เรียน ให้ รู้จริง 'ครูสมศรี'

เรียน ให้ รู้จริง

'ครูสมศรี'

ครูที่เป็นมากกว่าครู...คงไม่ใช่แค่สอนเก่ง สอนดี สอนให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ มากกว่านั้น คือ การให้...

เป็นครูที่รักอาชีพครู ภูมิใจในความเป็นครู รักที่จะเป็นผู้ให้ ไม่สนใจตำแหน่งทางวิชาการใดๆ รู้แค่อยากสอนให้เด็กรู้จริง และสนุกกับชีวิต

นี่แหละ สมศรี ธรรมสารฏโสภณ เจ้าของโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษครูสมศรี ซึ่งปัจจุบันมี 23 สาขา

แม้ชื่อ 'สมศรี' จะดูเชยๆ และคนยุคสมัยนี้ไม่ใช้ชื่อแบบนี้แล้ว แต่เธอไม่ยอมเปลี่ยน ทั้งๆ ที่เพื่อนร่วมรุ่นอักษรศาสตร์ จุฬาฯ 3 คน เปลี่ยนชื่อหมดแล้ว เธอคิดว่า ชื่อเป็นแค่นามสมมติ สิ่งสำคัญคือ เนื้อแท้ของตัวเรา

กว่าจะมีวันนี้ของครูสมศรี เธอเป็นครูมานานกว่าสามสิบปี เริ่มจากการเรียนให้รู้จริง เป็นผู้ให้ มีจินตนาการเป็นเลิศ จากการเป็นครูใหม่ที่โรงเรียนเซนคาเบรียล เจอบราเดอร์เจ้าระเบียบ ก็ยังสนุกกับการสอน กระทั่งพี่สาวชวนไปสอนในมหาวิทยาลัย จนไปสอนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ตอนนั้นเธอร้องไห้ทุกวัน เพราะไม่สนุกเลย จากนั้นมาสอนที่ธรรมศาสตร์ ไม่นานผันมาสอนจุฬาฯ ไม่ชอบอีก ลาออกไปสอนโรงเรียนสอนคนตาบอด

เป็นอาจารย์สอนจุฬาฯ อยู่ดีๆ ไปสอนเด็กพิการทางสายตา คงมีน้อยคนที่ทำเช่นนั้น แต่เธอบอกว่า เหมือนได้เรียนรู้อีกโลกที่ละเอียดอ่อน และสนุกมาก

เธออยู่ที่นั่นสองปี จากนั้นผันตัวไปสอนเด็กติดเชื้อ เด็กบ้านแตกบนดอย ที่เชียงใหม่ และกลับมาเป็นครูอนุบาล

ในช่วงชีวิตการสอน ไม่ว่าระดับอนุบาล ประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย รวมถึงโรงเรียนเด็กพิเศษ เด็กพิการทางสายตา สิ่งหนึ่งที่ครูสมศรีทำมาตลอด ก็คือ สอนพิเศษ จากทุบฝาบ้านทำชั้นเรียนมาเป็นโรงเรียนกวดวิชามีสาขามากมาย

หากถามว่า ครูสมศรี เป็นคนเรียนเก่งตั้งแต่เด็กหรือไม่ เธอบอกว่า เป็นเด็กโง่มาก่อน แต่พ่อแม่รัก แม่บ้านรัก ครูรัก หมาก็รัก...

"ตอนอนุบาล ครูกอดเรา ก็เลยอยากเป็นแบบนั้นแหละ"

เป็นแบบนั้นแหละก็คือ เป็นครู

ตอนเด็กๆ แม้ครูสมศรีจะเรียนไม่เก่ง แต่ไม่ได้ทุกข์ร้อน หรือมีปมด้อยใดๆ แม่ของเธอก็ไม่ได้คิดว่า "ลูกโง่" สมศรีไม่ใช่ไม่ฉลาด แต่เธอยังไม่ได้ใช้สมอง"

และเมื่อถึงเวลาใช้สมอง มันไปไกลกว่าที่คิด...

และนี่คือ บทสนทนาระหว่างเรากับครูสมศรี ซึ่งขอมอบเป็นของขวัญวันคริสต์มาสและปีใหม่ให้พ่อแม่ที่ห่วงใยเรื่องเรียนของลูกๆ และเด็กๆ ที่อยากเรียนเก่ง ลองอ่านดู...

เห็นบอกว่า ตอนเด็กๆ คุณครูเรียนไม่เก่ง ?

คุณพ่อเป็นคนจีน ไม่มีความรู้ มาจากเมืองจีน ส่วนคุณแม่จบป. 4 เป็นลูกจีนเกิดในเมืองไทย ทั้งสองรับเหมาก่อสร้างถนน พ่อเล่าว่า พื้นที่ที่พ่อไปทำงานติดกับพื้นที่สีแดง ตอนนั้นลูกๆ ต้องอยู่กับป้าแป้น แม่บ้านที่น่ารัก รักทั้งเด็กและหมา เราก็อยู่กับป้าและลูกหมี (สุนัข) ได้วิ่งเล่นสนุก พ่อแม่ก็ไม่ได้เรียนสูง ไม่รู้ว่าการศึกษาคืออะไร เราจึงไม่เครียดเรื่องเรียน แต่ไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ พวกเขาจะกลับมาในบางช่วง ช่วงที่แม่กลับมา บางทีเราต้องช่วยถอนผมงอกให้แม่ เราก็แอบเก็บไว้ เวลาคิดถึงแม่ก็เอามาดู เราเป็นคนที่ไปทางความรัก ความรู้สึก ตอนเด็กๆ เรียนไม่เก่งเลย พอย้ายไปเรียนในโรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญในสลัม จากที่เราไม่เก่ง แต่เจอคนไม่เก่งกว่า ก็เลยกลายเป็นคนเก่ง ไม่ใช่เราเก่งขึ้น

แม้พ่อจะไม่มีความรู้ แต่เหมือนนักปราชญ์ พ่อให้พี่คนโตกว่า ดูแลน้อง พี่ที่เรียนแพทย์คอยดูแลเรา ก็พาเราอ่าน

หนังสือซ้ำๆๆ แต่ผลไม่เคยซ้ำ เราเรียกตัวเองว่า "เทียมเกวียน เยี่ยงควาย" ถ้าหนึ่งปีควายไม่เดิน ต้องเจาะให้เจ็บแล้วจูง เพราะพ่อเคยเป็นชาวนาที่ประเทศจีน พ่อไม่ได้ให้สำคัญว่า เรียนเก่งต้องให้รางวัล พ่อบอกว่า ความเก่งคือหน้าที่ของมนุษย์ คนไม่เก่งพยายามแล้ว แต่ไม่เก่ง ก็ไม่ว่ากัน

การอ่านซ้ำๆ ทำซ้ำๆ มีผลต่อการเรียนยังไง

ตอนแรกไม่เห็นนะ แต่มีผล ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่จุดจบ แต่วัดกันที่จุดตั้งต้น เราสมองไม่ดี อ่านซ้ำๆ วันหนึ่งก็ทำได้ดีเท่าคนอื่น เมื่อถึงวันนั้น รับอะไร ก็รับได้เร็วเท่าคนอื่น การทำซ้ำมีผลอย่างมาก ทำให้เราจำได้แม่น เราเป็นคนรักแม่มาก ก็ต้องทำให้แม่ภูมิใจ เราเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาด้วยวิธีเทียมเกวียน เยี่ยงควาย และนี่คือส่วนหนึ่งที่เรานำมาสอนเด็ก ภาษาเป็นเรื่องทักษะ เหมือนการว่ายน้ำ คนอยู่ข้างคลอง ไม่ต้องเรียน ก็ว่ายน้ำได้

เป็นคนชอบเปรียบเปรย ?

ช่วงต้นๆ ของชีวิต เรียนหนังสือไม่เก่งคิดว่า ตัวเองโง่ ต้องมีพี่คอยติว พี่เคยถามว่า เมืองหลวงของฝรั่งเศสชื่ออะไร เราตอบว่า โคเปนเฮเกน พี่ๆ ก็หัวเราะกัน เวลาพี่ๆ หัวเราะ เราไม่รู้ว่าหัวเราะแบบดูถูกหรือขำ เราก็ขำตามเขา คุณพ่อไม่คิดว่าเราโง่ ความโง่ของเราไม่เคยโดนตำหนิ เหมือนเราเป็นนกบินมีอิสระ พ่อไม่เคยว่าเราเรื่องเรียน แม่ก็บอกว่าพวกเขามีหน้าที่หาเงิน อยากเรียนอะไรก็บอก เราก็มีความสุขกับชีวิตวัยเด็ก รักครูมากเลย ตอนอนุบาลก็มีครูปิ๋ว ครูแอ๋ว ครูเจี๊ยบ จำได้หมด

จำชื่อครูสมัยเรียนอนุบาลได้หมดเลยหรือ

เป็นคนที่คิดเป็นภาพ จำชื่อครูสมัยอนุบาลได้หมด จำได้ว่าตอนเด็กๆ เคยโดนครูว่า ทำไมใส่กระพวนมาโรงเรียน โตแล้วไม่ต้องใส่ และตอนนั้้นมีนมมาขวดหนึ่ง ครูเจี๊ยบบอกว่า ไม่ต้องกิน ที่นี่มีนม ครูก็กอดเรา(ทำท่าให้ดู) ตอนนั้นเราไม่รู้ว่า ทำแบบนี้เรียกว่าอาชีพอะไร แต่ชอบที่ครูกอด เรารู้สึกมีความสุข เราจะจำเรื่องราวที่เป็นเหตุเป็นผลในชีวิตได้ ส่วนเรื่องเรียนภาษาอังกฤษ แม้จะเรียนได้ดี แต่ภาษาจีนเรียนตก เพราะไม่มีเหตุในการจำ อีกอย่างเป็นคนที่ชอบเรื่องพุทธศาสนา เพราะสอนให้เรารู้สึกโยมนิโสมนสิการ

เรียนไม่เก่ง แต่สอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯได้ ?

สอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ใช้วิธีเอาข้อสอบมานั่งทำซ้ำๆ แล้วท่องๆ เหมือนท่องคำตอบ ไม่เก่งแต่อดทน ขยัน ตั้งใจตั้งแต่เล็กว่าจะเป็นครู จำได้ว่า ตอนแม่เปิดร้านขายกาแฟ ก็จะมีกระดานเป๊ปซี่ เราเขียนกระดานทำแบบครู มีกระป๋องล้างมือ วางทุกอย่างเหมือนครูเจี๋ยบ ครูแอ๋ว โดยให้เด็กในซอยมานั่งเรียน

มีคนจุดประกายให้อยากเป็นครูตั้งแต่เด็ก ?

คนจุดไม่ได้จุดด้วยเนื้อหาวิชาการ แต่จุดด้วยกิริยาและความอบอุ่น และวันนี้เราก็ได้นำมาใช้กับเด็กที่สอน อีกอย่างคุณแม่เราสุดยอดเลย ตอนสอนพิเศษที่บ้าน ช่วงฤดูฝน แม่จะเตรียมผ้าขนหนูไว้ให้ เวลาเด็กมาเรียนตัวเปียกๆ คุณแม่ก็จะเป่าผมให้ เอาเสื้อผ้ามารีดให้ ให้เด็กเปลี่ยนเป็นเสื้อยืด ตอนนั้นมีเด็กแค่ 7 คน แม่บอกว่า เดี๋ยวเด็กๆ เป็นหวัด ไม่สบาย แม่เองก็กตัญญูมากต่อแม่สามี เราก็ได้เห็นตรงนั้น เราก็ทำตาม แม่จะสอนว่า เป็นครูไม่ยาก แต่จะเป็นทั้งครู ทั้งพ่อแม่ ก็ยาก

ช่วงเป็นครูโรงเรียนเซนคาเบรียล ผลักดันตัวเองจนได้ทุนไปอังกฤษ ?

สองปีแรก แม่สั่งเลยว่า ห้ามรับสอนพิเศษ แม่บอกให้เราตั้งใจทำงาน เป็นครูปีแรกๆ ยากมาก เพราะบราเดอร์เน้นวินัย ตอนนั้นอย่าเรียกว่าครูเลย เรียกว่า เหยื่อ เขาจะแกล้งเรา เราก็ต้องอดทน เพราะเราจบใหม่ แม้จะมีความรู้ แต่ไม่มีประสบการณ์ ไม่เคยนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศ ตอนนั้นต้องไปดูหนังแล้วจำมาสอนเด็ก อีกอย่างไปทำงาน 7 โมงเช้า บราเดอร์บอกว่า สายไป ให้มา 6 โมงนิดๆ เราก็มาเวลานั้นกลับ 2 ทุ่ม จนยามหน้าโรงเรียนรู้จักครูสมศรี

ตอนนั้นทางบราเดอร์ก็เลยให้ทุนครูสมศรีไปอังกฤษ ซึ่งเป็นคนเดียวที่ได้ทุน ไปดูแลเด็กๆ ซัมเมอร์แคมป์และนั่งเรียนด้วยสองเดือน ว่างๆ ก็ทำบัญชีให้เด็กๆ เจ้าของชอบอีก บอกว่าปีหน้าให้เราเดินทางมาอีก เขาจะจ้างเอง ตอนอยู่อังกฤษได้ไปเดินแถวสตรีทเธียเตอร์ เพราะเคยเรียนวิชานวนิยายอังกฤษและอเมริกา ก็เลยชอบ

จริงๆ แล้วภาษาของเราไม่ดีหรอก ผิดไวยากรณ์ด้วย เพราะตอนเรียนเตรียมอุดมศึกษาท่องจำเข้าไปเรียน เกรดแค่ 2.06 พอไปเรียนอักษร จุฬาฯ ตอนนั้้นอาจารย์ตรวจงานเรา แล้วได้คะแนนดี เพราะอาจารย์ให้คะแนนความคิด แม้จะไม่ถูกแกรมม่า ขณะที่เพื่อนอีกคนเขียนถูกแกรมม่า แต่อาจารย์ให้คะแนนน้อย เพราะลอกนักวิจารณ์ แต่เราวิจารณ์ตามความคิด อาจารย์บอกว่า ถ้าการศึกษาระดับบัณฑิตสอนให้ก็อปปี้คนอื่น จะเรียกว่าบัณฑิตได้ยังไง ก็เลยกลายเป็นครั้งแรกที่สิ่งที่ปะอยู่บนหน้าผาก (คำว่า โง่) ถูกกระชากออก อาจารย์ช่วยปลดแอกเรา และได้รู้ว่า คนที่ว่าเราโง่ เพราะไม้บรรทัดที่วัดเราไม่ได้วัดเรื่องความคิดสร้างสรรค์

จนผันตัวมาสอนมหาวิทยาลัย ?

ตอนนั้นพี่สาวสอนในมหาวิทยาลัย ก็ถามเราว่า ไม่คิดจะสอนในมหาวิทยาลัยบ้างหรือ คาบสอนไม่เยอะเหมือนสอนเด็ก และการสอนในมหาวิทยาลัยดูดีกว่า จึงสอบเข้าเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ พอไปสอนร้องไห้ทุกวัน ไม่มีความสุข ตอนนั้นลูกศิษย์ ย้ง-ทรงยศ ผู้กำกับหนังฮอร์โมน เรียนอยู่ที่นั่น เขาก็ร้องไห้เหมือนกัน ไม่มีความสุขในการเรียน เขาอยากเรียนนิเทศศาสตร์ ไม่อยากเรียนบัญชี เราก็บอกว่า เราก็อยากเป็นครู ไม่ได้อยากเป็นอาจารย์ มีความรู้สึกเหมือนรับจ้างสอน บางคนมาเรียนมีอาชีพอยู่แล้ว เรียนเสร็จก็ไป ต่างจากสอนนักเรียนผูกพันกับครูมากกว่า

ก็เลยลาออกไปสอนธรรมศาสตร์ รังสิต ใช้เวลาเดินไปกลับวันละ 6 ชั่วโมงทรมาน ไม่มีความสุขอีก จึงย้ายมาสอนจุฬาฯ ใกล้บ้าน ที่นั่นเน้นเรื่องการทำวิจัย ไม่ชอบเลย ระหว่างนั้นมีเด็กคนหนึ่งโทรมาถามว่า เรียนในคณะอักษรศาสตร์ จุฬากับ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ต่างกันอย่างไร เราก็ถามว่า เรียนที่ไหน เขาบอกว่า เรียนที่โรงเรียนสอนคนตาบอด เราก็บอกว่า ให้รวบรวมเพื่อนๆ มาเรียนที่บ้านครู

เพราะเราสอนพิเศษตั้งแต่ที่เซนคาเบรียล ตอนนั้นแม่สองคน เอาลูกมาฝากเรียน เพราะเรียนไม่ดี ผลการเรียนลูกออกมาหัวใจจะวาย จากคะแนนไม่ดีกลายเป็นเกรด 4 จากสอนเด็ก 2 คนกลายเป็น 7 คน จากห้องเล็กๆ ทุบฝาบ้าน แล้วให้เด็กพิการทางสายตามาเรียนที่บ้าน แต่สอนมาสักระยะ ก็คิดว่า ถ้าเราเดินทางไปสอนที่โรงเรียนสอนคนบอด มันจะง่ายกว่า แต่ตอนนั้นสอนที่จุฬาฯ ด้วย กลับมาสอนไม่ทัน จึงบอกแม่ว่า "หนูจะลาออกจากอาจารย์ที่จุฬาฯ" แม่ก็บอกว่า "ดี...ถ้าทำอะไรดีๆ เดี๋ยวมันก็ดีเอง" แต่แม่ก็ถามว่า ทำไมอยากลาออก เราก็บอกว่า อยากรู้ว่า ถ้าสอนเด็กที่มองไม่เห็นจะเป็นยังไง

ลาออกมาสอนเด็กพิการทางสายตา ทั้งๆ ที่สอนในจุฬา ฯ ?

เราเป็นคนสุขนิยม ถ้ามีความกดดัน การเมือง เราก็ออกเลย เพราะเราอยากสอนหนังสือ ตอนนั้นอาจารย์ผู้ใหญ่ที่จุฬาฯ ก็ถามว่า "คิดดีแล้วหรือสมศรี" เราก็บอกว่า เราชอบสอนหนังสือ ที่จุฬาฯไม่ได้เน้นสอน แต่เน้นวิชาการ และแม่ก็บอกว่า รักอะไรก็ทำอย่างนั้น และญาติๆ เคยถามแม่ว่า ลุูกคนเล็ก (เรา) ไม่ฉลาด แล้วตอนนี้ฉลาดหรือยัง แม่ก็พูดว่า "ไม่ใช่...มันไม่ฉลาด แต่มันยังไม่ใช้สมอง"

การสอนเเด็กพิการทางสายตา เป็นการเปิดโลกทัศน์อย่างไร

โลกของเขาจะมีมิติ มีความอ่อนโยน มีความรู้สึก เราได้ความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นมาใช้กับการสอนเยอะเลย อย่างเราถามเด็กๆ ว่า อยากให้ครูอ่านหนังสือเรื่องอะไรให้ฟัง ถ้าสอนเรื่อง "ทำอย่างไรให้หายโกรธ" เราก็เอาเด็กไป 7 คน แล้วถามว่า อยากได้เสียงไหน พวกเขาบอกว่า เสียงคนที่ 7 เพราะไพเราะและใส เราก็ถามว่า ไม่เคยเห็นคนๆ นั้นแล้วรู้ได้อย่างไรว่า เขาเป็นคนยังไง เด็กๆ บอกว่า ฟังจากน้ำเสียง และตอนนั้นต้องสอนพิเศษให้เด็กคนหนึ่งจะไปแข่งขันการพูดภาษาอังกฤษในต่างประเทศ เราบอกเด็กคนนั้นว่า ให้คิดว่าห้องนี้เป็นคนพิการทางสายตาทั้งหมด ให้เขาพูดโดยใช้เสียงที่รู้สึกจริงๆ อย่างพูดว่า "ฉันรักเธอ" เธอต้องพูดออกมาจากต้นจิต ถ้าไม่รู้สึกอย่างนั้่น แล้วพูดออกมา มันไม่ใช่ เราฝึกเด็กคนนั้นจนแข่งขันได้ที่หนึ่ง

พอมาอยู่ในโลกคนพิการทางสายตา ก็ได้รู้ว่า หัวใจพวกเขาใหญ่มาก เราเคยถามว่า "ถ้ามีไม้วิเศษ แล้วให้พวกเขาขอสามอย่าง" พวกเขาอยากได้อะไร เด็กๆ ไม่ได้บอกว่า อยากรวย อยากมองเห็นเลย พวกเขาขอดังนั้น 1. อยากให้ทุกคนเรียกพวกเขาว่า ผู้พิการทางสายตา ไม่อยากได้ยินคำว่า คนตาบอด ซึ่งเราก็ตกใจ บอกเด็กๆ ว่า "หน้าโรงเรียนหนู เขียนคำว่า โรงเรียนสอนคนตาบอดนะลูก" 2. หนูไม่อยากเห็นการเล่นตลก เอาถาดตีกัน แล้วพูดว่า ไอ้บอดๆ ไอ้ใบ้ๆ เด็กๆ บอกว่า ทำไมต้องใช้คำเหล่านี้ หนูสะเทือนใจ และ 3 เวลาหนูขึ้นรถเมล์ หนูอยากให้มีเสียงบอกว่า นี่ป้ายอะไร แล้วอยากให้คนช่วยจับหนูลงจากรถ เราได้ไปเห็นโลกจินตนาการของพวกเขา ชีวิตเหล่านี้ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย

ต้องมีความละเอียดอ่อน จึงจะเข้าใจ?

พี่ชายเราบอกว่า เราเป็นออทิสติกชนิดคลาสสิก เพราะเขาเห็นว่า เรื่องง่ายๆ ซ้าย ขวา แยกไม่ออก แต่เวลาเจาะลึกลงไป ทำไมรู้ เราสอนในโรงเรียนสอนคนตาบอด จนทางกระทรวงฯ มีนโยบายให้เด็กพิการทางสายตาเรียนร่วมกับคนปกติ เพื่อให้ปรับตัว เราก็เลยตกงาน

อยู่กับเด็กๆ มาเยอะ ก็เลยเข้าใจเด็กทุกประเภท ?

สามสิบปีที่แล้ว ใส่เสื้อผ้าสไตล์ไหนก็สไตล์นั้น เคยตัดเสื้อผ้าแบบเดียวกัน 3 ตัว เด็กออทิสติกก็เคยถามว่า "ครูสมศรีเป็นแบบหนู" ซึ่งบางคนก็บอกว่า "การตลาดเก่งนะ สร้างการจดจำ" แต่จริงๆ แล้ว เราไม่มีสมองด้านนี้ เราชอบกินอาหารซ้ำๆ แต่งตัวซ้ำๆ เคยเห็นพ่อแต่งชุดเดียวทั้งชีวิต กางเกงน้ำเงิน เสื้อขาว

เมื่อไม่ได้สอนเด็กพิการทางสายตา คุณครูไปทำอะไรต่อ ?

ตอนนั้นแฟนเป็นคนอ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ นายอำเภอบอกว่า อยากให้ไปช่วยโรงเรียนบนดอย จึงไปเป็นอาสาสมัครสอนเด็ก พอสอนพิเศษที่กรุงเทพฯเสร็จ วันอาทิตย์ก็ขึ้นเครื่องไปสอนที่แม่อาย เด็กๆ เหล่านั้น อยู่โรงเรียนกินนอน พ่อแม่ป่วยและตายด้วยเอดส์ เราก็ไปทำอาหารและสอนเด็ก เด็กอยากเรียนอะไร ก็สอน ไปๆ กลับๆ อยู่สองปี และมีวันหนึ่งท่านขวัญแก้ว วัชโรทัย เรียกไปพบแล้วถามว่า เอาอะไรมาแจกเด็ก เราก็บอกว่า ผ้าอนามัย แล้วถามว่า รู้ไหมชาวเขาใช้อะไร เราก็บอกว่า ทราบจากคุณแม่ว่า สมัยก่อนใช้ผ้าเตี่ยว ถ้าใช้แบบเดิมจะไม่ค่อยสะอาด ท่านถามอีกว่า รู้ไหมการแจกคืออะไร เราก็บอกว่า "รู้คะ การสังคมสังเคราะห์ ที่ถูกคือ สังเคราะห์ให้พวกเขายืนได้ด้วยตนเอง

ระหว่างเดินคุยกัน ท่านขวัญแก้ว ก็สอนเรา เวลาท่านขึ้นดอยมา ท่านไม่ได้มาตรงเวลา แต่มาก่อนเวลา ระหว่างเดิน ท่านก็ตำหนิครูว่า ทำไมห้องนั้นห้องนี้ไม่ปิดไฟ แล้วท่านก็บอกว่า รู้ไหมเวลาสมเด็จย่าสอนพระเจ้าอยู่หัวจะสอนให้พระองค์ช่วยเหลือตัวเอง เช่น รองเท้าขาด พระเจ้าอยู่หัวฯต้องเย็บเอง ถ้าตัดหญ้า สมเด็จย่าไม่ทรงโปรดให้ใช้เครื่องตัดหญ้า แต่ให้ใช้กรรไกรตัด

ไปๆ กลับๆ บนดอย จนวันหนึ่งมีอาจารย์บรรจุไปสอน เราก็ลงจากดอย ตกงานอีก ตอนนั้นหลานไปเรียนอยู่โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ หลานเป็นเด็กพิเศษตัวเล็กมาก เธอเล่าว่า ที่นั่นมีเด็กหลายแบบ ตั้งแต่เด็กพุูดไม่รู้เรื่อง เด็กออทิสติก ตอนนั้่นโรงเรียนอยากได้ครูอนุบาล เราอยากรู้ว่า การสอนระดับอนุบาลที่เป็นรากฐานการเรียน เด็กๆ คิดยังไง เพราะตอนนั้นเราเรียนจบปริญญาโท ครุศาสตร์ จุฬาฯ แล้ว

เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย แล้วผันตัวมาสอนระดับอนุบาล ครูสมศรีคิดยังไง?

สนุกที่สุดเลยคะ ครูฝรั่งเวลาสอน ถ้าเด็กตอบถูก ก็จะโยนรางวัลให้ แต่เราไม่สอนแบบนั้น พอเราเดินเข้าไปในห้อง เด็กเริ่มคุย เราก็คิดวิธี เพราะสำหรับเรา "ขวา" "บวก" เป็นนามธรรม อิเลคตรอน โปรตรอน ไม่เคยรู้จัก ดังนั้นคำว่า เงียบ สำหรับเราก็เป็นนามธรรม เราก็เลยบอกว่า ให้ทุกคน (ทำเสียงสูง) นั่งแข็งเป็นภูเขา เมื่อทุกคนเป็นภูเขา เราก็เอาหุ่นมือไปเล่น เราชอบอะไรก็เล่นแบบนั้น แล้วเราก็ถามว่า ทำไมโดเรมอนกับอุลตราแมนจะอยู่เรื่องเดียวกันไม่ได้ อุลตราแมนบินไป... พูดแบบในการ์ตูนว่า ถ้าอยากตัวโตก็ต้อง I drink milk ๆๆๆ เราก็ให้ออกเสียง มีเด็กอนุบาลคนหนึ่งตั้งแต่มาเรียน ไม่เคยพูดเลย วันหนึ่งวิ่งมากอดเรา แล้วพูดว่า milk

อาจารย์ที่มาดู เฮกันทั้งห้อง ส่วนเด็กผู้ชายอีกคน พูดออกเสียง แต่ไม่เป็นภาษา อาจารย์คนอื่นก็ถามว่า ครูฟังเข้าใจหรือ เราก็บอกว่า เข้าใจ เพราะเราอยู่กับหมาตั้งแต่เด็ก เราจับเสียงเขา เข้าใจความรู้สึกคนจากคลื่นเสียง อย่างครูเจี๋ยบ ครูแอ้ว ที่เคยสอนเรา เราอยากอยู่ใกล้ เพราะกอดเรา เด็กคนนั้นแม้จะพุูดไม่เป็นภาษา แต่เสียงของเขาดูมีความสุข เขาคงจะถามอะไรสักอย่าง เราก็ตอบไปด้วยเสียงที่มีความสุข แม้จะไม่รู้ว่า คุยอะไรกัน ตอนนั้นสอนอนุบาลอยู่ 2 ปี ก็ถึงเวลา จนมาทำโครงการสอนตามโรงเรียน สัญจรฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

โครงการสัญจรฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร ?

จากทุบฝาบ้านแม่ ทำห้องเรียนสอนพิเศษจากเด็ก 2 คนเป็นร้อย แล้วปีนกันเรียน ที่สุดไปเช่าตึกตรงข้ามเปิดเป็นโรงเรียน จนทางโรงเรียนเซ็นฟรังค์ โรงเรียนสามเสน และสตรีวิทยา ฯลฯ ยืมตัวไปเป็นครูพิเศษ โดยไม่ได้รับค่าใช้จ่าย เราเรียกว่า สัญจรฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย แล้วเขียนว่าครูสมศรีไม่มีค่าตัว แต่ประสงค์จะทำตัวให้มีค่า เดินสายเหมือนนักร้อง ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่สอนพิเศษเกือบ 300 กว่าโรงเรียน ซึ่งเรื่องนี้แม่บอกว่า "ลูกไม่ได้ไปสอนอย่างเดียวนะ ให้เอาอาชีพไปให้ด้วย" จริงๆ แล้วคนที่สอนแล้วเด็กติด เราคิดว่า ไร้ฝีมือ ถ้าสอนเก่งต้องให้เด็กกลับไปพึ่งตนเอง แต่กลายเป็นว่า เด็กติดเรา เพราะเด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัย ต้องเอาความรู้ไปแลกคะแนน คะแนนไปแลกอาชีพ

ออกค่าใช้จ่ายเองทุกอย่างเลยหรือ

ในหลวง ตรัสว่า ปิดทองหลังพระไม่มีคนทำ เมื่อใดที่ปิดเต็มแล้ว ก็มาถึงด้านหน้า อย่าเพิ่มต้นทุนให้ผู้บริโภค เราพอเพียง สังคมดี เราดีด้วยกัน เราไม่ขึ้นค่าเรียนมานานแล้ว ความสุขที่แท้จริงคือ พอเป็น ให้เป็น

ฝึกฝนจนเก่งภาษาอังกฤษ ครูสมศรีทำอย่างไร

ไม่ได้เก่ง แต่ชอบ ทักษะการพูด เป็นทักษะฉับพลัน เหมือนว่ายน้ำ เคยลงคอร์ส การสนทนาภาษาเบื้องต้น ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ตอนนั้นเจอเด็กเก่งๆ พูดไม่ทันเลย ก็มาฝึกพูดที่บ้าน ระหว่างอาบน้ำก็ฝึกพูด วิธีการพูดภาษาอังกฤษ ไม่ต้องใช้วรรณยุกต์จัตวาเยอะ ทั้่งหมดทั้งปวงมาจากปฎิบัติธรรม อันนี้่คือกุญแจ

เมื่อใจนิ่ง เสียงอะไรเข้ามาก็กระทบใจ ธรรมะสอนให้คิดอย่างมีเหตุและผล ทำให้เราเป็นเหมือนภาชนะที่เปิด ถ้าเข้าใจตัวเอง ก็เข้าใจทุกคน เราเป็นเด็กเรียนไม่เก่งมาก่อน เราก็ถ่ายทอดในสิ่งที่เราเข้าใจ พูดภาษาอังกฤษได้ตั้งแต่เรียนปี 1 อักษรศาสตร์ จุฬาฯ ถ้าอยากพูดภาษาได้ สิ่งสำคัญคือ สอนภาษาจริงคือ ดูหนัง ฟังเพลง แต่ที่เราสอนคือ เรียนเพื่อไปสอบ เวลาท่องศัพท์ เราสอนเป็นจังหวะให้ท่อง เพื่อให้จำง่าย เพราะเราเองก็รู้ศัพท์จากการท่อง ตอนนั้นอาจารย์ให้นวนิยายมาอ่าน แล้วให้หาศัพท์ คนอื่นทำไปสามบท แต่สมศรีทำได้แค่สามหน้า เพราะเปิดดิกฯแล้วท่อง

ในความเห็นคุณครู การกวดวิชาจำเป็นไหม

การศึกษาในระบบสอนกันผิดๆ เหมือนนกกระจิบ ถ้าสอนถูก เราคงไม่โง่ อีกอย่างเราไม่ได้คิดว่า การมาเรียนพิเศษ คำตอบเป็นเรื่องสำคัญ ทางไปสู่คำถามสำคัญกว่า เราแค่เป็นตัวป้อน ตัวกระตุ้น ไม่ใช่เรียนสามวันแล้วสอบได้ แต่เป็นการสะสมของเด็ก คนเราต่างกันที่ความคิด ไม่ใช่ความจำ

อีกสิ่งที่พวกเขานำมาวัดผล ไม่ได้ยากสำหรับคนกรุงเทพฯ แต่ยากสำหรับเด็กทั่วประเทศ เด็กมาเรียนพิเศษก็เพราะความกลัว ก็ต้องถามต่อว่า เด็กอยากได้คะแนนสูงไหม ถ้าเขากลัวก็ต้องเรียน ถ้าไม่กลัว ไม่ต้องเรียน มีเด็กคนไหนที่อยากตื่นเช้ามาเรียน ในห้องเรียน เราไม่เคยพูดว่า ข้อสอบข้อนี้ออกนะ เราไม่ต้องการให้เด็กกลัว ถ้ากลัวแล้ว จิตจะปิด เราเอาธรรมะมาใช้กับทุกอย่างของชีวิต

ถ้าเด็กไม่ตั้งใจเรียน แล้วทำท่าเบื่อๆ ครูทำอย่างไร

เวลาอยู่ในห้องเรียน เราเองก็เหมือนอยู่ในโลกแห่งความฝัน เหมือนเด็กคนหนึ่ง เด็กก็จะไม่ปกปิดความรู้สึก เด็กจะกล้าพูดกับเรา เพราะคำถามของเรา ไม่ต้องการคำตอบที่ถูก คนที่ตอบผิด ก็มีสิทธิได้รางวัล เราไม่ได้สนใจคนเก่ง เพราะคนเก่งเหมือนไม้สัก อีกอย่างคนที่มาเรียนในโรงเรียนกวดวิชา เสียเงินมาเรียน เขาก็เหมือนนายจ้าง ถ้าเขาไม่เรียน เราก็ต้องทำให้เขาเรียน เพราะพ่อแม่ก็ลำบากในการหาเงินให้ลูกเรียน

ในยุคที่ไม่มีใครอยากชื่อ'สมศรี' แล้วทำไมคุณครูไม่เปลี่ยนชื่อ

ตอนเล็กๆ ก็แอบเขิน ตอนเรียนอักษรฯ จุฬาฯ มีคนชื่อ สมศรี 4 คน เปลี่ยนชื่อทุกคน เหลือเราคนเดียว แล้วพี่น้องเราก็ "สม" ทั้งหมด สมนึก สมจิต สมชาย... พอปฎิบัติธรรมแล้ว เราจะเป็นสมศรี หรือแอนนาเบล ก็ไม่แปลก

นำธรรมะมาใช้กับการเรียนภาษาอย่างไร

แค่ดูตาเด็กก็รู้แล้วว่า เข้าใจหรือไม่ เวลาสอนเด็ก ถ้าพวกเขาพูดตาม ก็ได้แล้ว เราเชื่อเรื่องมรรคมีองค์แปด ในส่วนสัมมาทิฐิ เราบอกว่า อย่าต่อรองกับกิเลส เราไม่ชอบความเกียจคร้าน เราก็กระตุ้นให้เด็กพูดตาม จึงมีสโลแกนว่า เรียนตามครู ออกเสียงตามครู เก่งขึ้นแน่นอน เรามีเหตุและผลในการทำ สัมมาวาจาจะพูดได้ ต้องมีสัมมาสมาธิ และสัมมาสติ และความเพียร ถ้าทำได้ ความสำเร็จเกิด

แล้วธรรมะเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างไร

ตอนเรียนหนังสือ เคยมีเพื่อนสนิท 5 คน ตอนนั้นไม่มีแฟน เพื่อนที่มีแฟน นัดแฟนก็ไม่เอาเราไปด้วย เราก็ร้องไห้ จนมาเจอ อาจารย์แม่ชีสุภาพรรณ ณ บางช้าง ท่านถามว่า ร้องไห้ทำไม ตอนนั้นเราก็ตามท่านไปทำงานชมรมจิตศึกษา และเรียนธรรมะวิเคราะห์จากท่าน ทำให้จิตเรานิ่ง แต่ละคำพูดที่คนพูด ทำไมเรารู้สึกขนาดนั้น เราก็เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น ในเรื่องรัก โลภ โกรธ หลง ตอนเรียนจุฬาฯ มีอาจารย์หมออมรา มลิลา ,อาจารย์สุภาพรรณ สอนธรรมะให้ และไปปฎิบัติธรรมในวัดของหลวงตามหาบัว เราเป็นคนกลัวคนดุ ท่านอาจารย์ดุ เราก็เลยไปฝึกกับสายหลวงปู่ชา

คุณหมอคนหนึ่งเคยบอกว่า ให้ไปค้นคำว่า "หลง" เราก็ไปนั่งภาวนาบนหน้าผา ระหว่างเดินกำหนดสติ มีตัวรู้ แรกๆ เราเดินใกล้ๆ หน้าผาไม่ได้เพราะกลัว เราก็ไปปฎิบัติอีกรอบ พระก็ปล่อยให้เราเดิน โดยให้เราอยู่กับสติ อยู่กับความบริสุทธิ์ที่ไม่มีความกลัว วินาทีนั้นเกิดความกลัว เราต้องดับ ถ้าเรานั่งตรงหน้าผาได้ ตัวเราไม่มีแล้ว จะกลัวตรงไหนละ เราก็รู้ต้นตอมันเกิดได้ยังไง ก็ดับที่ตัวกู ของกู ทำให้เราได้เข้าใจความหลง เพราะเรามีความกลัว

ผู้ใหญ่หลายคนบอกว่า เด็กรุ่นใหม่เห็นแก่ตัว ไม่สนใจคนอื่น ครูสมศรีคิดเห็นยังไง

ไม่จริง คนพูดเข้าไม่ถึงพวกเขา เราเอาสิ่งบันเทิงให้พวกเขามากไป แต่พวกเขาก็แยกผิดถูกได้ เพจมนุษย์บ้าก็มาจากกลุ่มวัยรุ่น พวกเขาจับผิดผู้ใหญ่ที่ทำอะไรผิดๆ เวลาที่พวกเขาปล่อยอะไรที่เป็นประโยชน์ ก็วัยรุ่นทั้งนั้น อย่ามองข้าม เด็กพวกนี้รักสังคมนะคะ

ตอนน้ำท่วม เรามีรถสองแถวสมศรีออกไปช่วย เด็กๆ หรือผู้ใหญ่กล้ามมัดใหญ่ๆ มาช่วยกัน บางส่วนมาจากคนไม่เรียนหนังสือ เด็กเรียนก็ช่วยด้านทุนทรัพย์ และช่วยออกแรง เด็กยุคนี้ เปรียบเสมือนต้นไม้ยักษ์ แต่เอาพวกเขามาใส่กระถาง เรียนบทเรียนโบราณ ทั้งๆ ที่ยุคนี้กดสมาร์ทโฟนนิดเดียว ก็รู้ทั้งโลก

วางอนาคต โรงเรียนกวดวิชาครูสมศรีไว้อย่างไร

โรงเรียนกวดวิชาครูสมศรีไม่ต้องแข่งกับใคร เพราะเรามาจากเด็กเรียนไม่เก่ง และเราไม่มีเป้า เราขยายสาขาเพราะเด็กพาไป เมื่อเด็กลำบากในการเดินทางก็เปิดสาขา จนมีสาขา 23 แห่ง เพราะเราต้องดูแลคนที่ทำงานด้วย ถ้าเราหยุด แล้วพวกเขาละ ก็พยุงทำงานต่อไป เหมือนที่อาจารย์ประเวศ วะสี พูดว่า คนเราเหมือนมนุษย์สายพาน

วันหนึ่งถ้าลงจากตรงนี้ เราก็คิดว่า ความรู้ต้องเป็นของแผ่นดิน อาจเป็นคลิป ในช่องดาวเทียมของศูนย์การศึกษาทางไกลพระราชวังไกลกังวล เราทำเป็นร้อยคลิปในการสอนภาษาอังกฤษ ในอนาคต ไม่ว่าใครก็เข้าไปดูได้ ไม่ต้องเสียเงิน ครูอยากให้การศึกษาไม่ใช่เรื่องความเหลื่อมล้ำ แต่ตอนนี้ยังเป็นธุรกิจ เพื่อดูแลคนที่เราทำงานด้วย

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเป็นอนิจจัง เพราะคนเก่งในสังคมมีเยอะ ไม่อย่างนั้นจะมีคำว่า แชร์ ได้ยังไง คำว่า แชร์มาจากเด็กรุ่นใหม่ เป็นเด็กที่รู้จักแบ่งปัน ไม่ได้กอบโกยเพื่อตัวเอง