อายุมั่น ขวัญยืน

ในอนาคต เทคโนโลยีจะทำให้มนุษย์มีชีวิตที่ยืนยาว แต่จะอายุยืนอย่างไรให้มีคุณภาพ...
มนุษย์จะมีชีวิตที่ยืนยาวไป เพื่ออะไรกันเล่า...
หากเทคโนโลยีเอื้ออำนวยให้เรามีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น คุณจะเลือกดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร ฟังดูเหมือน How to แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ แค่คุณมีทางเลือกการดำเนินชีวิตมากขึ้น
จริงหรือไม่... ถ้ามนุษย์สามารถใช้สเต็มเซลล์ได้ถูกต้องตามกฎหมาย เอาเซลล์บางส่วนในร่างกายมาสร้างอวัยวะสำรองในอนาคตได้ มนุษย์เราจะมีอายุยืนถึง 150 ปี และอีก 5-10 ปี โคลนนิ่งมนุษย์เกิดขึ้นจะมีการรักษาที่ต้นเหตุ ประมาณว่าเมื่อถึงวันนั้่น เราอาจได้เห็นผู้บริหารอายุ 100 กว่าปี ทำงานร่วมกับคนวัย 20 กว่าๆ
น่าทึ่งไหมล่ะ...
เพราะในอดีตกาล แม้กระทั่งจิ๋นซีฮ่องเต้ยังพยายามให้คนออกตามหายาอายุวัฒนะ แม้จะใช้คนสามชั่วอายุคน คือ เด็ก ผู้ใหญ่และคนชรา ออกตามล่าในโพ้นทะเล แต่ก็ไม่เจอ และที่สุดจิ๊นซีฮ่องเต้ ก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ต้องจากโลกนี้ไปเมื่อหมดอายุขัย
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม มนุษย์ต่างมีความคาดหวังจะมีอายุยืนยาว เพื่ออยู่กับคนที่เรารักและครอบครัวให้นานที่สุด ซึ่งมีแนวโน้มเป็นไปได้ เนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวไกล ทำให้มนุษย์มีอายุขัยที่ยืนยาวกว่าเดิม จากปี พ.ศ. 2339 อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ เพียง 25 ปี,ในปี พ.ศ. 2439 อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ คือ 48 ปี, ในปีพ.ศ. 2539 เป็นต้นไป อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นสูงถึง 70-80 ปี ในประเทศที่พัฒนาแล้วเช่น สหรัฐอเมริกา และผู้เชี่ยวชาญทางเวชศาสตร์อายุรวัฒน์สามารถทำนายได้ว่า มนุษย์จะมีอายุขัยถึง 120 -150 ปีก่อนที่จะถึงปี พ.ศ. 2593
จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ ในปี 2012 อายุขัยเฉลี่ยของพลเมืองโลกคือ 70 ปี คนไทยมีอายุขัยสูงกว่าค่าเฉลี่ยคือ อายุ 77 ปี นับเป็นชาติที่มีอายุยืนเป็นอันดับ 83 ของโลก ส่วนอับดับ 1 นั้นเป็นของแชมป์ตลอดกาลคือคนญี่ปุ่น มีอายุขัยเฉลี่ย 87 ปี
องค์การอนามัยโลก เปรียบเทียบอายุขัยเฉลี่ยของเด็กที่เกิดปี 2012 ในประเทศร่ำรวย กับประเทศที่ยากจนจะเห็นว่ามีช่องว่างห่างกันมาก เด็กผู้หญิงที่เกิดในประเทศร่ำรวยมีอายุยืนถึง 82 ปี ในขณะที่ประเทศยากจน เด็กผู้หญิงมีอายุขัยเฉลี่ย 63 ปี ต่างกันเกือบ 20 ปี
ส่วนเด็กผู้ชายที่เกิดปี 2012 ในประเทศร่ำรวยมีอายุขัยเฉลี่ย 76 ปี ประเทศยากจน 60 ปี สำหรับประเทศไทย อายุขัยของเด็กเกิดปี 2012 สูงกว่าอายุขัยโดยเฉลี่ยของคนทั้งโลก โดยเด็กผู้หญิงไทยเฉลี่ยแล้วจะมีอายุ 79 ปี ส่วนเด็กผู้ชายไทย 71 ปี ประเทศที่อายุขัยเฉลี่ยของผู้หญิงสูงที่สุดในโลกคือญี่ปุ่น 87 ปี ส่วนผู้ชายอายุยืนที่สุดในโลกคือไอซ์แลนด์ 81.2 ปี
จะอายุยืนไปทำไม
หากถามว่า คุณจะอายุยืนไปเพื่ออะไร อยากอยู่นานแค่ไหน และเพื่ออะไร...
คงมีคำตอบที่หลากหลาย เริ่มกันตั้งแต่เพื่อนร่วมงาน พิมพ์พัดชา กาคำ คอลัมนิสต์อาหาร และนักข่าวเซคชั่นจุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ผู้ใช้ชีวิตอย่างเริงร่า และมองโลกในแง่บวก ให้คำตอบชวนคิดว่า อยากมีอายุซัก 100 ปี ถ้าถามคำถามนี้ตอนยังเด็ก คงตอบอย่างนั้นเพราะคนเฒ่าคนแก่ มักอวยพรให้อายุยืนยาว
เพราะตระกูลครอบครัวฝ่ายแม่ของเรา อายุยืน ยายเสียชีวิตตอนอายุ 94 พี่สาวของยายเสียชีวิตตอน 99 ปี แต่ตระกูลฝ่ายพ่ออายุสั้น อย่างพ่อของเราจากไปด้วยวัย 59
"ถ้าเราอายุ 100 ปีจริงๆ ก็ต้องอยู่แบบแข็งแรง ความจำดี อยู่เพื่อทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อคนรอบข้างและสังคม ให้คนที่อยู่ใกล้เรามีความสุขมากกว่าความทุกข์ แต่ชีวิตเรากำหนดเองไม่ได้ว่าจะอยู่ถึงเมื่อไหร่ เพราะชีวิตไม่มีความแน่นอน ดังนั้นเราต้องทำทุกวันให้มีคุณค่า เต็มที่กับชีวิต ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด แบบไม่หวนเสียใจในภายหลังถ้าอะไรจะเกิดขึ้น"
เธอคงไม่ต่างจากหลายคนที่หวังเช่นนั้น ทวีวัฒนา ทุนคุ้มทอง อาสาสมัครและนิสิตสาวิกาสิกขาลัย เสถียรธรรมสถาน เล่าถึงตัวเองว่า เป็นคนสุขภาพไม่แข็งแรง จึงไม่ได้คิดเรื่องตัวเลขที่จะอยู่ต่อไปแค่ไหน ให้เป็นไปตามธรรมชาติ และส่วนตัวไม่เชื่อเรื่องเทคโนโลยีการยืดอายุให้ยืนยาว
"เพราะเราเคยเฉียดตายมาแล้ว ตอนเป็นวัยรุ่นเคยถูกรถชน และเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ป่วยมาก เกือบตาย จนต้องไปอยู่วัดคำประมง ทำให้ได้บทเรียน จึงคิดว่า ชีวิตเราเหมือนตายไปแล้ว ณ วันนี้ ขอเพียงมีชีวิตอยู่ด้วยสติที่แจ่มใส สมองไม่เลอะเลือน เป็นที่พึ่งคนอื่นได้ ถ้าตายไปตอนนั้นก็พร้อมจะจากไป เป็นการตายที่พึ่งตัวเองได้ ขอตายในสภาพที่แข็งแรง "
ประมาณว่า นานาจิตตัง ทางเลือกที่แตกต่าง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ใครๆ ก็อยากอยู่ในสภาพที่แข็งแรง เหมือนเช่น
สายน้ำผึ้ง รัตนงาม อาชีพนักธุรกิจ บอกว่า ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมีอายุยืนยาวแค่ไหน คนเราสามารถตายได้เสมอ เมื่อมีชีวิตอยู่ ก็ดูแลเหตุปัจจัยของชีวิตให้ดี เรื่องกาย ดูแลเรื่องอาหารการกิน เรื่องจิตก็ปฎิบัติตามแนวพุทธศาสนา
"ชีวิตต้องทำกุศลให้เยอะ อะไรเป็นประโยชน์ก็ทำซะ ทุกวันนี้ทั้งทำเอา (เลี้ยงตัวเอง) และทำให้ แบ่งปันทำกุศล ถ้ามีชีวิตที่ยืนยาว ก็อยากให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ป่วย"
ใครๆ ก็อยากมีชีวิตที่แข็งแรง มีความสุข หากถามถึงคนสูงวัย หัวใจยังหนุ่ม เช่น ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ นักวิชาการด้านดนตรี และครูสอนดนตรีที่นักดนตรีรุ่นน้องและรุ่นเด็กให้ความนับถือและรักใคร่ ตอนนี้เขาอยู่ในวัย 70 กว่าๆ เล่าถึงการใช้ชีวิตที่คนฟังก็พลอยมีความสุขไปด้วย
เขาบอกว่า ไม่ได้คิดว่า ตัวเองจะมีชีวิตถึงอายุเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ทำมาตลอดคือ ปล่อยวาง ทำจิตให้ว่าง หาอะไรใหม่ๆ และคิดเรื่องใหม่ๆ ทำอยู่เรื่อยๆ
"เครื่องดนตรีชิ้้นใดไม่เคยเล่น อย่างพวกกีตาร์หรือเชลโล่ ผมก็หัดเล่น ผมจะหาความรู้ใหม่ๆ อัพเดตอยู่เรื่อยๆ ป้อนข้อมูลใหม่ๆ ให้ตัวเอง อยู่บ้านผมก็เข้าครัวทำอาหารกินเอง ซักผ้าด้วยมือ ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง รีดผ้าเอง ผมทำอะไรง่ายๆ ไม่กินอาหารทอด ส่วนใหญ่เน้นอาหารออแกนิค ผมไม่เคยป่วย เป็นอะไรเลย ในเรื่องการออกกำลังกาย ผมวิ่งในบ้าน ใช้ท่าบริหารง่ายๆ ตากแดดตอนเช้า"
ที่สำคัญ อาจารย์ประทักษ์ บอกว่า การใฝ่รู้เป็นเรื่องสำคัญ หลักๆ แล้ว ชอบอ่านหนังสื และดูเวบไซต์ เพื่อหาความรู้ใหม่ๆ และป้องกันความจำเสื่อม
"อีกอย่างผมไม่เคยมีปัญหาช่องว่างระหว่างวัยกับเด็กหรือคนหนุ่มสาว ผมไม่ได้เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง ผมทำแบบนี้มานานแล้ว ผมค่อนข้างเรียบง่าย"
นี่เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์เดินดินที่คิดต่าง และมอง...การคงอยู่ของชีวิต คือการใช้ชีวิตให้มีความสุข ทั้งทางกายและจิต
หลากปัจจัยให้คนอายุยืน
หากอยากอายุยืนยาว คงมีแนวทาง How to นำเสนออยู่เรื่อยๆ และไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะชีวิตมีองค์ประกอบหลากหลาย ทั้งเรื่อง ยีน การออกกำลังกาย การใช้ชีวิตและสภาวะจิต ฯลฯ
ในอนาคต สเต็มเซลล์จะช่วยทำให้มนุษย์มีอายุที่ยืนยาวมากขึ้น เนื่องจากสามารถสร้างเซลล์ใหม่ ทั้งตับใหม่ ไตใหม่ เซลล์สมองใหม่ เซลล์กระดูกใหม่ และในอนาคตอาจมีบริษัทที่เพาะเนื้อเยื่อสเต็มเซลล์เพื่อนำมาเปลี่ยนให้ผู้ป่วย ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ ก็ยากจะคาดเดา
เรื่องนี้ ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรเดช หงส์อิน ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ที่มีการฉีดเซลล์โน้นนี่นั่นแล้วทำให้อายุยืน ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ถ้าเป็นจริงต้องมีงานวิจัยรองรับ
"เพราะคนที่ฉีดไม่รู้ที่มาที่ไป ไม่รู้ว่ามีการทดสอบหรือเปล่า มีคนบอกแบบนั้นก็เชื่อกัน แต่ที่ทั่วโลกทำอยู่และเป็นไปได้ใน 10-20 ปีข้างหน้าคือ การทำเซลล์ใหม่จากสเต็มเซลล์ แต่ความรู้ในบ้านเรายังไปไม่ถึง เพราะงานวิจัยเราทำไม่เต็มที่ เนื่องจากรัฐไม่สนับสนุนเรื่องนี้ แต่สนับสนุนสเต็มเซลล์ในทางการค้า ผมมองว่าไม่ถูกทาง แม้จะมีคนไทยบางคนบอกว่า เยอรมันและญี่ปุ่นรับรองเรื่องการฉีดสเต็มเซลล์ แต่รัฐบาลพวกเขาไม่ได้รับรอง
คุณหมอสุรเดช บอกว่า ด้วยศักยภาพและความสามารถของนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ไทย สามารถพัฒนาเรื่องสเต็มเซลล์ได้ ถ้าทำได้จะช่วยรักษาคนป่วยได้มากขึ้น ทำให้คนอายุยืนมากขึ้น สุขภาพดีขึ้น แต่ปัจจัยที่ทำให้คนอายุยืน ไม่ใช่แค่สเต็มเซลล์ ยังมีความรู้เรื่องการสร้างเซลล์ ยีน และยา อาศัยความรู้หลายเรื่องประกอบกัน ต้องอาศัยนักวิจัยหลายด้านร่วมมือกัน อย่างในต่างประเทศก็แข่งขันการพัฒนาวิจัยเฉพาะเรื่อง
"ในอนาคตถ้าคนป่วย มีอวัยวะส่วนไหนเสื่อม ก็จะสามารถสร้างเซลล์ส่วนนั้นทดแทนจากเซลล์ของเขาเอง สร้างตับ หัวใจใหม่ได้ เพราะความรู้เรื่องสเต็มเซลล์พัฒนาไปไกล จะทำให้คนอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อาจอยู่ถึง 90-100 ปี ถ้าเป็นมะเร็งตับ เมื่อก่อนตัดไม่ได้ ต่อไปจะมีการสร้างเซลล์ใหม่ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไม่จริงจังเรื่องงานวิจัย ถ้ามีงานวิจัยดีๆ เงินก็ตามมาเอง
หากพูดถึงยีนอายุยืน ในเวบวิชาการ.คอม นำเสนอว่า ศาสตราจารย์ โรเบิร์ต มอยซีส ภาควิชาชีวเคมี มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ และ ดร.โนรา โวลคอฟ จิตแพทย์แห่งสถาบันวิจัยแห่งชาติบรูคฮาเว่น และสถาบันยาแห่งชาติ ได้ทำการวิจัยศึกษาประชากรที่มีอายุเกิน 90 ปี ย่านลากูนาวู้ดส์ แคลิฟอร์เนีย นักวิจัยพบว่า ในกลุ่มคนที่อายุเกินกว่า 90 ปีจะมีอนุพันธ์ของยีนตัวรับโดพามีน ที่ชื่อว่า DRD4 7R allele ในอัตราที่สูงกว่าคนอื่น และจากการทดลองกับหนูก็พบว่า ยีนตัวนี้มีความเกี่ยวข้องกับการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นจริงๆ
"คนที่มียีนจำพวกนี้ มักจะเป็นคนที่ชอบเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม กิจกรรมที่ต้องใช้สมอง และกิจกรรมที่ใช้พละกำลัง คนที่มียีนกลุ่มนี้ ยังมีความเกี่ยวข้องความเป็นโรคจำพวกสมาธิสั้นหรือพวกไฮเปอร์ หรือกลุ่มที่มีอาการเสี่ยงว่าจะเป็นโรคนี้ด้วย
"ถึงแม้ว่ายีนอาจจะไม่ได้ส่งผลให้เกิดอายุยืนโดยตรง แต่มันก็มีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจนกับการมีอายุยืนยาว และมีสุขภาพที่ดี พอจะบอกได้ว่า หากคุณเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมหรือกิจกรรมที่ต้องใช้พละกำลังมากเท่าไหร่ ก็เป็นไปได้มากขึ้นที่คุณจะมีอายุยืนยาว ซึ่งก็ตรงไปตรงมา"
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์มอยซีสและศาสตราจารย์ฉวนเจิ้ง เฉิน เคยร่วมค้นพบมาแล้วว่า ยีนเพื่ออายุที่ยืนยาวจำพวกนี้ถูกเลือกจากธรรมชาติในตัวมนุษย์ตั้งแต่สมัยนอมาดิก เมื่อ 30,000 ปีก่อนแล้ว
นี่คือ ส่วนเล็กๆ ของพัฒนาการ เพื่อทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวยิ่งขึ้น...
"""""""""""""""""
นอนดึก จะแก่เร็ว
แนวทางปฎิบัติให้คนอายุยืนมีอยู่มากมาย นี่คือ อีกแนวทางของนายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
หลักๆ คือ อย่านอนดึก จะทำให้เราแก่เร็ว ให้ออกกำลังกายกระตุ้นฮอร์โมนหนุ่มสาว
ส่วนหลักของ Anti-Aging ต้องปฏิบัติด้วยตัวเอง มีอยู่สามอย่างคือ
1. Healthy Weight ถ้าไม่อยากแก่ ต้องรักษาน้ำหนัก จากปกติรับประทานอาหาร 100% ให้ตัดออก 40% เหลือ 60% อาจงดอาหารสักมื้อหนึ่ง อย่ารับประทานแป้งและน้ำตาลเยอะ อาหารทั้งสองอย่างเป็นสาเหตุทำให้แก่เร็ว แป้งไม่ได้มีอยู่ในข้าวอย่างเดียว ยังมีในอาหารชนิดอย่างอื่นด้วย อาทิเช่น ฟักทอง
"ข้าวเป็นอาหารของคนไทยมานาน จะให้เลิกกินไปเลยคงไม่ได้ เราควรเลือกกินข้าวซ้อมมือ ข้าวมันปู ข้าวโอ๊ต เพราะจะมีกากใยอาหาร ทำให้น้ำตาลไม่เข้าสู่เลือดเร็วเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้แก่เร็ว ถ้าน้ำตาลเข้าไปจับกับโปรตีนเร็ว จะทำให้โปรตีนในตัวเราเสีย ซึ่งจะทำให้ปลายประสาทต่างๆ เสื่อมเร็วกว่าคนปกติ อย่างคนที่เป็นเบาหวาน ถ้าน้ำตาลไปจับที่ตา ตาก็จะเสื่อมเร็วกว่าปกติ
2. Healthy diet and Life style
โดยจะเริ่มที่ Healthy diet คือ อาหารสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารเสริมราคาแพง อาหารจากธรรมชาติ พวกผักต่างๆ โดยเฉพาะคะน้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นราชาแห่งผักเลยก็ว่าได้ แต่ที่สำคัญคือต้องรับประทานให้เหมาะสม ถ้าน้อยเกินไป ก็ไม่เห็นผล บางคนชราภาพแล้วก็อาจจะไม่สะดวกในการกินผัก อาจกินอาหารเสริม
ส่วนเรื่องไลฟ์สไตล์ อย่างการออกกำลังกายแบบ Interval Training ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรให้สิ้นเปลือง แค่การวิ่งสัก 2 นาทีสลับกับเดินอีก 2 นาที ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องประมาณ 20 นาที เพื่อออกกำลังหัวใจและปอดโดยตรง และนี่เป็นการต้านความชรา
3. Healthy Mind
ออกกำลังใจ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ
1. ออกกำลังสมอง มีวิธีการง่ายๆ ให้ลองหัดทำอะไรที่ไม่เคยทำ อย่างเคยเขียนหนังสือมือขวา ก็ลองเขียนมือซ้าย หัดแปรงฟันมือซ้าย หวีผมมือซ้าย หรือเล่นกีฬาที่เราไม่เคยเล่น ลองคบเพื่อนใหม่ เพื่อทำให้สมองอีกด้านที่ไม่ได้ใช้ได้ออกกำลัง
2. ออกกำลังใจ เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่มีการวิจัยเพื่อทำให้อายุทางชีวภาพเด็กลง นั่นก็คือ ทำสมาธิ
"ลองทำสมาธิแบบง่ายๆ คือ การทำจิตให้อยู่กับปัจจุบัน ถ้ายังทำไม่ได้ ก็อาจหาหนังสือดีๆ มานั่งอ่านเป็นการฝึกจิตให้รู้จักการจดจ่อ หรือจะฟังเพลงก็ได้ อะไรที่ทำให้เราต้องจดจ่ออยู่กับจิต ไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิอย่างเดียว
"ถ้าได้ออกกำลังใจ สติปัญญาก็จะเกิด จะรู้จักคำว่า แก่ก่อนแก่ เจ็บก่อนเจ็บ ตายก่อนตาย แล้วเราจะไม่กลัวความตาย คนที่กลัวแก่กลัวเจ็บและกลัวตาย มักจะตายเร็ว แต่ถ้าเราไม่กลัวเราจะไม่แก่เร็ว ทำให้มีสุขภาพที่ดีด้วย อันนี้คือหลักสูตรของ Anti-Aging ที่ฝรั่งไม่เคยสอนเลย แต่พระพุทธเจ้าทรงสอน ทางสถาบันจะมีนโยบายหลักก็คือ Buddhalogy หรือเทคโนโลยีทางพุทธ เข้ามา ซึ่งทำให้ชีวิตสมบูรณ์” ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเวชศาสตร์ กล่าว
.....................
เรียบเรียง : จากข้อเขียนในเวบไซต์ เครือเนชั่น







