'ดอยจง' ความงามที่ไม่อาจซ่อนเร้น

'ดอยจง' ความงามที่ไม่อาจซ่อนเร้น

เหมือนเป็นธรรมเนียมไปแล้วที่ทุกๆ ปลายปี

ฉันและเพื่อนๆ จะต้องมีทริปเดินป่า ปีนี้มีหลายชื่อโผล่เข้ามาในลิสต์ แต่สุดท้ายก็จบลงที่ ดอยจง อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง

ก่อนเดินทางฉันค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับดอยจง การเดินทาง สภาพเส้นทางการเดินป่า ภาพถ่าย พบว่ามีข้อมูลอยู่เพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับสถานที่เดินป่าอื่นๆ ส่วนใหญ่จะบอกแค่ว่า เดินขึ้นเขาประมาณ 8 กิโลเมตร เส้นทางค่อนข้างชัน ภาพถ่ายที่เห็นก็เป็นแค่สภาพป่า ไม่ค่อยมีภาพบนยอดดอย เราไม่รู้หรอกว่าบนนั้นจะพบวิวทิวทัศน์แบบไหน มีกิจกรรมอะไรให้ทำบ้าง เพราะหลายทริปที่ผ่านมาทำให้ฉันสรุปได้ว่า พวกเราไม่ได้เดินป่ากันเพราะคาดหวังความสวยงามจากสถานที่ ไม่ได้คิดว่าเราต้องไปทำกิจกรรมอะไรเมื่อไปถึง

การเดินป่าสำหรับฉันและเพื่อน เหมือนการตรวจสุขภาพประจำปี เราอยากสูดอากาศเย็นๆ เข้าปอด อยากไปอยู่ในที่ที่ไม่ต้องวุ่นวายกับใคร ไปนั่งเล่นนอนเล่นในที่ที่เราไม่ต้องทำอะไร แต่กว่าจะไปถึงจุดที่ไม่ต้องทำอะไร เราต้องเดินป่าเป็นระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร ดอยจงก็เช่นเดียวกับยอดดอยอื่นๆ เหนื่อย ร้อน ไม่แพ้กัน ความชันมากสุดน่าจะเป็นที่ระดับ 70 องศา ไม่ถือว่าชันมาก แต่เป็นความชันในระยะที่ยาวกว่าดอยอื่นๆ ดอยจงไม่เหมือนดอยอื่นที่มักจะขึ้นแล้วลง ขึ้นแล้วลง ฉันเปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆ ก็เหมือนกันการเดินขึ้นสะพานลอยไปเรื่อยๆ แล้วมีจุดพัก แล้วก็เดินขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วก็มีจุดพัก

เราออกจากกรุงเทพฯ ตอนประมาณ 22.00 น. แวะซื้อของที่ตลาดสบปราบตอน 4.00 น. เริ่มออกเดินตอนประมาณ 8.30 น. พกน้ำดื่มกันคนละ 2 ขวด นอกจากพวกเรา 8 คนแล้ว ยังมีลูกหาบอีก 3 คนและเจ้าหน้าที่อีก 2 คน เราสละเต็นท์ 3 หลังไว้ที่ทำการอุทยานฯ รวมทั้งเป้ที่ใส่อุปกรณ์ทำครัว เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่า บนยอดดอยมีทั้งโรงนอนและโรงครัว มีถังรองน้ำฝนไว้ดื่มและทำกับข้าว และมีถังรองน้ำสำหรับน้ำใช้-อาบ ส่วนเหตุผลที่ต้องมีเจ้าหน้าที่ 2 คน เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ที่ว่า เมื่อเดินไปถึงระหว่างทาง เพื่อนที่ไปด้วยกันแตกออกเป็นสองกลุ่ม อีกกลุ่มจะไปต่อ แต่บางส่วนเดินไม่ไหวจะขอกลับลงมา ก็ต้องแบ่งเจ้าหน้าที่ให้ดูแลทั้งสองกลุ่มนั่นเอง แต่พวกเราเชื่อมั่นมากว่า เราจะไปถึงโดยไม่แยกกัน เพราะเราเดินเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก

ดอยจง ทำไมชื่อนี้ 'จง' ภาษาถิ่นแปลว่า 'ชัน' เมื่อเรารู้ดังนั้นเราก็ไม่แปลกใจ สภาพป่า เส้นทางเป็นดินปนหิน ทำให้การเดินค่อนข้างยาก ส่วนความชันก็ชันไปเรื่อยๆ เป็นระยะทางค่อนข้างยาว นานๆ จะเจอทางเรียบ ป่าเริ่มต้นเป็นป่าโปร่ง ป่าไผ่ และเมื่อขึ้นที่สูงก็ค่อยๆ กลายเป็นป่าสน ทางเดินส่วนใหญ่ค่อนข้างร่ม มีทางเลียบไหล่เขาบ้าง เดินในที่โล่งบ้าง บางช่วงมีทางเดินหลายทาง เพราะมีทางลัด มีทางเดินไปน้ำตก ต้องมีเจ้าหน้าที่เดินนำทาง แล้วก็มีอีกคนคอยปิดท้ายขบวน ไม่อย่างนั้นหลงแน่

วันที่เราไปอากาศค่อนข้างดี มีเมฆบางส่วน แต่ถึงอย่างนั้นเหงื่อก็ออกเต็มตัว ทุกคนมีเป้ใส่ของใช้ส่วนตัวกันคนละใบ บางคนหอบกีตาร์ด้วย ส่วนฉันหอบแค่กระเป๋ากล้องกับขาตั้งก็เหนื่อยเอาเรื่อง ประมาณเที่ยงเราหยุดพักกินข้าว เป็นหมูแดดเดียวและข้าวผัด คุณลุงลูกหาบใจดี เราแบ่งหมูแดดเดียวไปให้ ได้ข้าวเหนียวถุงใหญ่กลับมา

เดินไปเรื่อยๆ แป๊บเดียวบ่ายสามครึ่งเราก็ถึงยอดดอยจง ลานกว้างมองเห็นวิวเกือบ 360 องศา มีโรงนอน โรงครัว ห้องอาบน้ำ ห้องสุขา มีศาลารวมพล เราไปถึงเทอร์โมมิเตอร์บอกอุณหภูมิอยู่ที่ 17 องศา เราสลับกันอาบน้ำ บางคนนอนสลบ บางคนหยิบกีตาร์คู่ใจขึ้นมาเล่น ส่วนฉันก็ทำหน้าที่เดิม เก็บภาพไปเรื่อยเปื่อย ท้องฟ้าสีสด ลมเย็นๆ ช่างมีความสุข

ระหว่างทางขึ้นมาบนดอยจง มีดอกไม้เล็กๆ และเฟิร์นหลายพันธุ์ เจ้าหน้าที่บอกเราว่า ลึกเข้าไปในป่าที่มีไม้กฤษณาเป็นไม้ขึ้นชื่อ รวมทั้ง ฟ้ามุ่ย กล้วยไม้หายากที่ดึงดูดให้คนแอบลักลอบเข้ามาทำผิดกฎหมายกันอยู่บ่อยๆ ทำให้บางครั้งเจ้าหน้าที่ก็ต้องพกอาวุธติดตัวไว้บ้าง

เรายังไม่ทันตั้งตัว ท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว แสงสีส้มๆ อมชมพูทางทิศตะวันออกดึงดูดใจให้เดินเข้าไปหา ทิวเขาสลับซับซ้อนในทะเลหมอกยามเย็นช่วงพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงดงามก็ปรากฏสู่สายตา เราตื่นตะลึงกับภาพตรงหน้าจริงๆ แม้ตะวันลับลาขอบฟ้าไปแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจถอนสายตาออกมาจากท้องฟ้าเบื้องหน้าได้ ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน ไม่เคยมีใครบอกเราว่าความงามซ่อนอยู่ ณ ที่แห่งนี้

จบมื้อเย็น ดาวเต็มท้องฟ้ากระจ่างชัดเจนมาก คืนนั้นอุณหภูมิลดต่ำไปอยู่ที่ 9 องศา มีลมพัดเบาๆ เรานั่งเล่นกีตาร์สักพักก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอน ตอนเช้าก็ตื่นมาดูทะเลหมอก ดูพระอาทิตย์ขึ้น กลางวันเราก็แค่นั่งๆ นอนๆ ทำกับข้าว กินขนม เล่นกีตาร์ ร้องเพลง วนเวียนอยู่แค่นี้กับสามวันสองคืนบนดอยจง แต่ฉันก็ดีใจที่เราใช้เวลาอยู่บนนั้น ไม่ได้รู้สึกว่าเสียเวลาไปเปล่าๆ เราได้มีเวลาเฝ้ามองท้องฟ้า ปล่อยใจ ปล่อยสายตาไปในเวิ้งอากาศ แถมยังมีสองเช้าเฝ้าดูพระอาทิตย์ขึ้น และสองเย็นเฝ้าดูพระอาทิตย์ตก และมีสองคืนเฝ้าดูดวงดาว

วันกลับเราใช้เวลาเพียงครึ่งหนึ่งของขาขึ้น เพราะเป็นการเดินลง มาถึงที่ทำการอุทยานฯ ประมาณเที่ยงครึ่ง มีหลายคนลื่นล้มลงไปนั่งกองกับพื้น ทางเดินไม่ลื่น แต่เพราะก้อนหินก้อนกรวดเล็กๆ นั่นเอง ระหว่างขาลงมีกลุ่มนักเดินทางกลุ่มใหม่สวนขึ้นไป เป็นกลุ่มชายหญิงวัยหลังเกษียณ อายุ 60 กว่า เรียกคุณลุงคุณป้าได้เต็มปาก เราอดทึ่งไม่ได้ พวกเขาบอกว่ามันคือความท้าทาย ทำให้อดครุ่นคิดถึงวันข้างหน้าไม่ได้ว่า เราจะยังเดินป่ากันไปถึงเมื่อไหร่ จะเหลือใครอีกกี่คนที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันบ้าง คำถามนี้คงตอบวันนี้ไม่ได้ เพราะวันข้างหน้ายังมาไม่ถึง

ก่อนกลับ เจ้าหน้าที่บอกว่า อยากให้มีคนมาดอยจงเยอะๆ เพราะที่นี่มีความงามที่อยากให้ใครๆ ได้มาสัมผัสและชื่นชม ในใจฉันเถียงกันอยู่สองฝ่าย ฉันหวงความงามที่ซ่อนอยู่ ไม่อยากให้ใครมาค้นพบ แต่อีกใจก็อยากให้เพื่อนๆ ได้มีโอกาสมาชมความงาม มันอาจจะดีกว่า ถ้าเราเรียนรู้ที่จะแบ่งปัน เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ทำร้ายกัน

ก็แค่เดินทางไปและกลับโดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ ให้เหมือนเราไม่เคยไป ณ ที่แห่งนั้น

......................

(สอบถามข้อมูลติดต่อ คุณพรต 08 4608 9736 หรืออีเมล [email protected])