วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รณพงศ์ คำนวณทิพย์ ดิจิตอลในโลกบันเทิง

เศรษฐกิจดิจิตอลไม่ใช่แค่เพียงการทำธุรกรรมออนไลน์ แต่ยังมีเนื้อหาความหมายมากกว่าที่หลายคนคิด

การชูธง digital economy ของรัฐบาลชุดนี้ แม้ในปัจจุบันอาจจะยังดูคลุมเครือและไม่ชัดเจนนักว่า กำลังจะออกมาผลักดันในเรื่องใดบ้าง แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณให้ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง ได้ออกมารวมตัวเพื่อนำเสนอไอเดียที่จะเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวต่อไปข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานที่ปราศจากผู้กำหนดกติกามาเป็นระยะเวลายาวนาน อย่างอุตสาหกรรมเพลง

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่คลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ ตั้งแต่ช่วงวิกฤติตกต่ำสุดๆ จนมาถึงห้วงเวลาแห่งการฟื้นตัว รณพงศ์ คำนวณทิพย์ เป็นผู้หนึ่งที่มองเห็นโอกาสอันดีของ digital economy ในยุคสมัยการเปลี่ยนผ่านจาก 'แอนาล็อก' มาสู่ 'ดิจิตอล' ที่ทุกคนต่างเสพความบันเทิงผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดาวน์โหลด หรือสตรีมมิง ซึ่งนั่นล้วนเป็นโลกของดิจิตอลทั้งนั้น โดยมีแพลทฟอร์มระดับ global อย่าง itunes-deezer-youtube ให้บริการถึงปลายนิ้ว

วันนี้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะนายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย (Thai Entertainment Content Trade Association) หรือ TECA จึงร่วมนำเสนอมุมมอง เพื่อสร้างความกระจ่างชัดให้แก่คำๆ นี้ ที่เรารู้จักกันในนาม digital economy

เมื่อรัฐบาลพูดถึง digital economy เป็นที่สังเกตว่า แทบไม่มีความข้องเกี่ยวกับ entertainment เลย เรื่องนี้คุณมองอย่างไร

ผมคิดว่าเป็นข่าวดีที่ภาครัฐหรือผู้นำในรัฐบาลเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ แล้วพยายามที่จะผลักดันให้มันเกิดขึ้น จากการได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ในภาครัฐทราบว่าท่านมีความตั้งใจที่ดี

จากที่เห็น ภาครัฐเริ่มต้นด้วยเรื่องของ Infrastructure ไม่ว่าจะเป็น 3G หรือว่า wi-fi หรือว่าอินเตอร์เน็ต ที่จะเข้าถึงรากหญ้าได้ อันนี้จะพูดกันเยอะมาก แต่มันยังขาดอะไรบางอย่างไปหรือเปล่า

จริงๆ แล้ว การสร้างโครงสร้างพื้นฐานของ digital economy ก็เหมือนการสร้างถนน ถ้าเราไปประเทศเมียนมาร์ เราจะเห็นถนนไปเนปิดอร์ 8 เลน แต่ถนนโล่งมากเลย ฉะนั้น สิ่งที่จะต้องสร้างควบคู่กันไปด้วย คือคนขับรถยนต์และตัวรถยนต์ คือเรื่องของ digital content ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับ entertainment แน่นอน รวมถึงธุรกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นบนอินเตอร์เน็ต

โดยตัวผมเองมีหลายบทบาท หนึ่งคือบทบาทของนายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย หรือ TECA เป็นสมาคมที่รวบรวมค่ายเพลง ทั้งเพลงสากลและเพลงไทยเข้าด้วยกัน มีการพูดคุยปรึกษาหารือกัน แล้วก็ไปพูดคุยกับสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ เพื่อจะมองว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำ ยังขาดส่วนไหนอยู่บ้าง ที่ผ่านมา ก็มีการพูดคุย มีการจัด brainstorming session กับทางกลุ่มคนที่อยู่ในวงการอินเตอร์เน็ตขึ้นมารอบหนึ่ง ตอนหลังก็มีการรวมตัวกัน ทำเป็น digital economy brainstorming ตอนนี้มีเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อรวบรวมว่า สิ่งที่รัฐบาลพูดถึง เกี่ยวข้องกับใคร อะไร อย่างไรบ้าง แน่นอนมีเรื่องของ content ซึ่งใน entertainment content ครอบคลุมเยอะมาก ตั้งแต่เพลง หนัง สารคดี วิดีโอคลิป ข่าวต่างๆ นี่ก็เป็น digital content รวมถึง software , animation เกมส์ อยู่ตรงนี้หมด นี่คือหลักๆ

เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองว่าในเรื่อง digital หรืออินเตอร์เน็ตเนี่ย มันให้ประโยชน์ มันก็ควรทำให้ทุก ๆ คนเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากมันได้จริง ๆ ซึ่งมีหลายวิธีการ นี่พูดถึงในแง่ของผู้ใช้ว่าเขาก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจว่า จะไปหา content จากที่ไหน หาข้อมูลได้ที่ไหน อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำ และอาจจะต้องมี case study ด้วย คือบางที การที่จะใช้ประโยชน์จาก digital economy มันไม่ใช่เรื่องของการสร้างใหม่ทั้งหมด บางทีก็ใช้สิ่งที่มีอยู่แล้ว เอา good practice เอาตัวอย่างที่เป็น case study เป็น hero ยกตัวอย่างสมัยก่อน พอมันมี social network พวก tweeter facebook มีผู้ประกอบการหลายรายที่ใช้ประโยชน์จาก social media ในการโปรโมทธุรกิจของตัวเอง ทุกวันนี้เป็นที่รู้จักโด่งดัง เป็นแรงบันดาลใจให้คนเข้ามาใช้ส่วนนี้มากขึ้น

รวมถึงเรื่องของ platform ที่เป็น digital platform เกิดขึ้นมาแล้วหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น search อย่าง google ที่คนรู้จักดี แล้วก็มี youtube ที่สามารถดูวิดีโอคลิปได้ มี itunes ที่สามารถโหลดเพลงได้ ตรงนั้นเป็น platform ที่ทำให้เกิดธุรกรรมหรือสร้างเศรษฐกิจขนาดมหาศาล เกิด community ทำให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจด้วยเหมือนกัน รัฐบาลต้องมองให้เห็นในส่วนนี้ด้วย ซึ่งเหมือนกับว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้ถูก address โดยตรง หรือว่ายังไม่ได้ addresss เลยด้วยซ้ำไป

พูดได้ว่า digital economy มีความหมายกว้างมาก จำเป็นจะต้องแจกแจงให้ชัดเจนกว่านี้ ?

ใช่ครับ เพราะตอนนี้ digital economy มันได้แค่คำว่า digital เพราะรัฐบาลยังพูดว่า 0-1-0-1 คือ digital อะไรที่ไม่ใช่ระบบอนาล็อก คือ ดิจิตอล คือมองไปถึง fundamental คือ digital แล้วคนที่อยู่ในทีมทำงาน ก็มาจาก infrastructure เป็นหลัก แต่ว่าเรื่อง economy ยังไม่เห็นว่า จะสร้างอย่างไร ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่า มันสร้างอย่างไร แต่ทางภาครัฐยังไม่ได้ address ตรงนี้

แต่ว่าเราได้มีการพูดคุยกับรัฐบาล พยายามรวมตัวกัน นำไอเดียเราไปนำเสนอในหลายๆ ช่องทาง ตอนนี้เป็นเรื่องที่เรากำลังดำเนินการ ยังเป็นร่างอยู่ ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ทีเดียว

ประเด็นคือทำอย่างไร ให้ digital economy เกิดประโยชน์กับคนไทยทุกคน ต้องสร้างความต้องการก่อน ให้เขาเข้าใจก่อนว่า digital จะมาช่วยเขาได้อย่างไร มีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ พอคนสนใจก็จะเริ่มเรียนรู้ใช่ไหมครับ เริ่มสร้าง content ที่น่าสนใจ แล้วก็เริ่มลงมือทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปได้

คราวนี้ในแง่ของโมเดล เราพยายามจะชี้ให้รัฐบาลเห็นตัวเลขของสมาคม e-commerce ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ประมาณ 1,500 ล้าน นี่เป็นตัวเลขประเมินเบื้องต้นต่อปี ซึ่งอันนี้ผมไม่แน่ใจว่า มันมากหรือน้อย นี่เป็นดราฟท์อยู่ แต่ฝั่งของ content เรามีตัวเลขอยู่เหมือนกัน content คือ animation ; film ; music ; game แต่ไม่รวมพวกสิ่งพิมพ์ ; publication ; ข่าว ; documentary ; advertising ซึ่งจะอยู่ประมาณ 35,000 ล้านบาทต่อปี นี่คือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เราประเมิน ซึ่งจะผ่านจาก เอสเอ็มอี หรือ content creator จะมีเรื่องของ license management ที่เข้าไปทำให้ตรงนี้ มันเกิดเป็นรายได้ขึ้นมา ผ่านทาง digital content platform

เบื้องต้นที่เราฟังนโยบายรัฐบาล เหมือนกับจะมีหน่วยงานส่งเสริมผู้ประกอบการให้ตั้งตัว ตั้ง platform แต่สิ่งที่เราอยากจะบอกรัฐบาลก็คือ platform ไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่ทั้งหมด มันเหมือนกับที่เราจะทำ Thailand.com หรือที่กระทรวงอยากทำหลายๆ อย่าง อาจจะเป็นความคิดที่ดี แต่พอไปเปรียบเทียบกับ platform ที่มีในต่างประเทศ หรือว่าที่เป็น global ไปแล้วเนี่ย การแข่งขันตรงนั้น มันยาก

คนไทยเก่งเรื่องของ creativity เก่งเรื่อง content creation อยู่แล้ว เรื่อง entertainment ทั้งเพลง ภาพยนตร์ สารคดี ทุกอย่างเก่งหมดอยู่แล้ว animation software อย่างนี้ รัฐบาลน่าจะส่งเสริมตรงนี้ ให้เพื่อบทบาทของรัฐบาลเป็น regulator หรือผู้กำหนดนโยบาย เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาได้ ซึ่งการที่มันจะพัฒนาไปได้ ต้องอาศัยการสนับสนุนในหลายๆ เรื่องเหมือนกัน

จุดแรกที่เราคุยกับรัฐบาล คือส่วนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรงนี้ แน่นอนมีเรื่องของกฎหมายลิขสิทธิ์ ซึ่งทุกวันนี้ยังไม่สามารถจะตอบโจทย์กับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ ยังมีช่องว่างอยู่ ถ้ามีการปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัย ก็จะเป็น benefit มีรายได้กลับไปให้ผู้สร้าง content แล้วจะมีอีกอันคือตัว พรบ. คอมพิวเตอร์ อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ก็เช่นเดียวกัน ยังไม่ได้ครอบคลุม เช่นในกรณีของ file sharing อะไรพวกนี้ จะมีความผิดหรือไม่ จัดการอย่างไร ถ้าเกิดมีกรณีที่เป็น content ละเมิดลิขสิทธิ์ จะสามารถบล็อกเว็บไซต์ได้หรือไม่

ผมว่าเรื่องของ blocking เป็นอะไรที่เห็นได้ชัดเจน แล้วเมืองไทยก็ทำอยู่แล้ว จึงไม่ควรจะปล่อยให้มีอะไรที่ผิดกฎหมายหลุดรอดไป

ขอบเขตความรับผิดชอบของเรื่องนี้ น่าจะมากกว่าแค่งานของกรมทรัพย์ฯ หรือกระทรวงพาณิชย์ มันน่าจะเป็นไปในลักษณะไหน

ใช่ครับ มันมากกว่านั้นเยอะ เราพยายามจะเสนอโรดแมพ แล้วเนื่องจากรัฐบาลมีแผน ที่จะตั้งกระทรวงดิจิตอลขึ้นมา ซึ่งอาจจะปรับจากไอซีที ทั้งนี้ทั้งนั้น ตรงนั้น มันคือไอที แต่อย่างที่บอกว่า มันควรจะมีส่วนของ digital content อยู่ในกระทรวงนี้ด้วย นั่นคือสิ่งที่เราอยากเห็น รวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายลิขสิทธิ์หรืออาชญากรรมคอมพิวเตอร์อยู่ตรงนั้นด้วย เพราะทุกวันนี้ ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ มีน้อย นับคนได้เลย ที่จะรู้วิธีค้นหาผู้กระทำผิด แล้วทำขั้นตอนที่จะตักเตือน หรือว่าบล็อก หรือว่าจับกุม เพราะฉะนั้น จำเป็นที่จะต้องมีทีมงานที่มีความรู้ความเข้าใจด้านนี้โดยตรง

เมื่อเราพูดถึง good practice มีบทเรียนหรือประสบการณ์ในการจัดการกับ digital content ใดบ้าง ที่พึงนำมาปรับใช้ในเมืองไทย

ต้องบอกว่าเราใช้อยู่ เราดำเนินการตามมาตรฐานของสากลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเผยแพร่ content เรื่องของการจัดเก็บค่าเผยแพร่ หรือว่าค่าลิขสิทธิ์ในการใช้ content รวมถึงเรื่องของการจ่ายค่าลิขสิทธิ์กลับไปให้แก่เจ้าของผลงาน ไม่ว่าจะเป็นส่วนของนักแต่งเพลง หรือว่าส่วนของสิ่งบันทึกเสียง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับศิลปินนักร้อง พวกนี้เราเดินตามระบบมาตรฐานสากล เพราะฉะนั้น ผู้ประกอบการที่จะทำงานกับทางเรา หรือว่าหน่วยงานในสมาคมของเราจะยึดหลักการเดียวกัน รวมถึงเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นโครงข่ายของลิขสิทธิ์ดูแลทั่วโลก ร่วมมือกันแล้วก็เหมือนกับช่วยถ่ายทอดความรู้ให้เรา มาช่วยเจรจากับรัฐบาลมาหลายรัฐบาลแล้ว

เมื่อเปลี่ยนผ่านมาจากอนาล็อกมาสู่ดิจิตอล ซึ่งคงใช้เวลาในการจัดระเบียบพอสมควร ถ้าดูจากบทเรียนของเมืองนอก กว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง ?

ผมว่าตัวที่ผลักดันจริงๆ คือพวก platform ใหญ่ๆ เพราะพอมันเข้ามาปุ๊บ มันถอดแบบเมืองนอกมาเลย ไม่มีความแตกต่างเลย อย่างที่ผมเคยบอก มันเป็น game changer มันเปลี่ยน eco-system พอ itunes เข้ามาก็เป็นดอกที่หนึ่ง deezer เข้ามาก็เป็นดอกที่สอง มันเปลี่ยนเกม เพราะว่าไม่งั้น เวลาเราไปคุยกับพวกผู้ประกอบการในไทย เขาจะยังไม่ยอมรับมาตรฐานสากล แต่พอมันมีตรงนี้ กลายเป็นว่า content creator ในเมืองไทยได้ benefit ไปด้วย คือศิลปินไทยสักคนหนึ่งได้ benefit ไปด้วย เพราะได้ system ที่ดี แล้วก็ model ที่เป็นธรรมพอจะที่ทำให้เขาเติบโตได้

แล้วก็ดอกที่สาม คือ youtube พอมันเข้ามาตรงนี้ มันเห็นชัดเลย ผมก็บอกทางรัฐบาลไปว่า apple ไม่ได้เป็นบริษัทฮาร์ดแวร์ แต่จริงๆ แล้วเป็นบริษัทที่ขาย content ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แล้วต่อจากนี้ อะไรจะเป็นดอกที่สี่-ห้า-หก เป็น spotify หรืออะไรต่อไป

ผมว่าดอกที่หนึ่ง-สอง-สาม เนี่ย มันตอกย้ำเรื่องเดียวกัน คือโครงสร้างของธุรกิจที่ควรจะเป็น ทำให้ทุกคนมี best practice ไปโดยปริยาย ในการที่จะทำงานด้าน platform management เพราะฉะนั้น ต่อไปอาจจะเป็น platform คนไทย ก็มีหลายคนที่จะทำ platform ขึ้นมาเอง

โอกาสที่ local platform จะเกิดและเติบโตได้ยังมีอยู่ไหม หรือว่าจะถูกครอบงำโดย gobla platform

มันยังมีอยู่ เพราะหลายๆ ประเทศ อย่างออสเตรเลีย จะมีตัวเลขให้เห็นเลยว่า มีทั้ง global และ local platform แต่สิ่งที่ผมพูดก็คือว่า local ต้องยึดตามมาตรฐานของ global ถ้าอย่างนี้ก็สามารถทำได้ แล้วผมเชื่อว่า ปีหน้าน่าจะเห็น platform ที่ดีเกิดขึ้น

ในแง่ของดิจิตอลเอง ผมว่ามันลดช่องว่างหลายอย่าง ระหว่างผู้ประกอบการรายเล็กรายใหญ่ มันลดช่องว่างไปได้เยอะ เพราะฉะนั้น มีโอกาสที่จะทำ ต้องมีแผนงานที่ดี แล้วเรื่องของความเข้าใจในพฤติกรรมของลูกค้า การเข้าถึงผู้บริโภคก็สำคัญ เหมือนกับหลักมาร์เก็ตติ้งทั่วไป

Digital economy ที่รัฐบาลชุดนี้พยายามชูขึ้นมา เทียบกับยุคสมัยหนึ่งที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ทำ คือ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

อันนี้คิดเหมือนกันเลย คือเราพยายามจะไม่พูดเรื่อง creative economy คนละเจ้าของกัน เลยไม่พูด

ถึงที่สุด เราต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาล เราอาจจะเรียกว่า digital economy of content เพื่อให้มันเคลียร์ขึ้น มันก็ต้องมี ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ คงหนีไม่พ้น ต้นน้ำ เรื่องของสตาร์ทอัพ คือผู้ประกอบการใหม่ๆ หรือในแง่ของ content คือ content creator รายใหม่ๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องทำให้คนไทยมี exposure กับศิลปะระดับโลกในด้านต่างๆ ทั้งภาพยนตร์ ภาพวาด งานศิลปะทุกประเภท เพราะถ้าไม่เห็นจะรู้ได้อย่างไรว่าชอบหรือไม่ชอบ จะรู้ได้อย่างไรว่า โลกเขาเป็นอย่างไร อันนี้สำคัญมาก เพราะว่าหลายๆ คนมารู้ก็เมื่อตอนอายุมากแล้ว

กลางน้ำ คือการสนับสนุนให้คนเกิดการพัฒนา ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา facilitate หรือส่งเสริมให้เกิด collaboration ระหว่างผู้ผลิตผลงานในไทยและระดับโลก แล้ว ปลายน้ำ คือการส่งเสริมการตลาดและการบริหารลิขสิทธิ์ license management เป็นเรื่องใหญ่มาก ที่คนเข้าใจน้อยมาก ถ้าเราทำเป็น มันก็จะมีประโยชน์มหาศาล

ยกตัวอย่างเช่น the voice ที่เราเป็น partner มาจากความคิดของคนๆ เดียว บริษัทชื่อ Talpa เขาเก่งมาก ทุกวันนี้ เขาขายอะไร เขาขายไบเบิล ขายคัมภีร์ manual ต้องเป็นอย่างนี้ ขั้นตอนเป็นอย่างนี้ ได้ค่าลิขสิทธิ์มหาศาลไป 40-50 ประเทศทั่วโลก อันนี้คือ license management การสร้างความร่วมมือทางธุรกิจกับทั้งไทยและต่างประเทศ ซึ่งเราก็พูดหลายครั้งว่า ถ้าคุณจะทำหนังขึ้นมาสักเรื่อง อย่างที่เคยทำ ทำเสร็จแล้วไปขายเมืองคานส์ ผมว่ามันค่อนข้างจะเสี่ยงสูง ไม่ได้ว่าหมดยุค แต่เพราะว่ามันจะเสี่ยงสูง หรือทำเพลงขึ้นมาเสร็จ แล้วเอาไปขายที่นิวยอร์ก นี่มันคนละเรื่องกับการที่เรามีการพูดคุยกับคนที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดต่างประเทศ หรือว่าตลาดระดับโลก เขาจะร่วมพัฒนาไปด้วยกัน แล้วเวลาไปขาย ก็ง่ายขึ้น

ไอ้ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ เนี่ย คือเกาหลีเลยนะ เราทราบอยู่แล้วว่า เขาเปิดเพลงคลาสสิกให้เด็กฟังก่อนเข้าเรียน ตลาดแจ๊ส ตลาดคลาสสิก เพลงฮิปฮอบ ทุกอย่างมันเบ่งบานที่เกาหลีหมด ทุกๆ แนว ใช่ไหมครับ นี่เป็นตัวบ่งบอก นี่คือวิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่สนับสนุนให้เกิด มีคอนเสิร์ตฮอล์ดีๆ โอเปราเฮาส์ดีๆ ซึ่งเอกชนก็ทำได้ไม่หมด บางอย่างรัฐบาลก็ต้องสนับสนุน ถ้ามันไม่มีสิ่งนี้ ก็จะเกิดยาก ของเรากว่าจะมีแต่ละอันขึ้นมาที เหนื่อย (หัวเราะ)
เลยคิดว่า อันนี้เป็น
digital economy of content ซึ่งเราอยากให้เกิดการพัฒนา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงไอซีที กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงอะไรอีกสารพัด จะต้องมาทำงานเชิงบูรณาการร่วมกันให้ได้

จริงหรือไม่ ที่ว่ากันว่า ไม่ว่าจะเป็น creative economy หรือ digital economy ถึงที่สุดแล้ว เป้าหมายปลายทางคล้ายๆกัน

คือมันจะมองคนละมุมตัว creative economy จะมองในตัว content สร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ แต่ตัว digital economy มองถึงสิ่งที่เป็นดิจิตอล บางคนมองว่าต่อไปด้วยซ้ำว่า digital economy ก็คือ economy นั่นแหละ ซึ่งอาจจะเป็นจริง

อย่างธุรกิจเพลงทุกวันนี้ เกิดขึ้น 60 เปอร์เซ็น คือดิจิตอล สิ่งพิมพ์ต่อไปก็เหมือนกัน ยังต้องมี physical บางอย่าง แต่หลายๆ อย่าง เกือบทุกอย่างก็ต้องเป็นดิจิตอล ทุกธุรกิจต้องมีดิจิตอลเป็นส่วนประกอบหลัก อย่างธุรกิจแบงกิ้ง ตอนนี้ถามว่าธุรกิจอะไร ก็บอกว่ามันเป็นธุรกิจดิจิตอล พอมันเป็นธุรกิจ เรื่องของตัวเลข มันไม่ได้จับเงินสักเท่าไหร่แล้ว

หลายคนมองว่า ธุรกิจ digital economy คือ economy แต่ในมุมของผม ผมว่ามันชัดว่า digital economy คือสิ่งที่เกิดใน digital และทุกธุรกิจต้องอยู่ใน digital อยู่แล้ว มากหรือน้อยเท่านั้นเอง แต่ว่าตัวที่มันจะขับเคลื่อนได้อย่างที่ผมบอก ก็คือ (ถนน)ต้องมีรถยนต์ รถยนต์อาจจะมีหลายคัน แต่คันที่จะเป็นตัวหลักของประเทศไทย คือเรื่องของ content ซึ่งคนไทยเก่งแน่นอนอยู่แล้ว แล้วก็มีคนขับรถ ก็คือตัว user ที่เข้าใจวิธีการสตาร์ทเครื่องเอามันไปใช้

มูลค่าเศรษฐกิจของตัว content ที่บอกว่า 3 หมื่นกว่าล้านต่อปี เป็นการบริโภคภายในประเทศ หรือส่งออกด้วย

ตอนนี้ยังพูดถึงภายในประเทศไทยอย่างเดียว จริงๆ แล้ว ถ้ารวมทั้งหมด รวมที่ยังไม่ถูกต้องตามกฎหมายด้วยนะ คือถ้ามันสามารถแปลงใต้ดินเป็นบนดินให้หมดได้ ผมว่าจะมากกว่านี้ และต่างประเทศก็อีกมหาศาล เป็นไปได้อยู่แล้ว ถ้ามันเกิดการพัฒนาในประเทศอย่างแข็งแรง มันสามารถเป็นสินค้าส่งออกที่ดีได้

รัฐบาลควรโยนเงินมาสนับสนุนเท่าไหร่ถึงจะเกิด

พูดไม่ถูกเหมือนกันนะว่า ใช้เงินเท่าใด ผมกำลังมองว่า งบที่รัฐบาลมี ขอให้ใช้ให้มันถูกทาง digital economy ก็จะเกิดขึ้น เช่น งบท่องเที่ยว โปรโมทการท่องเที่ยว จริงๆ แล้ว มันทำได้หลายวิธี ไม่ใช่แค่ว่าจ้างบริษัทพีอาร์ หรือโฆษณาสวยงามทุกอย่าง แต่พอเข้ามาแล้วเป็นอีกแบบหนึ่ง พอเจอคิวi5แท็กซี่(ที่สุวรรณภูมิ)ก็มึนล่ะ เจอ custom หน้าบึ้งก็มึน เพราะฉะนั้น แทนที่จะ spend ตรงนั้น มันยังมีวิธีการที่ดีกว่านั้นเยอะ เช่น ออร์กาไนซ์อีเวนท์ต่างๆ ที่มันเป็นระดับโลก หรือพูดคุยกันเป็นเรื่อง อาเซียนมิวสิคเฟสติวัล ก็ได้ ทุกวันนี้ ทุกคนพูดถึง AEC ใช่ไหมครับ เพียงแต่ว่ามองให้มันเป็นรูปธรรม บางพื้นที่เวลาไปจัดคอนเสิร์ตก็มีปัญหา ทำให้มันเกิดสิ อันนี้ผมว่า มันใช้เงินไม่เท่าไหร่

จากประสบการณ์ที่ทำงานนี้มา คุณคิดว่าเรามีบุคลากรที่พร้อมพอกับความต้องการเหล่านี้ไหม

มีคนที่เข้าใจตรงนี้น้อยจริงๆ อย่างที่ผมบอก น้อยมากๆ ถึงมากที่สุด หากมองที่ภาคเอกชนนะ แต่ถ้ามองไปภาครัฐ ยิ่งน้อยเข้าไปอีก เอกชนก็น้อยอยู่แล้ว ยกตัวอย่าง ผมเคยทำพวกลิขสิทธิ์มาก่อนด้วย ก่อนที่จะเข้ามาทำงานที่นี่ ลูกน้องเก่าๆ ก็ไปอยู่บริษัทที่ขายพวก entertainment licensing เดิมๆ ทั้งนั้นเลย เหมือนไม่ค่อยมีคนใหม่

ทำไมคนถึงเข้ามาในวงการนี้น้อย

ผมว่าเป็นเพราะว่า industry ยังเล็กอยู่ มันมีข้อจำกัดในการเติบโตอยู่อย่างที่บอก แต่ถ้าทำให้มันถูกต้อง มันก็โตได้ ด้วยความที่มันเล็ก คนก็เลยน้อย แล้วเวลาไปคุยกับภาครัฐในหลายๆ หน่วยงาน เขาก็เหมือนว่า เอาพูดตรงๆเลยนะ เขาก็ไม่ได้มี KPI ที่เกี่ยวข้องโดยตรง นี่คือสิ่งสำคัญ KPI ของเขา ไม่ได้มาป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาเป็นผู้จดทะเบียนลิขสิทธิ์เท่านั้น

คือไม่ใช่ว่า เขาไม่อยากช่วยนะ แต่มันไม่ได้อยู่ในโครงสร้างการทำงานของเขา มีหลายท่านที่เข้าใจและยินดีจะช่วย แต่มันไม่เกี่ยวกับเขา ช่วยไป มันก็ไม่เกี่ยวกับเขา ไม่ช่วย ก็ไม่เกี่ยวกับเขาอีก

เท่ากับว่าตอนนี้เป็นสัญญาณที่ดีที่ภาคเอกชนจะลุกขึ้นมา เมื่อเห็นภาครัฐขยับ

ผมมองเห็นเหมือนว่า รถไฟมันกำลังจะออกจากชานชาลา แต่ก็ไม่รู้ว่าข้างในรถไฟมีอะไรบ้าง ใจเอกชนก็อยากเข้าไปพูดคุย กระโดดขึ้นขบวนแล้วก็หวังว่ามันจะมีอะไรที่นำพาไปสู่สภาพที่ดีขึ้น

คุยกันไปหลายรอบแล้ว คิดว่าทุกคนมีความหวังนะ มีความหวังมาถึงจุดหนึ่ง แต่ส่วนหนึ่งก็มีความกังวลด้วยเหมือนกัน เพราะว่าถ้าดูกันจริงๆ จังๆ แล้ว คือตอนนี้เวลามันใกล้หมด(หัวเราะ) เวลามันก็เหลือน้อยลงล่ะ

แต่ฟังดูแล้ว เรื่องแบบนี้ภาคเอกชนทำฝ่ายเดียวไม่ได้

เพราะว่ามันขาด มันต้องการคนทำหน้าที่ regulator ที่เป็นธรรม ที่จะ facilitate ให้มันเกิดขึ้น ควบคุม สนับสนุน และ โปรโมท 3 อย่าง คือ regulate ; facilitate แล้วก็เรื่อง promote

ที่จริงมีงบเยอะแยะ ส่งเสริมอุตสาหกรรมอะไรพวกนี้ แต่ว่ามันจะกลายเป็นว่าไปเน้นเขียนซอต์ฟแวร์ ซึ่งผมไม่ได้ดูถูกคนเขียนซอต์ฟแวร์นะ เพราะตัวผมก็เป็นคอมพิวเตอร์เอ็นจิเนียร์มาก่อน ผมเคยทำมาก่อนแล้ว เพื่อนผมก็ทำเยอะแยะ แต่สมัยผมก็ละเมิด ขายก็ไม่ได้ตังค์ อะไรอย่างนี้ เราก็อาจจะเขียนเก่งๆ ได้ แต่ถ้าพูดแล้ว จุดแข็งจริงๆ เราอยู่ตรงไหน เพราะว่าเราจะไปเขียนแข่งกับซอต์ฟแวร์ที่มันมีอยู่แล้ว แล้วมันขายดีอยู่แล้ว มันยากจริงๆนะ ยกเว้นเราจะมีไอเดียทำซอต์ฟแวร์ที่มันแตกต่าง

แต่มันไม่เหมือนศิลปะ creativity ซึ่งเรามีจุดแข็งในเรื่องนี้ง

ถ้าทำสำเร็จในบั้นปลาย คุณคิดว่า digital economy จะพลิกโฉมหน้าประเทศไทยอย่างไร

ผมว่ามันเป็นอะไรที่ยากเกินจะจินตนาการเหมือนกัน เพราะว่ามันอาจจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกเยอะ ที่เรามองไม่เห็น เพราะว่าถ้าเรามองย้อนหลังกลับไป ใครจะรู้ว่า คนไทยจะเล่น facebook เยอะขนาดนี้ อะไรอย่างนี้ สิ่งที่เรียกว่า facebook ได้กลายมาแทนที่ทุกอย่าง

หรือแอพพลิเคชั่นอย่าง line ขึ้นมาแทน sms ผมว่าก็เกินคาดเดา

แต่ว่าจุดหนึ่งก็คือ มันจะทำให้เรามี level playground หมายถึงว่าเราจะอยู่ในระดับที่เสมอกันกับประเทศอื่นๆ ในแง่ของขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างที่บอก digital platform ที่จะเข้ามา ผู้เล่นรายเล็กรายใหญ่ อย่างสมมติค่ายเพลง ค่ายเล็กค่ายใหญ่ก็มีสิทธิ์เท่าๆ กัน ในแง่ของ platform ตัวนี้ ที่เหลือก็อยู่ที่ความสามารถในการโปรโมทอะไรใหม่

ประเทศไทยก็เหมือนกัน ถ้าประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลทำโอเค ให้มันพัฒนายกระดับขึ้นมา แต่อย่าลืมว่า ถ้ามันไม่มีผู้เล่นหรือผู้ผลิต มันก็ไม่เกิดขึ้น มันต้องสร้าง พอระดับของแพลทฟอร์มมันเสมอกันปุ๊บ มันก็มีโอกาสที่คนไทยจะสร้างเศรษฐกิจ นอกเหนือจากในประเทศของเรา ซึ่งมีอยู่มหาศาล เกาหลี มันไม่ใช่แค่เพลง ไม่ใช่แค่หนัง ยังมีรายการทีวี มีซอต์ฟแวร์ มีเกม มีแอนิเมชั่น ทุกอย่างมาเป็นแพ็ค คิดว่าเป็นไปได้สำหรับประเทศไทย

หากเราพูดเรื่อง digital economy มันกว้างจริงๆ แล้วคนมันก็มองคนละแบบ เหมือนมองหางช้าง หัวช้าง หูช้าง มันต้องมองขาด มองให้เป็นตัวช้างให้ได้