วัดบัวขวัญ..ปั่นจนหลง

วัดบัวขวัญ..ปั่นจนหลง

บ้านผมอยู่กรุงเทพฯฝั่งตะวันออก อยู่ตรงรอยต่อลาดกระบังกับสมุทรปราการ

ด้วยถิ่นฐานที่อยู่มาแต่กำเนิดจึงทำให้ผมไม่ค่อยรู้จักมักจี่กับกรุงเทพฯฝั่งอื่นๆ หรือแม้กระทั่งจังหวัดใกล้เคียงอย่างนนทบุรี

แต่ด้วยการงานที่พาให้ผมได้เดินทางไปนู่นมานี่ ทำให้ผมกับที่อื่นได้รู้จักกันมากขึ้น...

บ่ายของวันธรรมดาที่แสนธรรมดา ใครต่อมิใครก็ทำงานเป็นธรรมดา ผมเองก็เช่นกัน ผมใช้เวลาทั้งช่วงบ่ายอยู่ในห้องประชุมที่สำนักงานปปช. ละแวกสนามบินน้ำ นนทบุรี

อย่างที่บอก...นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้มาแถวนี้ แต่ด้วยการงานที่อยู่ตรงหน้าจึงไม่ทำให้ผมตื่นเต้นอะไรมากนัก แต่ทันทีที่สะสางงานเสร็จสิ้นก็นึกขึ้นได้ว่าเพิ่งยืมจักรยานแบบพับของน้ามาใช้และตอนนี้มันกำลังนอนขดตัวอยู่ที่ท้ายรถผมพอดี อย่างนี้คงต้องหาเรื่องปั่นจักรยานเล่นแถวนี้สักหน่อย

ผมเปิดท้ายแล้วยกจักรยานมากางออก สวมหมวกกันน็อค สวมถุงมือ แต่ชุดยังเป็นชุดทำงาน ดูไม่พร้อมเอาเสียเลย แต่ที่ไม่พร้อมยิ่งกว่าคือข้อมูลของที่ที่ผมจะปั่นไป อันที่จริงคือไม่มีอะไรในหัวเลยมากกว่า

แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่ขับรถมาเห็นป้ายวัดสวนแก้ว คิดว่าไม่น่าไกลนัก เอาล่ะ ไปวัดสวนแก้วก็ดี เพราะได้ยินชื่อมานานแล้ว และผมก็ปั่นจักรยานออกไป ทว่าแค่ถึงหน้าถนนผมก็เหลือบเห็นป้ายที่เขียนว่า "วัดบัวขวัญ พระอารามหลวง" แต่เป้าหมายของผมคือวัดสวนแก้วนี่นา ผมสลัดภาพป้ายวัดบัวขวัญออกไปจากหัว แล้วมุ่งหน้าไปยังวัดสวนแก้วต่อไป

ทว่าไม่ถึงสิบเมตรผมก็เห็นป้ายแบบเดียวกับเมื่อกี้อีก ถัดไปอีกนิดก็เจอป้ายอีก เจอป้ายแบบเดียวกันนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งผมเผลอปั่นจักรยานไปตามป้ายนั้นไป

จากสำนักงานปปช.ไม่ไกลนักก็จะเจอสามแยกที่ตัดกับถนนติวานนท์ แน่นอนว่าที่สามแยกแห่งนี้ต้องมีป้ายวัดบัวขวัญ พอไฟสัญญาณจราจรเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว ผมก็เหยียบบันไดจนจักรยานทะยานไป แต่ก็ต้องกำเบรกสุดแรงเพราะรถแท็กซีสีชมพูน่ารัก แต่ขับรถไม่น่ารักเอาเสียเลย แท็กซีคันนั้นปาดขึ้นมาทางซ้ายเพื่อแซง อย่างที่รู้กันว่าจักรยานถูกกำหนดเชิงบังคับให้ต้องชิดซ้าย แต่ในเมื่อพี่แท็กซีกินเลนผมไปแล้วก็จำใจให้เขาไป แต่ที่เคืองจนต้องมาเล่าก็เพราะหากคนปั่นยังไม่มีประสบการณ์ปั่นออกถนนใหญ่นี่อาจเกิดอุบัติเหตุก็ได้ อย่างไรก็ตาม คนขับรถยนต์ก็ใส่ใจคนปั่นจักรยานด้วยเถิดครับ...ขอร้อง

หงุดหงิดพี่แท็กซีไม่ทันหายก็เจอป้ายให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปในซอย ผมจำชื่อและเลขซอยไม่ได้ แต่มั่นใจได้ว่าถ้าเพื่อนนักปั่นมากันเองก็ไม่น่าจะหลง เพราะมีป้ายบอกชัดเจน

ปั่นตรงเข้าไปในซอย เลี้ยวซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ไปตามทางหลักอย่างเดียว ประเดี๋ยวเดียวก็เจอวัดบัวขวัญอยู่ในซอยทางซ้ายมือ

ตลอดทางที่ปั่นมาถนนหนทางถือว่าไม่เลวร้ายนัก มีก็แต่ทางที่ตัดกับทางลัดไปขึ้นทางด่วนนั่นล่ะที่ต้องใช้ทักษะเสือภูเขาพอสมควร เพราะเป็นทางขรุขระ มีฝุ่น มีร่องระบายน้ำ มีรถสวนไปสวนมา เอาเป็นว่าจุดนี้เป็นด่านบอสเลยทีเดียว แต่ถ้าผ่านไปได้ก็ไม่มีอะไรน่ากังวล (นอกจากรถเยอะมาก และซอยแคบไปนิด)

จากคำบอกเล่า วัดนี้มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งในสมัยนั้นเป็นเพียงสำนักสงฆ์กลางท้องนาเท่านั้น เมื่อมีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา ก็เริ่มพัฒนาเป็นวัด โดยสมัยแรก พระครูปรีชาเฉลิม หรือหลวงปู่แฉ่ง วัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหารเป็นผู้ริเริ่มสร้างวัดขึ้น โดยมีผู้มีจิตศรัทธาหลายคนร่วมบริจาคที่ดิน และได้รับอนุญาตให้สร้างขึ้น เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2435 ต่อมาก็มีหลวงปู่ฉ่ำมาเป็นเจ้าอาวาส ปกครองวัด หลังจากหลวงปู่ฉ่ำมรณภาพ วัดก็ว่างเว้นจากพระสงฆ์ ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงวัด กลัววัดจะร้าง จึงได้ไปนิมนต์พระอธิการพยุง จตฺตมโล จากวัดกำแพงมาเป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่ปี พ.ศ.2491 และได้บูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุ พัฒนาวัดเจริญเรื่อยมาจนมีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคที่ดินสร้างวัดเพิ่ม คือ นายบัว ฉุนเฉียว เป็นผู้บริจาคที่ดิน

เดิมทีนั้นวัดชื่อว่าวัดสะแก ได้เปลี่ยนมาเป็นชื่อวัดบัวขวัญ เพื่อให้เป็นเกียรติแก่นายบัว ฉุนเฉียว และวัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2506 (จากหนังสือสมโภชพระอารามหลวง วัดบัวขวัญ)

หากมองภายนอกวัดบัวขวัญไม่โดดเด่นอะไรมากนัก อาจเพราะภายในวัดมีหลังคาครอบคลุมเกือบเต็มพื้นที่ ทำให้วัดนี้ดูร่มครึ้ม (จนเกินไป) ทว่าเมื่อเดินชมรอบๆ แล้วสังเกตได้ว่าวัดบัวขวัญเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการมาวัดเดียวได้กราบไหว้บูชาครบทั้งพระไทย พระจีน เทพ สะเดาะเคราะห์ ทำบุญ ทำทาน เช่าบูชาเครื่องรางของชลัง ต่างๆ นานา

แต่ด้วยเวลาจำกัดจำเขี่ยเพราะออกมาจากสำนักงานปปช.ก็เกือบจะเย็นแล้ว จึงแทบจะไม่ได้กราบไหว้อะไรมากนัก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะยกมือไหว้เทพแห่งความรัก (เขาว่ากันอย่างนั้น) นั่นคือ พระตรีมูรติ อันเกิดจากการอวตารรวมของพระเป็นเจ้าสูงสุดทั้งสามองค์ในศาสนาฮินดู ได้แก่ พระพรหม (พระผู้สร้าง), พระวิษณุ (ผู้ปกป้องรักษา) และพระศิวะ (ผู้ทำลาย) หากเปรียบเป็นหลักธรรมคือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

สำหรับความเชื่อที่ว่าพระตรีมูรติเป็นเทพเจ้าแห่งความรัก (ฝรั่งคงว่าคิวปิด) ชาวไทยบางกลุ่มเชื่อว่าพระตรีมูรติเป็นเทพเจ้าแห่งความรัก ดลบันดาลให้คนสมหวังในความรักนั้นไม่มีหลักฐานปรากฏชัดว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่เป็นธรรมเนียมนิยมไปแล้ว

ก่อนออกจากวัดผมลองเดินไปที่หลังวัด อันที่จริงผมตามกลิ่นแปลกๆ ไป จนกระทั่งเจอกับต้นตอของกลิ่น พวกมันกำลังกินหญ้าแห้งอย่างเอร็ดอร่อย มันคือวัวและควายที่ทางวัดนำมาให้ผู้มีจิตศรัทธาได้ทำบุญไถ่ชีวิตโคกระบือ ผมกับโคกระบือห้าหกตัวนี้ได้สบตากันเพียงครู่เดียว เพราะผมต้องรีบกลับไปก่อนฟ้ามืด

ผมกลับไปที่จักรยานซึ่งจอดพิงไว้กับเสาในวัดโดยไม่ได้ล็อก นี่ถือเป็นความสามารถเฉพาะตัวบวกดวงด้วย เพราะโอกาสจะกลับมาเจอเสาว่างเปล่าก็มีไม่ใช่น้อย

ผมปั่นจักรยานออกมาอย่างเร่งรีบ แล้วด้วยความเร่งรีบนั้นเองทำให้ผมปั่นเลยไปไหนต่อไหน ตอนนี้ผมจำไม่ได้แล้วว่ามาจากซอยไหน หลังจากออกจากวัดผมก็ต้องมาเข้าเขาวงกตต่อ เข้าซอยนู้นออกซอยนี้อยู่เกือบชั่วโมงจนฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง พระอาทิตย์ใก้ลับขอบฟ้า แต่ผมยังไม่รู้เลยว่าจะกลับอย่างไร

แม่เคยสอนว่าถ้าหลงทาง...ทางอยู่ที่ปาก ให้ถามใครก็ได้ ผมมองหาคนที่น่าถามได้ แต่ตอนนั้นเจอแต่รถที่ขับผ่านไปผ่านมา ผมมองตามรถกระบะคันโตไปแล้วสายตาก็สะดุดกับป้ายที่คุ้นตาเมื่อไม่นานนี้... วัดบัวขวัญ พระอารามหลวง

ผมปั่นไปตามป้าย เพื่อไปเริ่มต้นที่วัดอีกครั้ง แล้วค่อยๆ ปั่นสวนทางกับลูกศรที่ป้ายชี้ จนกระทั่งมองเห็นถนนติวานนท์อยู่ลิบตา หมายความว่าผมรอดแล้ว...

แถมยังมีพี่รถสามล้อปั่นเป็นเพื่อนตอนออกจากซอยด้วย แต่ไม่ทันได้คุยกับพวกพี่ๆ เขา ไว้วันหลังจะมาแวะคุยด้วยนะครับ วันนี้รีบกลับ เดี๋ยวฟ้ามืดจะมองไม่เห็นป้ายเสียก่อน