เส้นทางแข้งทอง

เส้นทางแข้งทอง

กว่าฮีโร่นักเตะจะโลดแล่นในสนามอย่างที่หลายๆ คนฝัน.. ความจริงที่อยู่เบื้องหลัง มันมากกว่าแค่ 'พรสวรรค์' ที่มี

ต้องยอมรับว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟุตบอลไทยกำลังบูม มีเม็ดเงินมหาศาลหมุนเวียนอยู่ในวงการทั้งจากสปอนเซอร์และจากการลงทุนซื้อนักเตะฝีเท้าดีด้วยมูลค่าสูงถึงหลักล้าน มีเอเย่นต์ฟุตบอลที่คอยเป็นคนกลางเจรจาต่อรองให้ระหว่างนักเตะและสโมสรเพิ่มขึ้น จากจำนวนนักเตะอาชีพที่มีอยู่ในไทยพรีเมียร์ลีกกว่า 500 คน ไทยลีก ดิวิชั่น 1 หรือ 'ดี 1' กว่า 400 คน ดิวิชั่น 2 (กึ่งอาชีพ) หรือ 'ดี 2' อีกกว่าพันคน แถมด้วยการเกิดขึ้นของโรงเรียนกีฬาตามจังหวัดต่างๆ ราวกับดอกเห็ด ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เส้นทางสู่อาชีพนี้อาจไม่ได้เป็นแค่ความฝันที่เอื้อมถึงยากอีกต่อไป

เพียงแต่กว่าจะถึงจุดที่เป็นจริงได้ (ว่าที่) นักเตะต้อง “พา” ตัวเองไปอย่างไร

เปิดเกม

"ตั้งแต่จำความได้ก็ชอบบอลแล้วครับ" วิน -วิธวินทร์ คลอวุฒิวัฒน์ นักฟุตบอลสังกัดสโมสรชัยนาท ฮอร์นบิล วัย 23 ปีเอ่ย

พอรู้ตัวว่าหลงรักกีฬาชนิดนี้เข้าแล้ว ก็ทำให้วินเตะลูกหนังกลมๆ นี้มาตลอด ช่วงแรกในวัยเด็ก อาจจะเล่นเพราะสนุกที่ได้ออกกำลังกาย แต่ด้วยความขยัน “เล่น” อยู่เรื่อยๆ และด้วยพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัวก็ทำให้มี "แมวมอง" มาชวนไปเก็บตัวสำหรับเล่นทีมชาติตั้งแต่อายุ 11 ขวบ

แม้บ้านเกิดจะอยู่เชียงใหม่ แต่ด้วยโอกาสที่หยิบยื่นมาให้ก็ทำให้เขาเลือกเส้นทางของตัวเองด้วยการตัดสินใจเริ่มเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี ใน "โควตานักกีฬา" ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้น ป.6

"เราได้ไปเรียนบอลด้วย มันก็เป็นทางที่เราชอบ เรียนฟรี กินฟรี อยู่ฟรี เป็นโครงการพิเศษ มันต่อเนื่องมาจากที่มีโค้ชทีมชาติมาเห็นเราแข่ง ก็มีโค้ชของโรงเรียนมาเห็น เขาเลยชวนไป" วินเล่า

วินใช้ชีวิตเป็นนักเรียนที่ต้องซ้อมฟุตบอลเช้า-เย็นทุกวัน ตั้งแต่ ป.6 จนกระทั่งจบ ม.6 เขาเองก็ยอมรับว่า เรื่องเรียนในห้องเรียนนั้นดรอปลงไป เพราะต้องให้เวลากับการซ้อมอย่างหนัก แต่ก็ทำให้เขาได้เป็นนักเตะ "มีสังกัด" โดยอยู่ในสังกัดสโมสร รับเงินเดือน ตั้งแต่ตอน ม.4

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของวินก็คือ ช่วง ม.5 ที่ได้รับ "โอกาส" ในการเข้าไปเล่นทีมชุดเยาวชนทีมชาติ อายุต่ำกว่า 17 ปี และได้แชมป์กลับมาจากสิงคโปร์ ทำให้ชื่อของ วิน-วิธวินทร์ ในฐานะนักเตะกองหลังเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และตั้งแต่นั้นมา เขาก็ติดทีมชาติมาเรื่อยๆ ด้วยอายุ 19, 20, 21 และ 23 ปี

วินบอกว่า เขาคิดที่จะเล่นฟุตบอล เป็น "อาชีพ" ตั้งแต่อายุ 17 หลังจากที่ติดทีมชาติแล้ว และจากผลงานที่เข้าตา ก็ทำให้เขาได้โอกาสจากทีมดังอย่าง "เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด" ตกลงเซ็นสัญญาหลังจากที่เขาจบ ม.6

"ตอนเริ่มต้นเลย ที่เราเป็นเด็ก เรื่องขยันซ้อมอะไรก็เฉยๆ ผมคิดว่าสนุกมากกว่า ไม่ได้คิดว่าเราจะไปต่อยังไง ไม่เคยคิด ไม่เคยวางแผนให้มันเป็นอย่างนั้น มันมีโอกาสเข้ามามันก็น่าลอง” วินเอ่ยถึง “โอกาส” ที่เข้ามาจนทำให้เขามีทุกวันนี้

"ก่อนจะเป็นนักฟุตบอล ก็ต้องมี 'โอกาส' ในการเล่นฟุตบอล" อุทัย บุญเหมาะ หรือ โค้ชทัย โค้ชประจำอะคาเดมี่ของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ผู้คลุกคลีอยู่กับเด็กที่ฝันอยากจะเข้าวงการลูกหนังมาเกือบ 10 ปี เอ่ยย้ำ

ฟังเหมือนเป็นเรื่องตรงไปตรงมา แต่ปัญหากลับอยู่ตรงที่ว่า ความแตกต่างของโอกาสที่แต่ละคนได้รับ

"วงการฟุตบอลไทยมันยังไม่เข้าถึงในระดับท้องถิ่นที่เป็นรากหญ้าจริงๆ ส่วนใหญ่ ถ้าใครฝีเท้าดี เขาก็จะเริ่มเข้ามโมสรกันแล้ว ตั้งแต่อายุ 11-12" โค้ชทัย บอก

ครึ่งแรก

หากโอกาสเป็นเหมือนการเปิดเกม นั่นย่อมแปลว่า ทั้งหมดคือการเริ่มต้น..

"พอเข้าไป มันยากกว่าที่เราคิดเยอะ" วินบอก และเล่าถึงความพยายามที่เขาต้องฝึกฝนตัวเองอยู่ตลอดระหว่างที่อยู่ทีมดังอย่างเมืองทองฯ ว่า การเข้าไปอยู่ในทีมที่เก่งก็เหมือนได้เปิดเอากะลาออก เขาต้องดูแลตัวเองดีขึ้น และซ้อมให้หนักขึ้น

"ตอนเช้าประมาณแปดโมง ก็เข้าห้อง weight training เพราะตอนนั้นไม่มีกล้ามเนื้อก็ต้องเข้าไปเสริมตัวเอง เพราะว่ารู้สึกว่า เรายังขาดตรงนี้อยู่ ต้องเร่งตามพี่ๆ ให้ทัน"

ความพยายามที่เกิดในเส้นทางของนักฟุตบอลอาชีพต้องไม่มีคำว่า ย่อหย่อน เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับ ตั๊ก-สุมัญญา ปุริสาย กองกลาง สโมสรแบงค็อก ยูไนเต็ด วัย 28 ปี ที่ต้องพยายามตั้งแต่เริ่มต้นสอบเข้าโรงเรียนกีฬาโดยใช้เวลาลองสอบอยู่สองปี หลังจากความพยายามในการเข้าโรงเรียนกีฬาอุบลราชธานีในครั้งแรกตอน ม.1 ไม่สำเร็จ อีกปีต่อมา เขาก็สอบอีกครั้งที่โรงเรียนกีฬาศรีสะเกษ และสามารถเข้าไปเรียนได้อย่างที่หวัง

การเลี้ยงลูกอยู่บนทางนี้ได้ นอกจากจะต้องแข่งขันกับคนอื่นแล้วก็ยังต้องแข่งขันกับตัวเองในการลับคมฝีเท้าให้ทันหรือมากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งตั๊กก็ไม่หยุดพยายามหลังจากที่สอบเข้าไปเรียนได้แล้ว

"ตอนสอบคัดคือการแข่งขันกับพวกที่มาคัดด้วย แล้วพอเข้าไปแล้วก็ต้องแข่งขันกับเพื่อนร่วมทีม เพื่อที่จะลงเป็นตัวแรก หรือเพื่อที่จะมีชื่อแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ต่างๆ" ตั๊กเล่า

เมื่อได้เรียนที่โรงเรียนกีฬา ตั๊กก็ได้แข่งประมาณ 2-3 เดือนครั้ง แม้เขาจะเลือกเรียนโรงเรียนกีฬาเพราะความรักในฟุตบอล แต่พอได้มีโอกาสลงแข่งในระดับจังหวัด สมัยเรียน ม.5 ก็ทำให้ตั๊กคิดที่จะเล่นฟุตบอลเป็นอาชีพตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

"โค้ชเขาส่งชื่อผมไป ช่วงแรกก็ไม่ได้เล่นเท่าไหร่ รุ่นพี่เขาเล่นกันหมดเลย แต่ก็ได้ไปซ้อมกับเขาด้วย ถ้าเขาเจ็บ หรือขาด เขาก็เอาผมไปเล่น แต่ก็ไม่ใช่ตัวหลักๆ เพราะเขาก็เอาพี่ก่อน ตอนนั้นก็ได้เป็นเงินเดือนแล้ว ประมาณสามพัน ไม่เกินห้าพัน ก็ดีใจ ไม่คิดว่าจะได้” ตั๊กเอ่ยถึงความภูมิใจครั้งแรกๆ ในการเล่นฟุตบอลอาชีพของเขา ก่อนจะมีแมวมองจากโอสถสภามาดึงตัวไปด้วยเงินเดือนที่สูงขึ้นในหลักหมื่น และหลังจากนั้นก็ได้เล่นให้บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ด้วยเงินเดือนที่เขยิบสูงขึ้นอีกระดับ

ต่างกับ เพียว-รัตนัย ส่องแสงจันทร์ ผู้รักษาประตู สโมสรเพื่อนตำรวจ วัย 19 ปี ที่เริ่มจริงจังกับการเล่นฟุตบอลตั้งแต่อยู่ ป.5 ด้วยการเรียนเพิ่มทักษะจากอะคาเดมีที่สอนฟุตบอลเด็ก โดยมีเป้าหมายเพื่อเข้าโรงเรียนกีฬาให้ได้ เวลานั้นเพียวต้องแสดงให้ทุกคนเห็นว่า ตัวเองมีฝีมือพอที่จะเข้าไปเรียนได้ และเป้าหมายของเขาก็ไม่ได้หยุดแค่นั้น เขาคิดที่จะเล่นฟุตบอลเป็นอาชีพตั้งแต่สอบคัดเลือกเข้าโรงเรียนกีฬาแล้ว

"ที่โรงเรียนกีฬา เรียนครึ่งวัน ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง แล้วเย็นกลับมาก็ซ้อมประมาณ สามโมง สี่โมง เลิกหกโมงทุกวัน ก็ไปอยู่ได้ 4 ปี ถึง ม.4 แล้วก็ย้ายออก เพราะอยากหาที่ใหม่ ตอนแรกที่ผมเข้าไป เพราะมีโค้ชประตู พออยู่ไป คนก็ออก ผมอยู่นั่นเหมือนกับว่าไม่ได้พัฒนาอะไร ก็เลยออกมาหาที่เรียนใหม่”

หลังจากนั้น เพียวก็ได้เข้าโรงเรียนสารวิทยา ในฐานะนักกีฬาที่ต้องซ้อมและเรียนไปด้วย แต่เนื่องจากโรงเรียนนี้ไม่ใช่โรงเรียนกีฬา การที่ต้องเรียนเต็มเวลาและซ้อมในตอนเย็น ทำให้ต้องเหนื่อยกว่าเดิม แต่ก็ไม่คิดที่จะ “หยุด” และจากการเรียนที่นี่เองทำให้เขามี “โอกาส” รู้จักกับโค้ชที่ดึงตัวเขามาเล่นกับทีม “อินทรีเพื่อนตำรวจ”

"เพื่อนก็มีทั้งเล่นต่อและไม่เล่นต่อ พอจบช่วงมัธยมก็ไปหาสโมสรอยู่กัน ส่วนมากก็จะเริ่มจาก 'ดี 2' ไม่ก็ 'ดี 1' เพราะว่าถ้ามาไทยลีกเลย มันยาก ผมได้โชคด้วย คนอื่นก็มีไปคัด หรือไม่ก็มีแมวมองมาดูแล้วดึงไปอยู่ด้วย ถ้าไม่มีแมวมอง ต้องไปหาที่คัด ที่ไหนเขาเปิด ก็ต้องไปหา แต่ส่วนใหญ่เขาก็ดึงมาทดสอบฝีเท้าก่อน ถ้าเล่นดีก็ชวนมา" เพียวเล่าให้ฟังถึงหนทางการก้าวเข้าเป็นนักเตะของสโมสร

ครึ่งหลัง

"ทุกคนก็ต้องเคยเบื่อ เราทำอะไรทุกวัน มันก็ต้องมีเบื่อกันบ้าง ถ้าวันไหนเราเล่นไม่ดี ฟอร์มไม่ดี เราก็ต้องเซ็ง ไม่อยากเล่นแล้ว" ผู้รักษาประตูวัย 19 ปี แห่งทีมเพื่อนตำรวจ เล่าถึงความรู้สึกในบางขณะที่ต้องฝึกซ้อมฟุตบอลมาตลอดตั้งแต่อายุ 10 ขวบ แต่สิ่งที่ทำให้เขายังมุมานะได้อยู่ตลอดก็คือ “ความฝัน”

“ผมว่า เราต้องมีอนาคต ต้องทำวันต่อไปให้ดีที่สุด ความฝันตอนนี้ก็อยากติดทีมชาติชุดใหญ่ ก็ต้องขยันฝึกซ้อม ต้องตั้งใจ” มือกาวทีมอินทรีเพื่อนตำรวจบอก

เมื่อเป็นนักบอลอาชีพอย่างเต็มตัว หลังจบ ม.6 เพียวก็ได้เล่นอยู่ในทีมสำหรับแข่งดิวิชั่น 2 ซึ่งเป็นทีมรองราว 1 ปี จากนั้นก็ถูกดึงตัวมาเล่นชุดใหญ่ ถ้าเข้าช่วงฤดูกาลการแข่งขัน ในหนึ่งสัปดาห์ เขาต้องฝึกซ้อมกับทีมตลอด วันละ 2-3 ชั่วโมง โดยมีวันหยุดเพียง 1-2 วัน

"ถ้าเรายิ่งฝึกซ้อมเร็วๆ ตั้งแต่ 8-9 ขวบ โตมาก็น่าจะเก่งแน่นอน ผมจริงจังตอน 10 ขวบ ก็เกือบช้าไป เพราะช่วงนั้นมันเป็นช่วงพัฒนา มันจำทุกอย่างที่เราทำ" เพียวแนะนำ

แม้จะมีท้อบ้าง แต่หากได้ลงเล่น ก็เป็นความภูมิใจของนักกีฬา แต่ถ้าไม่ได้รับโอกาสนั้น ก็ถึงเวลาที่หลายคนต้องเลือกเพื่อที่จะต่อเวลาเกมนี้ออกไปได้อย่างมีความหวัง

"นักบอล มันต้องลงเล่น ไม่ลงเล่น มันก็ไม่มีการพัฒนา" วินเผยถึงเหตุผลที่ทำให้เขาย้ายทีม หลังจากที่เขาเป็นตัวสำรองอยู่ที่เมืองทอง ยูไนเต็ด อยู่ 2 ปี และถูกยืมตัวไปเล่นที่สุพรรณบุรีเอฟซีอีก 1 ปี เขาก็ตัดสินใจไปอยู่กับทีมนกใหญ่พิฆาต 'ชัยนาท ฮอร์นบิล' ด้วยข้อตกลงที่เจรจากันระหว่างสโมสร และหลังจากใช้เวลาปรับตัวอยู่ที่ชัยนาท 5-6 เดือน เขาก็ได้เล่นเป็นตัวจริงตามที่ตั้งใจ รับเงินเดือนจากสโมสรหลายหมื่น แต่วินบอกว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็ต้องมีการแข่งขันตลอด สิ่งที่เขาทำ ก็คือ การไม่หยุดพัฒนา เพราะศาสตร์ฟุตบอลนั้นไม่มีสิ้นสุด

“บางอย่าง ก็ทำได้ แต่ว่ามันก็ยังมีองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่มันยังไม่เต็มที่ สำหรับผม ก็เล่นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่ไหว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหยุดพัฒนา” วินบอก

เช่นเดียวกับ ตั๊ก ที่เคยโชว์ฟอร์มเยี่ยมสมัยแข่งในระดับดิวิชั่น 1 แต่เมื่อบุรีรัมย์ยุบทีมรองอย่างดิวิชั่น 1 ลง แม้จะได้รับการเลือกให้อยู่ในทีมใหญ่ต่อไป (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด) แต่เขาก็ทำได้แค่นั่งข้างสนามในฐานะตัวสำรอง จึงตัดสินใจขอลาออกจากทีมใหญ่อย่างบุรีรัมย์ฯ เพราะกลัวว่าตัวเองจะไม่ได้ลงแข่งและหมดโอกาสในการพัฒนา

"ถ้าไม่ใช้งานเราแล้ว แล้วเราอยู่ เราก็ซ้อมอย่างเดียว เราไม่ได้แข่ง ถ้าเราอยู่มันก็คืออยู่ได้ แต่ถ้าเราออกมา ได้แข่ง มันก็จะพัฒนากว่า" ตั๊กเล่า และจากเหตุผลนี้ เขาเลยย้ายไปเล่นกับสโมสรชัยนาท ฮอร์นบิลเป็นตัวจริงเป็นเวลา 2 ปีกว่า ก่อนจะตัดสินใจย้ายทีมอีกครั้งสู่ สโมสรแบงค็อก ยูไนเต็ด เตรียมที่จะปรับตัวกับกับทีมชุดใหม่และพัฒนาฝีเท้าต่อไป

ต่อเวลา

แม้สิ่งที่ทำให้หลายคนได้กลายมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ก็คือ โอกาส แต่หลังจากมีโอกาสแล้ว โค้ชทัยบอกว่า เด็กก็ต้องมีความมุ่งมั่นในการฝึกซ้อม และมีวินัยในตัวเองให้ได้ ถึงจะเป็นเด็กที่เข้าตา และเขา (รวมถึงโค้ชคนอื่นๆ) อยากจะพัฒนาต่อให้

...แต่ถ้าไม่ได้โอกาสนั้น ก็ยังมีโอกาสอื่นรอสแตนด์บายอยู่เสมอ

“พอโอกาสมันไม่มีแล้ว เราหาสิ่งที่มันใกล้เคียงที่สุด อย่างผมอยากเป็นนักฟุตบอล แต่วันหนึ่งผมได้มาเข้าสู่การเป็นโค้ชด้วยการอบรม มันก็ต้องเลือกสิ่งที่เราสามารถจะทำได้” โค้ชทัยเผยถึงความฝันที่ครั้งหนึ่งเขาก็อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพเช่นกัน

จากการที่โค้ชทัยได้รู้จักเด็กมาหลายคน เขาบอกได้เลยว่า ความฝันสูงสุดของเด็กกลุ่มนี้ก็คือ การได้เล่นในนามทีมชาติไทย (ชุดใหญ่)

แต่ความฝันบนเส้นทางนี้ก็ดูเหมือนจะไม่สิ้นสุดง่ายๆ อย่างคนที่เคยติดทีมชาติมาแล้วหลายปีอย่างตั๊ก ก็ยังมีฝันต่อในการได้แชมป์ฟุตบอลไทยลีก หรือมีโอกาสไปเล่นกับสโมสรต่างประเทศต่อไป ก่อนจะถึงวันที่เล่นไม่ได้

“ถ้าเลิกเตะบอล เราก็ต้องคิดว่าจะเป็นโค้ชมั้ย ก็คิดไว้คร่าวๆ ว่าอยากเป็นเป็นโค้ชเด็กสอนอะคาเดมี่ สร้างสนามของตัวเอง ก็ประมาณอายุ 35 ที่ส่วนใหญ่เขาเลิกกัน แล้วแต่ว่าเราจะดูแลร่างกายดีแค่ไหน” ตั๊กบอก

ถึงที่สุดแล้ว หลายคนก็รู้ดีว่า อาชีพนี้ไม่ใช่อาชีพที่สามารถทำได้ไปตลอด และถือเป็นรายได้ (สูง) ที่เข้ามาในช่วงเวลาหนึ่ง แต่สิ่งที่นักเตะอาชีพต้องคิดต่อไปก็คือ การวางแผนหลังจากที่ร่างกายไปต่อไม่ได้ การเก็บเกี่ยวในช่วง 'นาทีทอง' ของนักเตะอาชีพที่ยังขายได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญ..

“..เก็บตังค์ครับ” วินทิ้งท้ายถึงอีกเป้าหมายที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในวันที่ต้องอยู่นอกสนาม