เป้าปีใหม่ ทำไงไม่ Fail !

เป้าปีใหม่ ทำไงไม่ Fail !

ลดพุง.. ปลดหนี้.. ไม่ขี้เกียจ.. เลิกบุหรี่.. หาแฟน(ใหม่).. เก็บตังค์.. และรวย!!!

หลากแผนหลายเป้าที่คนเรามักตั้งใจว่าจะทำใน 'ปีหน้า' แต่กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เคยสงสัยไหมว่า มันเป็นเพราะอะไร ?

เข้าสู่ช่วงปีใหม่ทีไร มักจะได้ยินใครหลายคนเอื้อนเอ่ยถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ว่าจะต้องมีหรือทำให้ได้ภายในปีหน้า แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่พบความสำเร็จ..

เช่นความเฟลจากความตั้งใจที่จะทานมังสวิรัติตลอดชีวิตของ 'ออยล์' ซึ่งเฟลเพราะติดขัดในหลายๆ เรื่องโดยเฉพาะความรู้สึกลำบากใจที่ต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อน เช่น เวลาต้องเดินทางออกทริปต่างจังหวัดที่ผู้จัดงานต้องจัดเตรียมอาหารแยกเอาไว้ให้ จนในที่สุดเป้าหมายนั้นก็จบลงด้วยอายุมิชชั่น 8 เดือน หรืออย่าง 'หนุ่ม' มนุษย์เงินเดือนที่ตั้งเป้าอยากจะเก็บเงินให้ได้หลักแสน แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวเพราะกิเลสมากมายคอยยั่วใจ

แม้อุปสรรคจะขวางหน้า แต่ก็ใช่จะไร้ทางไป ขอแค่ให้เจอวิธีที่ใช่.. อย่างที่ ปุ้ย-ศศกร วัฒนาสุทธิวงศ์ บรรณาธิการสาวในแวดวงหนังสือ เล่าให้ฟังถึงเคล็ดไม่ลับสนุกๆ ที่ใช้กับตัวเองสมัยที่พยายามลดความอ้วน โดยสร้างแรงจูงใจด้วยการซื้อ 'ของขวัญ' ที่อยากได้เพื่อตบรางวัลตัวเองให้กับทุกๆ 2 กิโลกรัมที่หายไป

"การลดน้ำหนักสำหรับผู้หญิงมันเป็นเรื่องที่ยากมากก.. ก็เลยต้องหาแรงจูงใจให้ตัวเองเพื่อไม่ให้รู้สึกกดดันจนเกินไป" เธอเล่าถึงเบื้องหลังไอเดียนี้ และรู้กันดีว่า การลดน้ำหนักช่วงแรกยังถือว่า ชิลๆ แต่เมื่อเข้าสู่กิโลฯ หลังๆ เข็มที่ชั่งแทบไม่กระดิก และนั่นจึงเป็นเหตุผลให้ของขวัญชิ้นหลังๆ จะเป็นชิ้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

เดี๋ยวนี้ ปุ้ยยังได้เทคนิคใหม่ๆ ที่เก็บตกจากการอ่านหนังสือซึ่งบอกว่า ถ้าตั้งใจจะทำอะไร ต้องประกาศให้คนอื่นรับรู้ด้วย ทำให้วันนี้บนหน้าวอลล์เฟซบุ๊คของปุ้ยจะมีการอัพเดทมิชชั่นที่ทำอยู่

"ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ น่ะค่ะ อย่างอ่านหนังสือให้จบ หรือเลิกนิสัยบางอย่าง" เธอบอก

แต่ถ้าถามเหล่าโค้ชมืออาชีพ ที่เดินสายบรรยายสร้างแรงกระตุ้นให้กับเกิดขึ้นในใจของผู้คนมากมาย.. พวกเขามีเคล็ดไม่ลับอย่งไรกันบ้าง ต้องอ่าน!

Be-Do-Have

พจนารถ ซีบังเกิด หรือ โค้ชจิมมี่ ผู้ก่อตั้ง Jimi The Coach ที่มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาบุคลากร เชื่อว่า การตั้งเป้าหมายในแต่ละปีนั้น "ควรจะทำ" และต้องตั้งให้สนับสนุนเป้าหมายใหญ่ในชีวิตว่า “เราต้องการอะไร”

"การตั้งเป้า คือ Have ฉันอยาก Have อะไร เช่น ปีหน้าฉันจะต้องได้แบบนี้ แล้วพอตั้งเป้าปุ๊บ ฉันจะลงมือทำ คือ Do แต่ที่มันเฟลก็เพราะ Do ไม่ตรงกับเป้า Have หรือไม่เหมาะสมกับต้นทุนที่เราติดตัวมา เช่น แนวคิด วิธีมองโลก ซึ่งมันคือ Be" โค้ชจิมมี่บอก

ก่อนจะย้ำว่า ก่อนจะตั้งเป้าหมาย สามสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ก็คือ ต้นทุน ความเชื่อ และความ (ไม่) กลัว

"ต้องเข้าใจก่อนว่า เป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้กับต้นทุนที่เรามีมัน Realistic (ทำได้จริง) มั้ย มันเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน คำว่า ต้นทุน มันไม่ได้หมายถึงเงิน แต่คือ ศักยภาพ หมายถึงว่า ตัวเรามีคุณสมบัติที่ดีอะไร (Being) คุณสมบัติที่มีติดตัวเรามา เช่น ความกตัญญู ความมุ่งมั่น รักการแข่งขัน เป็นคนมองโลกในแง่ดี" โค้ชจิมมี่บอก หากใครไม่รู้จักต้นทุนที่ตัวเองมีก็ให้ฟังและเก็บคำชมของคนรอบข้างมาคิด เพราะนั่นแหละ...คือต้นทุนของเรา

เมื่อรู้พื้นฐานตัวเองในเบื้องต้นแล้ว จากนั้นต้องรู้จักวิธีการจัดการความเชื่อที่ไม่สนับสนุนเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนเป็นความเชื่อที่สนับสนุนเป้าหมายให้ได้

"ฉันโง่เลข ฉันไม่เก่งภาษาอังกฤษ ดังนั้นเออีซีเข้ามา ฉันต้องตายแน่ๆ อันนี้เป็นความเชื่อที่เป็นต้นทุนที่ไม่ดี หรือความเชื่อที่บอกว่า เศรษฐกิจมันต้องแย่แน่ๆ เลย ธุรกิจที่ฉันทำอยู่มีคนทำเยอะแยะเลย ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด อันนี้ทำให้ไปไม่ถึงเป้า... เราต้องบอกว่า ถ้าฉันจะทำธุรกิจจะขายของ หรือจะติดต่อกับต่างประเทศ ทุกคนก็มีความสามารถทางด้านภาษาทัดเทียมกัน ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่พูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง ดังนั้นฉันเชื่อว่า ไม่ว่าเราจะสื่อสารกับใคร ถ้าฉันใช้ความจริงใจและความพยายาม เขาจะเข้าใจฉัน เราก็ยังคงพูดภาษาอังกฤษไม่เชี่ยวชาญ เหมือนเดิมนั่นแหละ แต่เราบอกว่า การสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ใช่สื่อเดียวในการสื่อสาร ฉันสามารถสื่อสารกับใครก็ได้ด้วยความจริงใจและความพยายามที่ฉันมี” โค้ชจิมมี่ยกตัวอย่าง

ส่วน "ความกลัว" ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่มักจะติดอยู่ในใจของทุกคน ดังนั้นในการเดินสู่เป้าหมาย ต้องเช็คด้วยว่า เรามีความกลัวอะไรหรือไม่ ซึ่งความกลัวโดยทั่วไป (Universal Fear) จะประกอบไปด้วย กลัวไม่ดีพอ กับ กลัวคนไม่รัก การแก้ปัญหาความกลัวนี้ หลายคนยจะทำโดยการวิ่งหนี ซึ่งโค้ชจิมมี่บอกว่า ควรจะวิ่งหนีความกลัวไปในทางบวกจะดีที่สุด เพราะความกลัวยังอยู่ที่เดิม!

"การวิ่งหนีความกลัว กลัวจะเสียงาน กลัวไม่ซัคเซส อาจจะมีพฤติกรรมทางด้านบวกก็คือ ทำการบ้านเยอะขึ้น หรือวิ่งหนีทางลบ คือ คิดว่าา อย่าไปทำเลย เดี๋ยวเฟล ถ้าเป็นทางลบ มันก็จะไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น ถ้าเป้าหมายของเราคือ การขยายธุรกิจ แต่เรากลัวมันไม่ดีพอ ทำแล้วมันไม่เวิร์ค ตัดสินใจอย่าทำเลย แต่ความจริงแล้วในใจลึกๆ มันยังอยากให้ธุรกิจไปต่างประเทศไง แต่เพราะความกลัวมันล็อคเราไว้ เราอาจจะมาคิดทีหลังว่า รู้งี้ตัดสินใจไปแล้วก็ดี ไม่เห็นต้องไปกลัวเลย สรุปแล้วก็คือ ถ้ามันกลัวจริงๆ ก็ต้องทำการบ้านให้หนักขึ้น มันจะได้ไม่ล้มเหลว เราทุกคนต้องวิ่งหนีความกลัว แต่เราควรจะวิ่งหนีทางบวก" โค้ชจิมมี่อธิบาย

และที่สำคัญก็คือ การตั้ง Mind Set ไว้ตั้งแต่แรกเลยว่า ในชีวิตจะไม่มีคำว่า ล้มเหลว

"ถ้าสมมติว่ายังไม่มีพลังพอที่จะไปถึงเป้าหมายให้ adopt อีกข้อนึง ให้บอกตัวเองว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรล้มเหลว ถ้าเราทำแล้วมันไม่สำเร็จตามเป้าที่ตั้งไว้ ให้เรียกมันว่า 'ฟีดแบ็ค' เป็นเสียงสะท้อนกลับเพื่อให้เราปรับปรุง" โค้ชจิมมี่บอก และทิ้งท้ายว่า เป้าหมายที่ดี ต้องดีสำหรับตัวเอง ดีสำหรับคนอื่น และถูกต้องตามศีลธรรมจรรยา

"ถ้าเช็คสามข้อนี้ได้ ทำเลย ลุย ถือเป็นเป้าหมายที่ดี ถ้าไม่ครบ จงอย่าทำ!"

ค้นหา "ธรรมนูญชีวิต"

อีกหนึ่งโค้ชที่มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วเมืองอย่าง ฐิตินาถ ณ พัทลุง หรือ ครูอ้อย เจ้าของหนังสือดัง "เข็มทิศชีวิต" เอ่ยว่า ในการไปถึงเป้าหมายที่มักจะตั้งไว้ทุกต้นปีนั้นมี "ความมุ่งมั่น" อย่างเดียวไม่พอ แต่จะต้องฝึก "นิสัย" ของตัวเองให้คุ้นชินกับสิ่งนั้นด้วย โดยมีวิธีการ 3 อย่างที่สำคัญก็คือ การสร้างภาพในหัวตัวเอง การฝึกพูดกับตัวเอง และการฝึกตัวเอง

"เราอาจจะต้องฝึกอุปนิสัยด้วยการเห็นภาพใหม่ คิดในหัวของเราซ้ำๆ เพราะมนุษย์เราจะมีชีวิตในแบบที่เราเชื่อว่า เราเป็น เราจะต้องเทรนด์ตัวเองด้วย หนึ่ง การเห็นภาพซ้ำๆ ว่า ตัวเองประสบความสำเร็จ มีความสุขด้วยการทำอะไร สอง เราจะต้องฝึกการพูดกับตัวเองใหม่ โดยปกติ ผลที่มนุษย์ไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองทำ เพราะว่าเราจะพูดด้านลบ หรือบ่นเรื่องที่เราไม่ชอบ พูดว่า เราไม่คู่ควร เราทำไม่ได้ ไม่มีใครรักเรา ของดีๆ ถูกเอาไปหมดแล้ว ฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนระบบการพูดของเราใหม่ ด้วยการมีสติ ให้คำพูดของเราจะต้องเป็นคำพูดในสิ่งที่เราต้องการเท่านั้น" ครูอ้อยบอก

และอธิบายต่อว่า สิ่งที่สามที่สำคัญก็คือ ต้องฝึกตัวเองทีละเล็กทีละน้อยจนเกิดเป็นอุปนิสัย ซึ่งตามหลักของการโค้ชชิ่งจะใช้เวลา 21 วันในการฝึกประสาทให้คุ้นชิน

"เราจะต้องดำรงอยู่ด้วยความซาบซึ้งในทุกๆ วัน เช้า กลางวัน เย็น นึกถึงว่า เรามีสิ่งเล็กๆ ในชีวิตเยอะมากเลยเนอะ ทุกองค์ประกอบไม่ว่า บุคคล สิ่งของ มีความสั่นสะเทือน พอเรานึกสิ่งที่เราต้องการซ้ำๆ ในความสั่นสะเทือนที่เท่ากันจะเคลื่อนหากันเสมอ พอเราทำจนเป็นอุปนิสัยซ้ำๆ 21 วัน ระบบในตัวของเรา เซลล์ในร่างกายของเรา ระบบประสาทเราจะคุ้นเคยกับการพูดเรื่องดีๆ เกิดอุปนิสัยใหม่ได้มากขึ้น พอจาก 21 วัน เราก็จะเริ่มพัฒนาตัวเองเข้าไปสู่เป้าหมายใหม่ ทำให้เราเป็นคนใหม่ จาก 21 วัน เราก็จะทำ 7 เดือนได้ง่าย จาก 7 เดือนก็เป็น 7 ปี เราก็เป็นคนแบบที่เราต้องการ"

ในความเห็นของครูอ้อย คนที่ประสบความสำเร็จจะเขียนเป้าหมายของตัวเองออกมาอย่างชัดเจน ดังนั้นการตั้งเป้าหมายในแต่ละปีจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อแผนการ หรือ "ธรรมนูญ" ของชีวิต เพื่อให้ทุกๆ ก้าวที่จะไปถึงเป้าหมายไม่มีการเขวออกนอกทาง ซึ่งถ้าทุกคนมีตรงนี้ได้ก็จะไม่ท้อแท้กับปัญหาที่เข้ามาระหว่างเดิน

"คนจะต้องมี Life Mission Statement คือ บทที่เราต้องการจะดำรงอยู่ในชีวิตของเรา เราทุกคนจะต้องมีธรรมนูญของชีวิตว่า เราจะใช้ชีวิตอย่างไร เพื่ออะไร เติบโตไปเป็นใคร อะไรคือวัตถุประสงค์ของการมีชีวิตอยู่ คนเราจะไม่ใช่แค่การทำงานเพื่อการหาเลี้ยงชีพเป็นอาชีพ แต่งานที่เราทำ จะต้องเป็นสิ่งที่เรารัก เป็นสิ่งที่เราเก่ง แล้วก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราเลี้ยงดูครอบครัวของเราอย่างดีที่สุด เป็นสิ่งที่เราเกิดมาเพื่อที่จะทำมัน เพราะฉะนั้นมนุษย์จะต้องทำด้วยความรู้สึกว่า มันมีบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษ ไม่มีใครในโลกนี้ทำได้เหมือนเรา แล้วเราก็จะอยากทำมันทุกวัน" ครูอ้อยย้ำ

ถ้าไม่ตั้งเป้าหมายใดๆ ก็จะเหมือนกับการเดินไปที่ขายตั๋ว แล้วบอกว่า "เอาอะไรก็ได้" คนที่จะยื่นสิ่งนั้นมาให้ก็จะกลายเป็น "คนอื่น" ที่ไม่ใช่ "ตัวเรา"

"คนจำนวนมากใช้ชีวิตด้วยความบังเอิญ บังเอิญได้กันกับแฟน บังเอิญคนนี้มาจีบพอดี บังเอิญฉันว่างอยู่ บังเอิญพี่ชายฝากให้ทำงานที่นี่ บังเอิญเอนท์อันดับห้าไม่ติด ได้อันดับหกพอดี แต่ไม่ได้ชอบ บังเอิญอยู่กันไปเรื่อยๆ ดีกว่าไม่มีใคร พอเราใช้ชีวิตในระดับความบังเอิญ มันจะทำให้เราไม่มีความสุขอย่างลึกซึ้งในชีวิต" ครูอ้อยเล่า

และบอกว่า การใช้ชีวิตด้วย "ความบังเอิญ" นี้จะนำไปสู่ความแปลกแยกที่ค่อยๆ เกิดขึ้น คือ แปลกแยกกับคนรอบตัว เช่น อยู่กับคนรอบตัวก็จะเล่นโทรศัพท์ตลอดเวลา แปลกแยกกับธรรมชาติ เช่น ไปเที่ยวแต่เหมือนย้ายที่เล่นเฟซบุ๊คหรือย้ายที่ดูทีวี แปลกแยกกับงาน เช่น เบื่องาน ไม่อยากทำ รอวันที่จะได้หยุดงาน และแปลกแยกกับตัวเอง ไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นใคร คิดยังไง ทำอะไรอยู่ แล้วก็เบื่อตัวเองในที่สุด

ครูอ้อยแนะนำว่า ถ้าบอกตัวเองให้ได้ อ่านตัวเองให้ออก แล้วก็ใช้ตัวเองให้เป็น แค่นี้...ก็จะบรรลุเป้าแน่นอน

สำคัญที่ "กระบวนการ"

"อย่าตั้งเป้าใหญ่เกินไปจนทำไม่ได้" ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ที่ปรึกษาองค์กร ผู้นำหลักการธรรมะเข้ามาใช้กับการบริหารจัดการ (นักเขียน นักปฏิบัติธรรม ครู วิทยากร และอีกมากมาย) บอกถึงวิธีการตั้งเป้าหมาย ซึ่งนอกจากนั้นแล้ว จะต้อง ปรับแผนบ่อยๆ และมีโค้ชคอยสอนเพื่อพาไปให้ถึงด้วย

"การวัดผลบ่อยๆ เช่น เดือนนี้ทำได้แค่ไหน เดือนต่อไปทำได้แค่ไหน ดูสิว่า พอสิ้นมกราฯ แล้ว ผลเป็นยังไง ปรับแผนบ่อยๆ ทุกเดือน ถ้าแนวโน้มมันไม่ได้ก็ต้องปรับแผน และควรจะมีโค้ชส่วนตัวที่ใครก็มี เช่น พ่อเรา แม่เรา หลวงปู่ หลวงพ่อ หรือคนที่เก่งกว่าเรา ให้เขาดูเรา ประเมินเรา ด่าเรา มีทั้งโค้ชทางโลก โค้ชทางธรรม เราตั้งเป้าหมายอะไร โค้ชเขาเคยทำมาแล้ว เขาทำได้ อย่าไปดันทุรัง บ้าเลือดทำอยู่คนเดียว"

ดร.วรภัทรเน้นว่า คนเราก็ต้องมี "ครู" เพื่อพึ่งคนฉลาดกว่า คนที่คิดลงมือทำเองมีโอกาสล้มเหลว หรือทำไปแล้วไม่รู้วิธีที่ถูกต้องก็อาจจะสูญเปล่าได้

"คนที่ลงมือทำ วางแผนเอง ทำแล้วล้มเหลวก็ไร้สาระไปเรื่อยๆ เขาเรียกว่า ขยันแต่โง่ แล้วก็อวดดี คิดว่าตัวเองเจ๋ง" ดร.วรภัทรบอก ซึ่งเป้าที่ดีสำหรับเขานั้นต้อง "เข้าท่า" โดยเป็นไปตาม "หลักการไม่เห็นแก่ตัว" ที่พระพุทธเจ้าได้บอกไว้ว่า ต้องมีประโยชน์ต่อตนเอง มีประโยชน์ต่อผู้อื่น และไม่เป็นโทษต่อใครทั้งสิ้น

"วัยรุ่นสมัยนี้ฝันเยอะมาก แล้วมันก็จะด่าพ่อแม่ว่า จะขวางทาง นี่คือคนที่รักคนอื่นไม่เป็น ทั้งชีวิตมีแต่พ่อแม่มารัก แต่ไม่เคยมองเลยว่า พ่อแม่เขาเลี้ยงเรา เขาเสียใจเปล่า ทำฝันให้เป็นจริง อย่างนี้มันฝันไป ก็ต้องดูอย่างอื่นด้วยใช่มั้ย"

ดร.วรภัทรบอกว่า ถ้าเป้าหมายหรือความฝันใหญ่ก็อาจจะแบ่งทำในแต่ละปีได้ แต่ที่สำคัญคือ "กระบวนการ" ที่ไปสู่เป้า ถ้ากระบวนการดี ยังไงก็ได้ตามเป้า ต้องมีการวางยุทธศาสตร์ที่ดี เหมือนการเล่นฟุตบอล ที่ต้องเปลี่ยนแผนไปตามเกม แต่ก็มีเป้าก็คือ "ชัยชนะ"

"คุณตั้งเป้า แต่คุณไม่ได้มีหนทางชัดๆ ฝันโง่ๆ มันไม่มีการวางแผน ไม่มียุทธศาสตร์ ไม่มีการทบทวนตัวเอง งบประมาณพอไหม บุคลิกได้ไหม ต้นทุนพอไหม ทำเลได้หรือเปล่า มีแผนพอหรือเปล่า มีลูกน้องหรือเปล่า ไม่คิดเลย ตั้งอย่างเดียวเลย ปีนี้ฉันจะเอาให้ได้ ข้อนึงที่ผมมองว่า คนไทยส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทุกคนนะ เป็นคนทำอะไรโดยไม่มียุทธศาสตร์"

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ที่ดีต้องไม่เป็นไปในทางลบ คือ ไม่ทำร้ายคนอื่น ไม่เป็นเรื่องผิดศีลธรรม เช่นเดียวกับหลักของเป้าหมายที่ดี

"อย่าสักแต่ว่าตั้งเป้า มันต้องถามก่อนว่า เป้าของเราดีไหม ทำร้ายผู้คนไหม ตั้งยากไปหรือเปล่า แล้วก็มาเช็คดูว่า โอเค ตั้งเป้าหมายเสร็จแล้ว เรามีมรรคอะไร กระบวนการอะไรของเราบ้าง ญี่ปุ่น ฝรั่งเขาเน้นกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ แต่คนไทย พอลูกน้องไม่ได้ตามเป้า ก็ตัดเงินเดือนแล้ว แทนที่จะดูว่า ลูกน้องขยันหรือเปล่า ลูกน้องมันข้อมูลน้อยไปหรือเปล่า ด่าอย่างเดียว ตั้งเคพีไอ (Key Performance Index : KPI) มาแล้วไล่เหยียบกัน เคพีไอมันแค่ตั้งผลลัพธ์ แต่เราไม่ได้บอกวิธีการให้ลูกน้อง เราไม่ได้ดีลลูกน้องระหว่างทาง แล้วบริษัทมันจะไปได้ยังไง" ดร.วรภัทรบอกและย้ำทิ้งท้ายว่า

ฝันมันคือฝัน เปลี่ยนใจก็ได้ ฝันใหม่ก็ได้ แต่ถ้าฝัน.. ก็ต้องให้มันเข้าท่าหน่อย!