กวดวิชา...พลเมือง

กวดวิชา...พลเมือง

เด็กเอ๋ย.. เด็กดี.. ต้องมี 'หน้าที่' กี่อย่างด้วยกัน !?

“เอก.. แปลว่าอะไรนะ” เสียงคุณครูประจำวิชาหน้าที่พลเมืองถามเด็กนักเรียนชั้น ป.2

“หนึ่งเดียว!” นักเรียนตอบพร้อมกันเสียงดัง ก่อนจะยกตัวอย่างว่า “เอกลักษณ์ไทย” ได้แก่ ภาษาไทย ธงชาติไทย ประเพณีไทย อักษรไทย การละเล่นไทย มารยาทไทย ฯลฯ

..เมื่อคุณครูชมว่า เก่ง นักเรียนก็พากันยกมือสุดตัวเพื่อขอตอบอีกโดยไม่มีเบื่อ

'โฉมใหม่' หน้าที่พลเมือง

วันนี้ อรรถวิทย์ อังคารชุน หรือ 'ครูกอล์ฟ' ครูประจำชั้น ป.2 โรงเรียนราชวินิต มีสอนเรื่อง “ความเป็นไทย” หนึ่งในจุดเน้นของวิชาหน้าที่พลเมืองที่เพิ่งถูกกำหนดให้เป็นรายวิชาเพิ่มเติมของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (กลุ่มสาระสังคมฯ) ในภาคการเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2557 ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการ “ส่งเสริมให้เด็กมีความเข้าใจในประวัติศาสตร์ ความเป็นไทย รักชาติ ศาสนา เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นพลเมืองดีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความปรองดองสมานฉันท์ เพื่อสันติสุขในสังคมไทย”

หน้าที่พลเมืองโฉมใหม่ มีจุดเน้นทั้งหมด 5 จุด ได้แก่ จุดเน้นที่ 1 ความเป็นไทย เช่น มารยาทไทย ความกตัญญูกตเวที ความเสียสละ การแต่งกาย ภาษา ภูมิปัญญา ประเพณี จุดเน้นที่ 2 ความรักชาติ ยึดมั่นในศาสนา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ จุดเน้นที่ 3 ความเป็นพลเมืองดีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น ดำเนินชีวิตตามวิถีประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครอง จุดเน้นที่ 4 ความปรองดอง สมานฉันท์ เช่น การอยู่ร่วมกันในสังคมแห่งความหลากหลาย การจัดการความขัดแย้งและสันติวิธี และจุดเน้นที่ 5 ความมีวินัยในตนเอง เช่น ซื่อสัตย์สุจริต ขยันหมั่นเพียร อดทน ใฝ่หาความรู้ ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ยอมรับผลที่เกิดจากการกระทำของตนเอง ซึ่งจุดเน้นทั้งมี “ค่านิยม 12 ประการ” เป็นตัวตั้ง

“ต้องนึกถึงการเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน” อ.กัลยา มั่นในธรรม ครูชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนราชวินิต ผู้ร่วมร่าง "แนวทางการจัดการเรียนรู้รายวิชาเพิ่มเติม หน้าที่พลเมือง" เพื่อส่งต่อให้กับครูทั้งประเทศ บอกถึงเป้าหมายปลายทางของเด็กเมื่อได้เรียนหลักสูตรนี้

ส่วนความแตกต่างของวิชาหน้าที่พลเมืองโฉมใหม่กับวิชาหน้าที่พลเมืองแบบเดิมที่รวมอยู่ในรายวิชาสังคมศึกษาฯ ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐาน (มีชั่วโมงเรียน 80 ชั่วโมงต่อปี) หลักๆ คือ แบบใหม่เน้นการปฏิบัติของนักเรียนเป็นสำคัญ และที่สำคัญคือ ไม่มีการตอบข้อสอบในกระดาษ

"หน้าที่พลเมือง อันที่เป็นรายวิชาเพิ่มเติม เราจะไม่มีการสอนวิชาความรู้เลย แต่จะทำให้เด็กเกิดองค์ความรู้ในตัวเอง และปฏิบัติจนเป็นนิสัย" ผู้ร่วมร่างหลักสูตรบอก และยกตัวอย่างวิธีการที่เขาเห็นว่า ไม่ใช่การสอนเปล่า เช่น ให้มีการยกตัวอย่างคุณธรรมจากการเล่านิทาน จากข่าว หรือเพลง เพื่อให้เด็กเกิดคอนเซ็ปท์ด้วยตัวเอง โดย "ความลึก" ของแต่ละกิจกรรมจะแตกต่างไปตามระดับชั้นปี

"ครูอาจตั้งสมมติฐานขึ้นมาแล้วให้นักเรียนลองแก้ปัญหาดู จะเล่นบทบาทสมมติอะไรก็ได้ แต่ต้องให้เด็กได้ปฏิบัติจริงๆ” อ.กัลยาเสริม

เมื่อ “แนวทางการจัดการเรียนรู้รายวิชาเพิ่มเติม หน้าที่พลเมือง” มาถึงมือครูผู้สอนรายวิชา หน้าที่ต่อไปของครูก็คือ การออกแบบกิจกรรมการเรียนและประเมินผล ซึ่งหลังจากที่สอนวิชานี้ให้นักเรียน ป.2 มาเป็นเวลาเดือนกว่าแล้ว ครูกอล์ฟบอกว่า นักเรียนชอบและกระตือรือร้นที่จะเรียนดี

“อย่างที่คิดไว้ ก็จะมีแถบประโยคจำลองสถานการณ์ให้เด็กจับออกมา เช่น ไปซื้อของ ต้องเดินข้ามถนน แต่ข้ามไม่ได้ แล้วจะใช้คำพูดยังไง จะบอกคนข้างๆ ให้เหมาะสม นักเรียนก็อาจจะเล่นบทบาทสมมติ คนนี้เป็นตำรวจจราจร คนนี้เป็นคนข้ามถนน” ครูกอล์ฟ เล่า

รายวิชาเพิ่มเติมนี้กำหนดให้มีในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 240 ชั่วโมง (ต่อ 6 ปี) ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 120 ชั่วโมง (ต่อ 3 ปี) และมัธยมศึกษาตอนปลาย 80 ชั่วโมง (ต่อ 3 ปี) ซึ่งแล้วแต่โรงเรียนว่าจะจัดชั่วโมงเรียนอย่างไร ซึ่ง อ.กัลยา บอกว่า ในเดือนมีนาคม ปี 2558 จะมีการติดตามผลการประเมินจากการเรียนการสอนในเทอมแรกนี้ เวลานี้ก็คือการปฏิบัติตามแผนการเรียนที่วางไว้

“การแยกออกมาเป็นรายวิชาเพิ่มเติม ถ้าครูคนไหนยังยึดการสอนแบบเดิมๆ คือสอนแค่ความรู้ให้นักเรียนอ่านหรือให้เขียน หรือให้ทำ mind mapping ธรรมดาก็ไม่มีอะไรต่างกัน เวลาเราขยายผล เราก็พูดกันว่า ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอถึงการเอาไปปฏิบัติจริงๆ ก็ต้องดูว่าเขาจะทำไหม แต่ถ้าครูเขาเอาไปแล้ว เขาไม่ได้เปิดดู เขาสอนตามสไตล์เขา ถามว่าจะได้ผลเหรอพอเป็นวิชาเพิ่มเติม ก็ไม่ได้ผล” อ.กัลยา ให้ความเห็น

หน้าที่พลเมือง 'ดี'

แม้จะเพิ่งกำหนดหลักสูตรนี้บรรจุอยู่ในตารางสอนของโรงเรียนทั่วประเทศในเทอมนี้ แต่ที่โรงเรียนไชยาวิทยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็มีแนวทางการสอนเพื่อสร้าง “พลเมืองดี” มาเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว (ตั้งแต่หลักสูตรของปีการศึกษา 2552) โดย สันติศักดิ์ ผุดเอียด ครูชำนาญการ ผู้สอนกลุ่มวิชาสาระสังคมศึกษา ได้คิดวิชา “รากฐานประชาธิปไตย” และ “การสร้างสำนึกพลเมือง” วิชาละ 1 ชั่วโมง ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้เรียนในเทอม 1 และ 2 ตามลำดับ โดยเน้นไปที่การสร้างสำนึกให้มองส่วนรวมเป็นใหญ่... ซึ่งครูบอกว่า ต้องได้จากการที่เด็ก “คิด” ด้วยตัวเอง

“ในวิชาเรียนจะมีกิจกรรมตามกระบวนการสร้างสำนึกพลเมือง ให้นักเรียนมองปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเอง เกิดขึ้นในครอบครัว แล้วก็ในโรงเรียน ชุมชน แล้วก็หลังจากนั้น ในห้องนึงก็จะให้คัดเลือกแค่ปัญหาหลักที่จะต้องแก้ไขก่อน ก็เหลือประมาณห้องละ 1-2 ปัญหา นักเรียนทุกคนก็ร่วมกันแก้ไขด้วยวิถีประชาธิปไตย ก็คือว่า แม้คนที่เขาไม่ได้เลือกปัญหานี้ก็ต้องทำ” อ.สันติศักดิ์กล่าว

ใน 1 ปี นักเรียน 1 ห้อง ก็จะแก้ปัญหาของโรงเรียนหรือชุมชนได้ 1 เรื่อง ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจที่เขาได้ใช้สิทธิที่มีอันเป็นต้นทุนที่ทำให้เด็กรู้ว่า เขาสามารถที่จะทำอะไรได้บ้าง อย่างไร ปัญหาที่นักเรียนในห้องครูสันติศักดิ์ช่วยแก้มาแล้วก็เช่น ปัญหาห้องน้ำไม่สะอาด บรรยากาศในห้องเรียนไม่ดี หรือแม้กระทั่งปัญหาที่เชื่อมโยงไปถึงชุมชนอย่างปัญหามลพิษจากเตาผาศพของวัดที่อยู่ใกล้โรงเรียน

“เด็กเขาก็คิดกัน เสนอต่อเทศบาลในการจะแก้ไข เช่นว่า ให้สร้างเตาเผาไฟฟ้า ต่อเมรุเผาศพให้สูงขึ้น หลังจากนั้น เทศบาลก็แก้ไขให้ โดยการทำเตาเผาคู่ แล้วก็สร้างเมรุใหม่ให้มันสูงขึ้น ทั้งหมดเด็กเป็นคนคิดปัญหา ไปสำรวจข้อมูลแบบสอบถามชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง แล้วเขาก็มาทำเป็นนโยบายนำเสนอต่อเทศบาล” สันติศักดิ์ ครูเจ้าของวิชาเล่า

สำหรับการแยกออกมาเป็นรายวิชาเพิ่มเติมนี้ นวพร ด้วงโยธา นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนไชยาวิทยาที่เรียนวิชาเพิ่มเติมในลักษณะที่ส่งเสริมการเป็นพลเมืองมาตั้งแต่ ม.ต้น ก็มองว่า ดีกว่ารวมอยู่ในวิชาสังคมฯ เพราะเจาะจงให้นักเรียนทำกิจกรรมได้มากกว่า

“แยกแล้วมันมีผลดี ไม่มีผลเสียอะไรเลย หน้าที่พลเมือง ได้รู้ถึงการใช้ชีวิตการเป็นนักเรียน การมีจิตสาธารณะ แล้วก็ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ เพื่อส่วนรวม” นวพรบอก ซึ่งปัจจุบันเขาก็กำลังเรียนวิชาหน้าที่พลเมืองควบคู่ไปกับวิชาประชากรและสิ่งแวดล้อม อีกหนึ่งในวิชาเพิ่มเติมที่บรรจุอยู่ในตารางเรียนของโรงเรียน

แม้วิชาหน้าที่พลเมืองในแบบของครูสันติศักดิ์และหน้าที่พลเมืองที่เพิ่งเข้ามาในตารางเรียนจะผนวกกันได้ แต่เขาก็มองวิชาหน้าที่พลเมืองแบบใหม่ที่ต้องใช้กันทั่วประเทศว่ายังมีข้อเสียอยู่ ก็คือ ภาพในหัวของหลายๆ คนยังไม่ชัด

"มันควรจะเป็นภาพชัดที่ครูทุกคนมองไปด้วยกัน” อ.สันติศักดิ์บอก

"จริงๆ มันสามารถสอนเข้าไปในทุกวิชาได้ เราสามารถบูรณาการได้หมด แต่พอสถานศึกษามาใช้ มันจะกลายเป็นภาระรับผิดชอบของครูคนใดคนหนึ่ง พอเด็กออกไปข้างนอก เขาไปเจอครูหรือคนอื่นๆ เด็กเขาก็จะเจอพฤติกรรมที่ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน” อ.สันติศักดิ์ให้ความเห็น โดยเชื่อว่า วิชานี้จะมีประโยชน์ หากทุกคนเข้าใจเป้าหมายตรงกัน

เช่นเดียวกับ พัตร์พิมล โพธิ์ทอง ครูสอนวิทยาศาสตร์ โรงเรียนศรีเอี่ยมอนุสรณ์ กรุงเทพมหานคร ที่แม้จะไม่ได้สอนหน้าที่พลเมืองหรือวิชาสังคมโดยตรง แต่เพราะเป็นครูที่ปรึกษาให้กับนักเรียนที่ทำโครงการ “ขยะล้นถัง” โครงการเพื่อโรงเรียนและชุมชน จึงเห็นเหมือนกันว่า ถ้าเด็กได้ทดลองทำโครงการแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเองก็จะสามารถขัดเกลาให้เป็นพลเมืองที่ดีได้

"เราให้เด็กๆ เลือกปัญหาก่อนว่า มีอะไร แล้วให้ไปสำรวจปัญหาว่าเป็นยังไง ส่งผลอะไรกับเรา หลังจากนั้นเราก็มาดูว่า มีปัญหาตรงไหนมากที่สุด ก็คือจะแบ่งเด็กเป็นส่วนๆ ในการดูแลรักษา เด็ก ป.5 ป.6 ให้เด็กไปเดินเก็บขยะ แล้วเอามาชั่งน้ำหนักวัดปริมาณ หลังจากนั้นก็ดูพฤติกรรมว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เด็กก็มารายงานเรา บอกว่า มีคนกินขนมแล้วก็ทิ้งเลย มันเป็นเหมือนกิจกรรมสาธารณะ เราจะไม่ใช้เวลาเรียนในการทำ จะใช้ช่วงเช้า ช่วงกลางวัน หรือหลังเลิกเรียน" ครูที่ปรึกษาโครงการ “ขยะล้นถัง” บอก

“เป็นฉันทามติครับ” กัส-พชร เชียรวิจิตร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 บอกถึงเหตุผลว่า ทำไมต้องสาละวนอยู่กับการแก้ปัญหาขยะของโรงเรียนมาหลายเดือน กัสบอกว่า เพราะปัญหานี้สำคัญ เพื่อนจึงช่วยกันเลือก และได้ออกมาเป็นนโยบายช่วยกันแยกขยะในโรงเรียน ซึ่งขยายวงกว้างไปถึงระดับชุมชน

“การแยกขยะ การเก็บขยะเป็นหน้าที่ของพลเมืองทุกคนค่ะ” สุวรรณา รุ่งศรี นักเรียนชั้นเดียวกันเอ่ย และบอกด้วยว่า อยากให้มีโครงการแบบนี้ในวิชาเรียนไปเลย ยิ่งหากมีกิจกรรมแบบนี้ในชั่วโมงเรียนก็จะดีมาก

'พลเมืองดี' ในระบอบ?

วิชาหน้าที่พลเมืองจะมีส่วนส่งเสริมให้เด็กเข้าใจสังคมมากขึ้น ก็ต้องใช้วิธีการสอนที่สามารถลงลึกไปให้ถึงระดับจิตสำนึกของเด็ก ด้วยวิธีอะไรก็ตามที่ (ครู) หลายคนบอกว่า ไม่ใช่การท่องจำ แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น อาจจะต้องทบทวนถึงเป้าหมายของการสร้างพลเมืองนี้ให้ตรงกันก่อนว่าเป็นอย่างไร ?

"วิชานี้สร้างพลเมืองดี เป็นพลเมืองดีในกรอบคิดของผู้นำยุคนี้ แต่ถ้าถามว่า เป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยไหม... มันไม่ได้ตอบโจทย์อะไร” ศรัณยุ หมั้นทรัพย์ นักวิชาการ สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้าบอก และเสริมว่า สิ่งที่ขาดหายไปและสำคัญที่สุดก็คือ 'หลักการของประชาธิปไตย' ที่ไม่ได้ถูกดึงขึ้นมาเป็นแกนหลักในหลักสูตรนี้

"หลักการจริงๆ ก็คือจะต้องเป็นคนที่รู้จักสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียม ความเสมอภาค เท่าเทียม รู้จักความมีศักดิ์ศรีในมนุษย์ทุกคนเท่ากัน แล้วสุดท้ายถ้าคุณรู้จักสิทธิ เสรีภาพของคุณ คุณก็จะมีความรับผิดชอบต่อการทำให้สังคมนี้ แต่ประเด็นคือกลับมาถามว่า ความซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน ที่ดึงมา มันเป็นแค่ซับเซ็ทของความคิดหลักที่เป็นปรัชญาเหล่านั้น" ศรัณยุ อธิบายต่อ

สูตรของพลเมืองที่ดีในความหมายของศรัณยุก็คือ พอรู้ว่าดี แล้วเด็กจึงจะปฏิบัติ ไม่ใช่ปฏิบัติ เพราะผู้ใหญ่บอกว่าดี เพราะฉะนั้นจะต้องมีการให้ทั้งความรู้ ทักษะ และที่สำคัญ... ทัศนคติ

"ไม่ใช่แค่หลักสูตร แต่เป็นสิ่งที่พ่อแม่ปฏิบัติ เป็นสิ่งที่สังคม วัฒนธรรมของไทยเป็น นั่นคือสิ่งที่ไม่อยู่ในโรงเรียน ไม่ใช่สิ่งที่หลักสูตรสร้าง แต่มันคือการขัดเกลาทางสังคม เพราะฉะนั้นมันต้องควบคู่ไป” ศรัณยุบอก และยกตัวอย่างว่า ปัจจุบันหลายโรงเรียนอาจจะมีการส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักเลือกตั้งเพื่อให้เข้าใจในหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย แต่เด็กหลายคนก็ยังไปเลือกตั้ง เพราะครูบอกให้ไป

“เขาเอาเลือกตั้งเท่ากับประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่ แต่ประชาธิปไตยต้องมีเลือกตั้ง แต่เขาไม่รู้เลยว่า นั่นเขากำลังใช้สิทธิของตัวเอง สิทธิในความเป็นพลเมือง สิทธิในทางการเมือง สิทธิในการเลือกตั้ง สิทธิในฐานะมนุษย์คนนึงที่จะเลือกหัวหน้า อันนี้คือสิ่งที่เด็กเขาควรจะเรียนรู้จากตรงนี้ต่างหาก” ศรัณยุเสริม

สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ศรัณยุไม่อยากให้เป็นเหมือน propaganda (โฆษณาชวนเชื่อ) ที่พยายามชูขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความเป็นประชาธิปไตย หน้าที่ที่สำคัญของครู(ภายใต้วิชาหน้าที่พลเมือง) ก็คือ ต้องไม่ผลิตเด็กซ้ำเหมือนกับรุ่นเก่า ที่ถูกหาว่า ทำให้สังคมเป็นแบบนี้ จึงจะมีคุณค่าต่อประเทศได้

“ถ้าไม่รู้จักถามเลยว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตหรือยัง ก็เป็นแค่พลเมืองที่สยบยอมต่อกฎ กติกา มารยาท คำสั่งของผู้นำเท่านั้น” เขาทิ้งท้าย