คนเก็บขยะกทม. เข้าพบ "สุขุมพันธุ์" รับเป็นบทเรียนราคาแพง หลังทนายความปราจีนฯ จ่ายค่าปรับปล่อยตัว
ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา อายุ 28 ปี เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาดเขตสะพานสูง ที่ถูกจับกุมฐานความผิด พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวัสดุวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม2551 พร้อมของกลางซีดีเพลง 13 แผ่น และแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ 83 แผ่น ขณะนำมาวางขายที่บริเวณแยกลำสาลี และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนสั่งปรับ 133,400 บาท ซึ่งนายสุรัตน์ ไม่มีเงินชำระค่าปรับ จึงถูกนำไปกักขังแทนค่าปรับ ซึ่งล่าสุดได้มีผู้ใจบุญจ่ายค่าปรับให้ ทำให้นายสุรัตน์ได้ถูกปล่อยตัวออกมา และได้เดินทางมามอบดอกไม้แก่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. เพื่อแสดงความขอบคุณที่ให้การช่วยเหลือและให้ทำงานต่อไป
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า กทม.ได้ให้ความช่วยเหลือทันทีเมื่อทราบเรื่อง โดยประสานไปยังนายสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความ ในการดูแลเรื่องคดี แต่เมื่อศาลฏีกาตัดสินยืนสั่งปรับ 133,400 บาท ทางพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ได้แสดงความตั้งใจขอร่วมให้การช่วยเหลือ ตนจึงได้นำเงินส่วนตัวและของพล.อ.อนุพงษ์ ไปมอบให้ผู้อำนวยการเขตสะพานสูงเพื่อนำไปจ่ายค่าปรับตั้งแต่ก่อนเวลา 08.00 น. แต่มีผู้ใจบุญได้ไปรอตั้งแต่เวลา 01.00 น. เพื่อเสียค่าปรับให้ก่อนหน้าแล้ว อย่างไรก็ตามกทม.ได้ดูแลบุคลากรในสังกัดอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่เคยประชาสัมพันธ์ให้ทราบ ทั้งนี้นายสุรัตน์ยังคงทำงานตามปกติต่อไป
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวต่อว่า ได้หารือกับปลัดกทม. ในการจัดตั้งสโมสรข้าราชการและลูกจ้างกทม. เพื่อดูแลบุคลากร อย่างในกรณีนี้ที่ลูกจ้างมีปัญหาความเดือดร้อนซึ่งเกิดนอกเหนือเวลาทำงาน กทม.จึงไม่สามารถจัดสรรงบประมาณไปช่วยเหลือได้ การตั้งสโมสรฯจะทำให้สามารถตั้งกองทุนช่วยเหลือโดยที่ไม่ต้องใช้งบประมาณราชการ
ด้านนายสุรัตน์ กล่าวว่า ขอโทษผู้บังคับบัญชาที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์จนเกิดเป็นคดีความ ซึ่งในขณะนั้นไม่กล้าแจ้งผู้บังคับบัญชา เนื่องจากเป็นคดีอาญา ตนกลัวว่าจะถูกไล่ออกจากงาน ทางครอบครัวจึงไปหาหยิบยืมเงินคนอื่นเพื่อนำมาประกันตัว 29,000 บาท ซึ่งต่อมาเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ จึงมีผู้ใจบุญให้การช่วยเหลือ ตนขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือและขอบคุณกทม.ที่ให้ทำงานต่อและจัดหาทนายความ ให้ ซึ่งตั้งแต่มีคดีความก็ให้ทำงานตามปกติ และทางหัวหน้าฝ่ายรักษาความสะอาดก็ได้สอบถามแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับคดีความ มาโดยตลอด
"ถือเป็นเรียนราคาแพง ที่ทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เพราะในขณะนั้นภรรยาตั้งท้องลูกคนที่ 2 เงินเดือนที่ได้รับไม่เพียงพอต่อการดูแล จึงต้องนำของเก่าภายในบ้านมาขายเพื่อเป็นรายได้เสริม ซึ่งเป็นการขายครั้งแรก แผ่นซีดีที่นำมาขายก็เป็นของที่เก็บมาได้ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ และมีคนให้มาบ้าง ตัวเองซื้อเองบ้าง นอกจากนั้นก็ยังขายกระเป๋าและเสื้อผ้าด้วย แต่ในเมื่อมีกฎหมายควบคุมเช่นนี้ ก็ต้องยอมรับผิดนายสุรัตน์ กล่าว
ด้านน.ส.กาญจนา ฉาบสุวรรณ์ ผู้อำนวยการเขตสะพานสูง กล่าวว่า จากนี้จะนำนายสุรัตน์ไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลสิรินธร เพราะมีโรคประจำตัวคือความดันสูง ซึ่งจากการสอบถามทราบว่าป่วยได้ประมาณ 2-3 เดือน เกิดจากการทำงานหนัก ไม่ได้เกิดจากคดีความ แต่วันนี้มีอาการเครียดและอ่อนเพลียจนทำให้เกิดความดันสูง และยาประจำตัวหมด จึงต้องนำไปพบแพทย์ทันที อย่างไรก็ตามผู้ว่าฯ กทม.ก็ได้กำชับให้ทุกสำนักงานเขต ดูแลลูกจ้างให้ระมัดระวังเกี่ยวกับการเก็บของเก่าที่อาจผิดกฎหมายมาขาย ซึ่งคดีของนายสุรัตน์ ก็จะเป็นตัวอย่างให้แก่คนอื่นๆ ต่อไป
แหล่งข่าวแจ้งว่า สำหรับผู้ใจบุญที่จ่ายค่าปรับให้นายสุรัตน์นั้น เป็นทนายความจาก จ.ปราจีนบุรี แต่ไม่ประสงค์ออกนามแต่อย่างใด


