เหลียวหน้าแลหลัง...เซปัง...สลังงอร์

เหลียวหน้าแลหลัง...เซปัง...สลังงอร์

การท่องเที่ยวมาเลเซียประจำประเทศไทยชวนไปให้รู้จักรัฐสลังงอร์

เป็นรัฐที่ไม่ค่อยคุ้นหูของคนไทย(อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งละ) แต่โดยเนื้อแท้เป็นรัฐที่ใหญ่ มีคนหนาแน่น ใหญ่ขนาดว่าเมื่อมีคนมาเจอดีบุกที่กัวลาลัมเปอร์ จนทำให้มีการขุดดีบุกกันจนรุ่งเรือง กลายเป็นเมืองหลวงที่เจริญของมาเลเซีย สลังอร์ก็กันพื้นที่ให้ไปกลายเป็นพื้นที่ปกครองใหม่กัวลาลัมเปอร์ ไม่ได้อยู่ในอาณัติของสลังงอร์ ตัวเมืองใหม่ปรุตราจายาก็เช่นกัน ก็แบ่งเอาที่ดินสลังงอร์ไปส่วนหนึ่งเช่นกัน คนเลยไม่ค่อยรู้จักสลังงอร์ รู้จักแต่กัวลาลัมเปอร์และปรุตราจายา

ถ้านึกภาพที่ตั้งไม่ออกก็ให้คิดถึงด้านตะวันตกของมาเลเซีย ติดกับกัวลาลัมเปอร์ สลังงอร์เป็นรัฐใหญ่ใกล้กัวลาลัมเปอร์ที่สุด เวลาเรานั่งเครื่องบินไปสนามบินนานาชาติที่เรียก KL นั่นแหละ คืออยู่ในสลังงอร์แล้ว ที่นี่มีท่าเรือเกลังเป็นประตูหน้าบ้านที่รับทั้งความเจริญทางเศรษฐกิจที่มาจากเรือสินค้าและวัฒนธรรมต่างเชื้อชาติที่มาทางเรือ จีน อินเดีย ที่มารวมกันกลายเป็นกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาเลเซีย ส่วนใหญ่ผ่านท่าเรือเกลัง สลังงอร์มาทั้งนั้น

เมืองใหญ่ๆ อย่างเกลังเราจึงเห็นว่ามีอาคารร้านค้าที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปที่ยังคงรักษาไว้อย่างครบถ้วนและสวยงาม เรียกว่าถ้าชอบบ้านเก่าเมืองเก่า มาเกลังไม่มีผิดหวัง พูดถึงอาคารเก่าแล้วเลยว่าถึง The Royal Gallery ซะเลย ที่นี่บางทีเรียกหอศิลป์สุลต่านอับดุลอาซิส สร้างขึ้นโดยสุลต่านชาราฟัดดินอิดริสชาห์ ซึ่งเป็นสุลต่านปกครองรัฐสลังงอร์องค์ปัจจุบัน เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแก่พระบิดาคือ สุลต่านซาลาฮัดดิน อับดุล อาซิส ชาห์ เขาเปิดให้เข้าไปเยี่ยมชมในปี ค.ศ. 2002 นี่เอง

ทำเลที่ตั้งก็อยู่ตรงสามแยกย่านเมืองเกลังพอดี ติดกับไปรษณีย์ ห่างสถานีรถไฟไม่มาก ที่นี่มีความโดดเด่นหลายอย่างนับแต่อาคารที่สร้างแบบยุโรป จึงดูเด่นเป็นสง่า ภายในจัดแสดงประวัติของสลังงอร์และข้าวของเครื่องใช้ เครื่องราชอิสริยาภรณ์สารพัดของอดีตองค์สุลต่าน ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งเป็นสุลต่านองค์ที่แปดแห่งรัฐสลังงอร์ในปี ค.ศ.1960 และขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ในปี ค.ศ.1999 ซึ่งล้วนแล้วแต่ทรงคุณค่ามาก

การจัดแสดงก็ดูไม่เบื่อ เอาเป็นว่าไปสลังงอร์ไม่แวะไปที่นี่ก็เสียดาย ตอนนี้รัฐบาลมาเลเซียกำลังขยายเมืองออกไปด้านนอกกัวลาลัมเปอร์ เมื่อการคมนาคมสะดวก สลังงอร์จึงคือคำตอบ เดี๋ยวนี้สลังงอร์มีเมืองใหม่ที่เกิดขึ้นมามากมาย และตั้งใจทำให้เป็นจุดน่าสนใจให้ได้ อย่างการสร้าง I City ซึ่งเป็นเมืองใหม่ที่สร้างขึ้นมาทั้งหมด สร้างให้เป็นเหมือนแหล่งท่องเที่ยวก่อน ซึ่งมีทั้งสวนสนุก พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งของคนดังต่างๆจากทั่วโลก มีภาพสามมิติอย่างที่บ้านเรากำลังฮิตกัน มีร้านอาหาร ย่านชอปปิ้ง แล้วตอนกลางคืนเขาจะมีสวนไฟ คือจัดเป็นสวนที่ประดับไฟสวยงามมาก ทุกวันนี้มีบริษัททัวร์พานักท่องเที่ยวไปจนหนาตา นี่ขนาดว่ายังสร้างไม่เสร็จ แต่ดูท่าว่าเมื่อเมืองนี้เสร็จสมบูรณ์น่าจะมีร้านค้า ผู้คนออกมาทำมาค้าขาย มีโรงแรมตามขึ้นมาแน่ๆ

นอกจากนี้สลังงอร์ยังมีโรงงานที่ทำผลิตภัณฑ์จากดีบุก เป็นแหล่งผลิตสินค้าจากดีบุก เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปดูประวัติ วิธีการทำสินค้า แล้วก็ออกมาชอปปิงสินค้าจากดีบุก ไหนจะมีโรงงานผลิตช็อคโกแลตที่ขึ้นชื่อของเขาอีก เหล่านี้เขาทำเป็นที่เที่ยว หยิบจับเอาจากอุตสาหกรรมในเมืองออกมาทำเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวได้อย่างแนบเนียน

แต่ที่ขึ้นชื่อของรัฐสลังงอร์ก็คือ สนามแข่งมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกอย่าง โมโต จีพี หรือ ฟอร์มูลา วัน ที่เมืองเซปัง ส่วนใหญ่ก็เรียกกันว่าสนามเซปังเอินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ตามชื่อเมือง สนามนี้ถูกบรรจุในปฏิทินการแข่งขันกีฬาประเภทนี้ในระดับโลกมา 15 ปี

โดยส่วนตัวผมไม่ได้หลงใหลการแข่งกีฬาแบบมอเตอร์สปอร์ตอะไรเลย แต่พอได้เข้าไปเห็นบรรยากาศ ตั้งแต่การเตรียมการ การออกร้านของสิ้นค้าที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งช่วงของการแข่งขัน เสียงแว้นๆ ของมอเตอร์ไซค์ที่เข้าแข่งขัน สาดโค้งไปมา ชนิดเข่าระพื้น ขนาดว่าผมนี่ไม่รู้จักนักแข่งอะไรเลย ไม่รู้ว่าใครชื่ออะไร ใครเป็นนักแข่งชาติไหน ใครอันดับดี ใครอันดับบ๊วย ไม่รู้เลย แต่พอดูจนจบการแข่งขันบอกได้คำเดียวว่ามัน สนุก และสะใจมาก

พอกลับมาจึงมาค้นข้อมูลเขาบอกว่าปีนี้ มาร์ค มาร์เกวซ หนุ่มวัย 21 ปี สังกัด เรปโซล ฮอนด้า ควบมอเตอร์ไซค์แว้นนี่คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ไปเรียบร้อยแล้ว จะมาเควชหรือมาไหนผมไม่รู้ รู้แต่ว่าบรรยากาศมันสนุก เร้าใจ มิน่าบรรดาคนที่นิยมกีฬาแบบนี้เขาถึงหลั่งไหลกันมาดู ไม่เฉพาะในคนมาเลเซียเอง แต่มากันจากทั่วโลกทีเดียว

บ้านเรา ผมได้ยินข่าวมาว่าคุณเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ เขาก็สร้างสนามแข่งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์แบบนี้เสร็จแล้ว อยู่ใกล้ๆ กับสนามฟุตบอลไอโมบาย ใครที่ไม่เคยเข้าไปดู ไปสัมผัสบรรยากาศ ถ้าไปถึงสนามเซปังไม่ได้ ลองดูที่สนามบุรีรัมย์ ผมว่าบรรยากาศไม่น่าต่างกัน

จากการได้ไปเห็นการพัฒนาของประเทศเพื่อนบ้าน การสร้างจุดขายเพื่อดึงดูดผู้คน จึงอาจจะเรียกว่า ในนาทีนี้ใครไม่พัฒนา ใครเคยค้าขายแบบตามใจซื้อก็ขายไม่ซื้อฉันก็นั่งเล่นเฟส แบบนี้จะตกขบวน ที่มาเลเซียรัฐบาลเขาขยับอย่างมาก บ้านเรา ภาคเอกชนขยับกันแล้ว แต่ไม่รู้ภาคราชการขยับไปมากน้อยขนาดไหน

ปี 58 ที่จะเริ่มเข้าสู่การเป็น AEC อย่างเต็มตัวนั้นต้องนับถอยหลังแล้ว เราอย่านับถอยหลังแต่เวลา การตื่น ตระหนักรู้และปรับตัว ถึงจะอยู่ได้ในโลกยุคใหม่