เกษตรอัจฉริยะ ณ แดนปลาดิบ

เกษตรอัจฉริยะ ณ แดนปลาดิบ

ปลูกพืชได้แม้ในพื้นที่ปนเปื้อนโดยไม่ใช้ดิน ปลูกได้แม้ร้อน แล้ง หรือกระทั่งไร้แสงอาทิตย์ก็ยังปลูกได้ไม่ง้อแดด จนถึงความอัศจรรย์น็อกปลาตายเพื่อปลุกให้ตื่นได้ยามต้องการ.. ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องเกินฝัน เพราะมันมีอยู่จริงที่ 'ญี่ปุ่น'

อย่างที่คำโบราณว่าไว้.. ในวิกฤติย่อมมีโอกาส แต่โอกาสย่อมเป็นของคนที่ไม่อยู่เฉย เหมือนอย่างประเทศที่เต็มไปด้วยภัยธรรมชาติ ทั้งแผ่นดินไหว ทั้งไต้ฝุ่น แล้วไหนจะภัยจากอื่นๆ เช่นที่เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2554 เมื่อต้องประสบเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในโทโฮะกุที่นอกจากความสูญเสียซึ่งหน้าจากเหตุภัยพิบัติแล้ว ประเทศญี่ปุ่นยังต้องถูกฉุดรั้งจากภัยพิบัตินิวเคลียร์ ณ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิที่เกิดการรั่วไหลจนต้องสั่งอพยพประชาชนหลายแสนคนในรัศมี 20 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้า

นอกจากนี้การรั่วไหลของกัมมันตรังสีส่งผลให้ไม่ว่าจะ ดิน น้ำ ตลอดจนพืชผลทางการเกษตร ปศุสัตว์ และการประมงในหลายพื้นที่มีการปนเปื้อนจนถูกสั่งห้ามจำหน่าย กว่าเหตุการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติได้ก็กินเวลานานหลายเดือน

"ตอนที่ฟุกุชิมะประสบเหตุมีสารปนเปื้อน เราก็นำเทคโนโลยีแสงเทียม (Artificial Lighting) ไปใช้ปลูกผักในโรงเรือนปิดที่นั่น" ศาสตราจารย์กิตติคุณโตโยกิ โคซาอิ แห่งมหาวิทยาลัยชิบะ ผู้คิดค้นเทคโนโลยีการปลูกพืชด้วยแสงเทียมบอก ระหว่างนำชมโรงเรือนต้นแบบที่ คาชิวะ โนะ ฮะ แคมปัส มหาวิทยาลัยชิบะ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการดูงานของสื่อมวลชนจาก 13 ประเทศที่มาเข้าร่วมการอบรมในโครงการ “Multi Country Observational Study Mission on Best Practices in Promoting Innovation and Productivity in Agriculture for Mass Media Practitioners” จัดโดยองค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย (APO)

  • ทลายขีดจำกัด

การปลูกพืชโดยใช้แสงเทียม (Plant Factory with Artificial Light : PFAL) ที่ ศ.โคซาอิ พูดถึง เป็นระบบการปลูกผักที่ใช้หลอดไฟแอลอีดีมาทำหน้าที่แทนแสงอาทิตย์ และมีข้อดี คือ สามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดสูง โดยไม่ใช่แค่เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนในพื้นที่เสี่ยงด้วยการปลูกในโรงเรือนปิดและไม่ใช้ดินเท่านั้น แต่การทดแทนแสงอาทิตย์ด้วยหลอดแอลอีดี ก็ยังช่วยให้ประเทศที่ยากลำบากอย่างมองโกเลียสามารถปลูกผักเองได้โดยไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศอย่างแต่ก่อน

"เมื่อก่อน มองโกเลียต้องนำเข้าผักจากจีน โดยขนส่งขึ้นรถไฟจากเซี่ยงไฮ้มาทุกๆ 2 อาทิตย์เพราะประเทศนี้มีข้อจำกัดในการปลูกพืชสูง โดยเฉพาะเรื่องความหนาวเย็นจากอุณหภูมิต่ำสุดที่ -40 องศาเซลเซียส ซึ่งแสงจากหลอดไฟก็ช่วยเรื่องความอบอุ่นด้วยในอีกทางหนึ่ง" ศ.โคซาอิ อธิบาย

แค่มองโกเลียยังถือว่าเด็กๆ เพราะเทคโนโลยีนี้ยังบุกไปปลูกผักเสิร์ฟสดๆ ให้กับนักวิจัย ณ โชวะ เบสแคมป์ ที่แอนตาร์กติก ได้มีทานตลอดปี!

...ชั้นวางถาดปลูกผักที่ตั้งเป็นแนวคล้ายคอนโดมิเนียม ถูกจัดวางไว้ในโรงเรือนปิดที่จำลองสภาพแวดล้อมที่ควบคุมทั้งอุณหภูมิ สภาพอากาศ พร้อมด้วยสารอาหารที่หล่อเลี้ยงแบบไฮโดรโปนิคส์ แถมด้วยแสงจากหลอดไฟ มีพัดลมจากด้านบนเพดานเป็นตัวควบคุมอุณหภูมิ และที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดก็คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่พืชต้องใช้หายใจ

ด้วยสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างให้โดยควบคุมตัวแปรทุกอย่างทำให้ PFAL มีผลิตภาพการผลิตสูงกว่าการปลูกผักตามแปลงเกษตรทั่วไปถึง 100 เท่า ซึ่ง ศ.โคซาอิ เชื่อว่า นี่คือ หนทางสู่อนาคตที่มนุษยชาติจะไม่ต้องเสี่ยงกับการบริโภคอาหารปนเปื้อน แถมยังสามารถมีให้ทานได้ตลอดปีในราคาคงที่เพราะไม่ต้องขึ้นอยู่กับฤดูกาล และที่สำคัญ คือ เมื่อสามารถปลูกได้ทุกที่ นั่นย่อมหมายถึงต้นทุนการขนส่งที่สิ้นเปลืองพลังงานก็ลดลงไปด้วย

ตัวเลข ณ เดือนมีนาคม 2557 มีจำนวนโรงเรือนปลูกผัก PFAL ในเชิงพาณิชย์ทั้งสิ้น 168 แห่ง และคาดว่าน่าจะแตะ 200 แห่งได้ในเดือนมกราคมปีหน้า โดย ศ.โคซาอิ บอกว่า ถึงแม้การลงทุนโรงเรือนและสาธารณูปโภคของ PFAL จะสูงกกว่าการปลูกผักแบบทั่วไป แต่ก็มีผลิตภาพสูงกว่าด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อเปิดไฟส่องสว่างตลอดเวลา ทำให้ผักใน PFAL โตเร็วกว่าทั่วไป และยังมีคุณภาพสูง เพราะได้สารอาหารเต็มเม็ดเต็มหน่วย ที่สำคัญคือ เนื่องจากอยู่ในสภาพแวดล้อมปิด ทำให้ปลอดจากสารปนเปื้อน แบคทีเรีย เชื้อโรค ตลอดจนแมลงศัตรูพืชก็ไม่มีมารบกวน โดยปัจจุบันมีผักที่ปลูกด้วย PFAL ทำได้ตั้งแต่ ผักกาดหลายชนิด กรีน มัสตาร์ด ร็อคเก็ต โหระพา หัวผักกาด แรดดิช แครรอท โสม วาซาบิ และเห็ด ฯลฯ

"จากข้อมูลที่รวบรวมได้ พบว่า หากใช้วิธีการปลูกแบบ PFAL จะช่วยให้ต้นทุนการผลิตลดลงต่อกิโลกรัมที่ราว 20-50 เปอร์เซ็นต์ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์เพิ่มขึ้น 10-50 เปอร์เซ็นต์ต่อกิโลกรัม"

แต่ไม่เพียงสร้างความเสถียรให้ตลาดพืชผักในญี่ปุ่นเท่านั้น เพราะปัจจุบันได้มีอิเล็กโทรนิกส์แบรนด์หลายเจ้านำเอาเทคโนโลยีนี้ไปพัฒนาต่อจนเกิดเป็นตู้ปลูกผักขนาดย่อมในหลากหลายดีไซน์และฟังก์ชั่น เพื่อให้การปลูกผักเป็นเรื่องง่าย สามารถยกฟาร์มผักมาไว้ในเมืองได้แม้ไม่มีอาณาบริเวณ

"การปลูกผักไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่หนักและเหนื่อยอีกต่อไป" ศ.โคซาอิ ย้ำ

  • ฟิล์มมหัศจรรย์

สำหรับคนส่วนใหญ่ ถ้าพูดถึงการปลูกพืชโดยไม่ใช่ดิน เชื่อว่า แทบทั้งหมดคงนึกถึงการปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิคส์ แต่อันที่จริงแล้ว ยังมีอีกหนึ่งวิธีภายใต้เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเยื่อหุ้มเซลล์อัจฉริยะ The intelligent membrane culture หรือที่เรียกว่า 'Imec' (ไอเม็ค)

ดร.ยูอิจิ โมริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Mebiol จำกัด ขยายความในฐานะผู้คิดค้นเทคโนโลยีดังกล่าว บอกว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่ 'แผ่นฟิล์ม' ซึ่งเรียกว่า ไฮโดรเมมเบรน (Hydormembrane) ทำหน้าที่คั่นกลางระหว่างลำต้น กับ ส่วนรากและอาหารเลี้ยงเชื้อ (Culture medium)

ส่วนประกอบทั้งหมดของการปลูกพืชด้วย Imec หนึ่งคือ ต้องมีโรงเรือนหรือเรือนกระจก สองคือ การปรับพื้นที่โดยปูแผ่นพลาสติกรองไว้ที่ชั้นล่างสุดเพื่อป้องกันฝุ่นผง น้ำ ตลอดจนวัชพืชที่อาจเล็ดรอดเข้ามาได้ จากนั้นวางแนวท่อน้ำหยด (drip tube) และทับด้วยผ้าใยสังเคราะห์อีกชั้นหนึ่ง

ขั้นตอนต่อมาถือเป็นหัวใจสำคัญ นั่นคือการปูทับด้วยแผ่นฟิล์มไอเม็ค ก่อนจะโรยทับด้วยพีทมอส (วัสดุปลูกทดแทนดิน) และวางแนวท่อน้ำหยดอีกครั้ง ก่อนจะทับด้วยแผ่น styrofoam (แผ่นโฟมสำหรับปลูกต้นไม้) ปิดทับด้วยแผ่นคลุมดินอีกชั้นหนึ่งเป็นอันเสร็จพิธี และพร้อมจะนำกล้าไม้มาปลูกได้แล้ว..

ด้วยความเล็กระดับนาโนของแผ่นฟิล์มไอเม็คทำให้มีความสามารถในการดูดซับอาหารเลี้ยงเชื้อเอาไว้ได้ แต่สามารถปฏิเสธไวรัสและเชื้อโรค โดยรากของพืชที่เกาะอยู่บนแผ่นฟิล์มจะเหมือนถูกแกล้งให้รู้สึกอดอาหารเพราะไม่ได้มีน้ำเหลือเฟือเหมือนการปลูกบนดิน ทำให้รากถูกพัฒนาให้มีความเรียวบางแต่หนาแน่นโดยถ้าหยิบแผ่นฟิล์มที่มีพืชเกาะอยู่ด้านบนขึ้นมา และคว่ำลง... พืชเหล่านั้นก็จะไม่ตกลงมาเพราะรากที่ยึดไว้อย่างสุดแรง(เพราะกลัวอด)

เมื่อรากทำงานอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันชั้นผิวด้านล่างก็กั้นสิ่งแปลกปลอมไม่ให้เข้ามาหรือสารอาหารรั่วไหลออกไป... นั่นจึงส่งผลให้รากสามารถดูดซึมสารอาหารได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยผลงานชิ้นเอกจากเทคโนโลยีนี้ ก็คือ ความหวาน กรอบ แน่นของผลมะเขือเทศ ซึ่งวันนี้ได้มีชาวสวนที่ใช้ไอเม็คมาปลูกมะเขือเทศแล้วราว 70 รายทั่วญี่ปุ่น คิดเป็นพื้นที่ราวๆ 2 แสนตารางเมตรหากนำมารวมกัน

"อันที่จริง เราเอาไอเม็คไปใช้ที่ทะเลทรายด้วยนะครับ.. ตอนที่ไปทดลองทำ หลายคนไม่เชื่อว่าจะทำได้ แต่ผลปรากฏว่า ได้ผลดีกว่าการปลูกในญี่ปุ่นด้วยซ้ำ เราก็เลยตัดสินใจไปตั้งบริษัทสาขาที่ดูไบเสียเลย" ดร.โมริ เล่าพร้อมรอยยิ้ม

แม้ว่า เรื่องของอาหารปลอดภัยเป็นประโยชน์ทางตรงที่ได้รับจากเทคโนโลยีนี้ เพราะความหนาแน่นของแผ่นฟิล์มไม่ปล่อยให้สารปนเปื้อนหลุดรอดเข้ามาได้ ขณะเดียวกันนี่ก็ถือเป็นการแก้ปัญหาสังคมสูงวัยของญี่ปุ่น ซึ่งนับวันจะพบเห็นแต่เกษตรกรสูงอายุ โดยคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยหันมาสนใจทำการเกษตรแล้ว

"วิธีนี้จะทำให้ไม่ต้องทำงานหนักอย่างแต่ก่อน และเมื่อมันง่ายมากขึ้น สะดวกมากขึ้น ก็เป็นเหมือนการจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำตรงนี้ด้วยนั่นเอง" ดร.โมริ กล่าว

อัตสึชิ ทซึจิ (Atsushi Tsuji) อดีตหนุ่มโรงงานวัย 33 ที่หันหลังให้ชีวิตมนุษย์เงินเดือนเพื่อมาปลูกมะเขือเทศ ในเมืองอิเซฮาร่า จังหวัดคานางาวะ ก็ถือเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจกับเทคโนโลยีนี้ โดยหลังจากฟาร์มแรกเปิดได้ไม่นานก็มีกำไร เมื่อเห็นแนวโน้มที่ดี เขาจึงตัดสินใจเริ่มฟาร์มที่สองในอีก 2 ปีถัดมา

แน่นอน ความหวานกรอบ และแน่นไม่ฉ่ำน้ำของมะเขือเทศผลผลิตจากฟาร์มเขาเป็นที่ต้องการของตลาด แต่เขาบอกว่า ไม่มีขายที่ไหน เพราะหลักๆ จะส่งไปให้ที่โรงแรมซึ่งเป็นลูกค้าประจำ

"มะเขือเทศที่นี่สามารถเติบโตได้โดยใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกแบบทั่วไปถึง 70 เปอร์เซ็นต์เลยครับ" ทซึจิ บอก ระหว่างทำการริดกิ่งก้านส่วนเกินของมะเขือเทศออก โดยวันนี้ เขาเลิกเป็นลูกจ้าง หันมาเป็นนายตัวเอง แถมพ่วงด้วยลูกน้องอีก 5 คน!

  • เยือกแข็งฤดูกาล

แม้ว่า ผลิตผลทางการเกษตรจะดีแค่ไหน แต่อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่มักส่งผลต่อการซื้อขายสินค้า โดยเฉพาะพืชผัก ผลไม้ที่ออกตามฤดูกาล จนทำให้ในวันที่มีมาก เกิดล้นตลาด และราคาตก และจะราคาสูงลิ่วก็เมื่อหายาก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่พบเห็นจนชินตาในบ้านเรา

แต่ทราบหรือไม่ว่า ณ ดินแดนแห่งแอปเปิ้ล อย่าง จังหวัดอาโอโมริ ผู้ผลิตแอปเปิ้ลรายหลักในประเทศญี่ปุ่น เขาสามารถบริหารผลผลิตในหนึ่งฤดูกาลให้สามารถเก็บไว้ขายได้นานถึง 8 เดือน!

หลักการแช่แข็งสินค้าทางการเกษตรถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น โดย คุนิฮิโกะ ฮัตโตริ ประธานบริษัท Taisei Kogyo จำกัด ผู้ให้บริการเทคโนโลยีแช่แข็ง 'HYO-ON' ที่ไม่ใช่แค่การแช่แข็ง แต่ยังสามารถคงคุณสมบัติของพืชผลไว้ได้เหมือนกับเด็ดมาสดๆ จากต้น และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ความหวานของผลไม้กลับมีมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะการเก็บรักษาด้วย Cold Technology ทำให้น้ำออกไปเล็กน้อย คงเหลือไว้แต่รสชาติแน่นๆ เน้นๆ

และด้วยเทคโนโลยีนี้ ยังถูกพัฒนาต่อไปถึงการน็อกปลาที่ไม่ใช่แบบที่ทำกันอยู่ในบ้านเรา... แต่เป็นการน็อกเพื่อให้ฟื้นตื่นขึ้นมาเมื่อต้องการ แค่นำตัวปลามาไว้ในน้ำ รอสักระยะ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า เจ้าปลาลิ้นหมาที่กำลังหลับใหลระหว่างถูกส่งออกไปไกลถึงอเมริกา จะเริ่มกระดิกตัวทีละน้อย กระทั่งพลิกตัวขึ้นมาว่ายน้ำได้อย่างน่าทึ่ง

"เมื่อเราสามารถรักษาคุณภาพของสินค้าไว้ได้จนถึงนอกฤดูกาล แน่นอนว่าเราก็สามารถขายในราคาที่แพงได้ โดยเทคโนโลยีนี้สามารถนำไปใช้ได้กับกว่า 3 พันชนิดสินค้า ทั้งพืช ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ข้าว กาแฟ สาเก โดยยังคงรสชาติที่สดใหม่ได้ด้วย" เขาบอก

ถึงจะทำได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ ฮัตโตริ ยืนยันว่า เขาไม่ได้มีความคิดจะเอาชนะธรรมชาติ แต่ขอเพียงอยู่ร่วมได้อย่างชาญฉลาดเท่านั้นก็พอ!