดใหญ่ 2 ตัว เทินพระอุโบสถไว้กลางลำตัว ตรงใจกลางพระอุโบสถจัตุรมุข ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ 4 องค์ หันหน้าออกด้านประตูทั้งสี่ทิศหันเบื้องปฤษฎางค์ชนกัน ประทับนั่งบนฐานซุกชี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย รัฐบาลไทยเคยพิมพ์รูปวัดภูมินทร์ ในธนบัตรใบละ 1 บาท ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

สิ่งที่โด่งดังของวัดภูมินทร์ในยุคนี้คือ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เล่าตำนานพื้นบ้านที่สะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ภาพเขียนที่ปรากฏในวัดภูมินทร์ อาทิ การแต่งกายคล้ายผ้าซิ่นลายน้ำไหล การทอผ้าด้วยกี่ทอมือ การติดต่อซื้อขายกับชาวต่างชาติ บานประตูแกะสลักบนไม้สักทองแผ่นเดียวขนาดใหญ่ลวดลายดอกไม้ ผลไม้ และสัตว์ต่างๆ

วันต่อมาเราไป วัดสวนตาล ถนนมหายศ ต.ในเวียง อ.เมือง เข้าไปสักการะ พระเจ้าทองทิพย์ องค์ประธานของวัด พระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยองค์ใหญ่ สร้างมาตั้งแต่ปีพ.ศ.1770 โดย พระนางปทุมมาวดี ชายาของพญาภูเข็ง เจ้าผู้ครองนครน่านเมื่อราว พ.ศ. 1955

พระเจ้าทองทิพย์ ได้รับความเคารพนับถือจากชาวน่านเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง มีผู้คนมานมัสการและจัดงานสงกรานต์สรงน้ำพระประจำปี เป็นงานใหญ่เลยทีเดียว

วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร หรือ วัดหลวงกลางเวียง ไปนมัสการเจดีย์ช้างล้อมทรงสุโขทัย และพระทองคำปางลีลา วัดนี้อยู่ตรงข้ามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน สร้างเมื่อปี พ.ศ.1949 โดยเจ้าเมืองน่าน พญาภูเข่ง วัดนี้มี พระพุทธรูปทองคำปางลีลา หรือพระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี เป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย ประดิษฐานอยู่ที่หอพระไตรปิฎก องค์พระพุทธรูปมีทองคำ 65 เปอร์เซ็นต์สูง 145 เซ็นติเมตร สร้างโดย เจ้างั่วฬารผาสุม เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 14 แห่งราชวงค์ภูคา เมื่อปีพ.ศ. 1969

ถัดจาก วัดพระธาตุช้างค้ำและ วัดภูมินทร์ ในถนนสายเดียวกัน เราได้ไปชมความวิจิตรอลังการของ วัดศรีพันต้น ทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกอุโบสวัดศรีพันต้น มีรูปปั้นของสิงห์กึ่งวานรอยู่รอบเสาต้นหลัก ซุ้มประตูทั้งสี่ทิศมีศิลปะปูนปั้นสีทองสวยงามเด่นชัด และภายในมีภาพวาดฝาผนังสะท้อนวิถีชีวิตที่บอกประวัติศาสตร์ของเมืองน่าน

เมืองหลายแห่งพยายามสร้าง "ความเก่า" เพื่อเป็นจุดขาย แต่เมืองน่านมีเมืองเก่าที่สวยงามอยู่แล้ว ความเก่าที่คงสมบูรณ์ เป็นมรดกที่น่าชื่นชมไม่น้อยกว่าความล้ำสมัยแน่นอน

------------

การเดินทาง

เนินช้างศึก หมู่บ้านอีต่อง ต.ปิล็อก อ.ทองผาภูมิ เริ่มจากถนนสายหลักตัวเมืองกาญจนบุรี ถึงสี่แยกแก่งเสี้ยน เลี้ยวซ้ายไปอำเภอไทรโยค - ทองผาภูมิ(หมายเลข 323) เส้นทางจะต่อกับเส้น 3272 เข้าอำเภอทองผาภูมิ วิ่งผ่านตัวอำเภอ (ตัวอำเภออยู่ทางขวา) เลียบอ่างเก็บน้ำในเขื่อนไปอีกประมาณ 30 กิโลเมตร จะถึงสามแยกบ้านไร่-ปิล๊อก ให้เลี้ยวซ้ายไปทางปิล๊อก จากจุดนี้จะเป็นเส้นทางคดเคี้ยวขึ้นเขา ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.kanchanaburi.co/

เมืองน่าน น่านเป็นจังหวัดที่อยู่ห่างจากรุงเทพฯ ประมาณ 668 กิโลเมตร สามารถเดินทางด้วย รถไฟ จากสถานีรถไฟหัวลำโพง ไปลงที่สถานีเด่นชัย จ.แพร่ ต่อรถโดยสารประจำทางไปที่จังหวัดน่าน ระยะทางประมาณ 142 กิโลเมตร ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.railway.co.th เดินทางโดย รถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 32 จนถึงจังหวัดนครสวรรค์ แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 17 ไปจนถึงจังหวัดพิษณุโลก จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 11 โดยจะผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์และอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 101 ผ่านจังหวัดแพร่ไปจนถึงจังหวัดน่าน รถบขส.จากสายกรุงเทพฯ-น่าน ออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต 2) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9-10 ชั่วโมง