วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปลี่ยนชีวิต...ด้วยเงิน 2 บาท

เป็นผู้นำชุมชน ต้องมีวิสัยทัศน์ หมั่นเรียนรู้ และนี่คือ เรื่องราวของหมอหน้อย-เกษร วงศ์มณี

คนเราไม่ว่าจะยืนอยู่จุดไหนของสังคม ถ้าอยากทำเพื่อผู้อื่น ก็มีช่องว่างให้ทำเสมอ เหมือนเช่น หมอหน้อย เกษร วงศ์มณี นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญพิเศษ (สาธารณสุขอำเภอหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ )พยาบาลชนบทคนนี้ลุกขึ้นมาทำโครงการ 2 บาทลงขันสร้างสรรค์โรงพยาบาลตำบล เมื่อปี 2544 เธอทำโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใดๆ จนขยายผลเป็นงานระดับประเทศ กระทั่งได้รับรางวัลมากมายจากหลายหน่วยงาน ล่าสุดในงานประชุม Asia Pacific Alliance on Human Resource for Health Conference ครั้งที่ 8 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม 2557 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน เธอจะขึ้นรับรางวัลอันทรงเกียรติ โดยเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ (ที่ผ่านมามีคนไทยเพียง 3 คนที่ได้รับรางวัลนี้ ) และยังเป็นครั้งแรกที่คนไทยได้กล่าวสุนทรพจน์ในงานนี้

ผู้นำเปลี่ยนสังคม

หากนับวันเวลาของการทำงานของหมอหน้อยเกษร เธอเป็นพยาบาลมานานกว่า 19 ปี และปัจจุบันเป็นสาธารณสุขอำเภอ 13 ปีแล้ว รับราชการมานานพอควร แต่เธอไม่อยากทำงานแค่ 8 ชั่วโมงในโรงพยาบาลแล้วกลับบ้านไปเลี้ยงลูก เธอมองว่า ชีวิตต้องมากกว่านั้น

"ตอนเป็นเด็กมีโอกาสตามน้าๆ ผดุงครรภ์ไปดูการทำคลอด ดูแลเรื่องอนามัยแต่ละตำบล น้าๆ เหล่านั้นได้เงินเดือนนิดเดียว แต่ช่วยเหลือคนทั้งตำบล ก็เลยอยากเป็นพยาบาล พอได้เป็นพยาบาลก็คิดเสมอว่า ถ้าได้ทำงานจะขออยู่ฝ่ายส่งเสริมสุขภาพ เพราะการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ ” หมอหน้อยเกษร เล่า

หากจะออกแบบการทำงานให้เหมาะกับชุมชน หมอหน้อย บอกว่า ต้องเป็นผู้นำ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาจากความไม่เท่าเทียมของการรับบริการและการเข้าถึงบริการ ความไม่ทั่วถึงของระบบสุขภาพของระบบสาธารณสุข

“แพทย์ไม่เคยเพียงพอสำหรับการดูแลผู้ป่วย เราจึงต้องมีระบบใหม่ในการดูแลสุขภาพ เวลาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขบอกประชาชนว่า "ไม่สบาย อย่าไปซื้อยากินเอง ให้ไปหาหมอ" คุณคิดไหมว่า ประชาชนก็มีภูมิปัญญาบางอย่าง เพื่อดูแลตัวเองอยู่บ้าง จึงมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ เราก็เลยคิดว่า ถ้ามีโอกาสอยากช่วยจัดการระบบสุขภาพให้ประชาชนบ้าง ถ้าเราลงมือทำ เชื่อว่าชาวบ้านต้องช่วย

ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม คนเราไม่ใช่รอรับบริการจากภาครัฐอย่างเดียว ถ้าจะทำเรื่องสุขภาพ ก็ต้องเชื่อมโยงกับชาวบ้าน ปกติชาวบ้านก็ทำงานบุญอยู่แล้ว ถ้าจะให้พวกเขาเพิ่มเรื่องสุขภาพอีกเรื่อง ก็น่าจะได้ เราก็เลยคิดว่า ภายใน 4 ปีต้องเกิดองค์กรอิสระของการเงินระบบสุขภาพระดับชุมชนทั้งประเทศ ก็เลยคิดว่าต้องไปเรียนต่อ”

หลายสิบปีที่แล้ว เธอไปเรียนปริญญาโท ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ และสังคมวิทยา เพื่อเตรียมความพร้อม เพื่อเป็นผู้นำ ก่อนทำโครงการ 2 บาทลงขันสร้างสรรค์โรงพยาบาลตำบล เพราะเชื่อว่า การเป็นผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์

“แค่วิชาชีพพยาบาลและจิตเวชอย่างเดียวไม่พอ ถ้าจะเป็นผู้นำ ต้องถามตัวเองว่า องค์ความรู้ที่มีอยู่เพียงพอแล้วหรือ เราก็ไปเติมความรู้ อีกอย่างถ้าทำงานแบบข้าราชการ สั่งมายังไงก็ทำอย่างนั้น นั่นไม่ใช่เรา ถ้าเรารู้ปัญหา เราจะแก้ปัญหาแบบเดิมไม่ได้" หมอหน้อยเล่าถึงการเรียนเพื่อพัฒนาความรู้ เพื่อจะกลับมาสอบแข่งขันทำงานเป็นสาธารณสุขอำเภอ ตอนนั้นเธอคิดว่า ถ้าเตรียมตัวพร้อมแล้ว ก็ต้องทำได้

"เมื่อเตรียมตัวด้วยการเรียนปริญญาโทสามปี เรารู้ว่า สิ่งที่เราทำ เขาต้องเลือกเราแน่นอน เราไม่มีข้อบกพร่องตรงไหน แต่ถ้าไม่เลือก ก็ไม่เป็นไร "

ลงขัน 2 บาท พลิกแผ่นดินได้

สิ่งที่เธอคิด ไม่ผิดจากที่วางเป้าหมายไว้ เมื่อได้ทำงานเป็นสาธารณสุขอำเภอ หมอหน้อยร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 31 โรงพยาบาลตำบลวางระบบใหม่

“ปรากฏว่า ทุกคนอยากทำแบบที่หมอหน้อยคิดเอาไว้ เพียงแต่ขาดผู้นำ สาธารณสุขอำเภอ มีหน้าที่ดูแลสถานีอนามัยทั้งอำเภอ เมื่อมีการกระจายงบมาสู่ระบบตำบล ทำให้เราคิดนอกกรอบได้ พวกเราเหมือนมดตัวเล็กๆ ถ้ารวมพลังกัน พลิกแผ่นดินได้ เรามั่นใจตรงนี้"

หมอหน้อยเชื่อว่า ต้องทำจริง ทำให้เห็น และลงมือทำ เพราะทุกครอบครัวมีคนป่วย และสิ่งที่ทำเป็นผลประโยชน์ต่อประชาชน เราจึงเริ่มทำโครงการ “2 บาทลงขัน สร้างสรรค์โรงพยาบาลตำบล จากคนกลุ่มเล็กๆ ค่อยๆ ขยายผลภายใน 5 ปี โดยใช้ตัวเองเป็นโมเดลสร้างประชาคม

"เราใช้เวลากลางคืน สื่อสารสร้างความเข้าใจ ช่วง4 ปีแรกไม่มีคืนไหนเลยที่กลับบ้านก่อนสี่ทุ่ม ตอนนั้้นสามี (คุณหมอพงศ์พิชญ์ )ก็เสียสละให้เราทำงาน เขารู้ว่าเขาไม่มีโอกาสทำแบบเรา สามีและลูกๆ ก็ให้โอกาสทำสิ่งนี้ โดยให้ชาวบ้านลงขันคนละ 2 บาทต่อเดือน ”

หมอหน้อยอธิบายเชิงเศรษฐศาสตร์ ว่า สถานีอนามัยหนึ่งแห่งต้องดูแลประชากรหมื่นคน ถ้าจะพัฒนาต้องใช้งบประมาณเจ็ดแสนบาทต่อแห่ง ถ้าของบมาทำโครงการ รัฐไม่ให้หรอก ดังนั้้นถ้าซอยเงินจำนวนเล็กๆ แล้วเอามารวมกัน เราก็ได้เงินจำนวนนั้น ณ ปัจจุบันมีเงินเพื่อบริหารจัดการช่วยเหลือชาวบ้านในด้านสาธารณสุขกว่า 60 ล้านบาท

“เราก็ชี้ให้ชาวบ้านเห็นว่า สองบาทเปรียบเสมือนเม็ดฝน ไม่มีฝนที่ไหนตกเป็นไหเป็นโอ่ง เมื่อนำมารวมกันใช้ประโยชน์ได้เยอะ เพื่อการศึกษาเด็กๆ ในชุมชน ทำโครงการต่างๆ เราทำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกระทรวงสาธารณสุขลงมาดูงาน และกลายเป็นนโยบายรัฐบาลในยุคนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากสถานีอนามัยเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลตำบลต้นแบบ ขยายผลไปทั่วประเทศ จนสื่อทุกรูปแบบให้ความสนใจ มีคนเข้ามาดูงานอยู่เรื่อยๆ " หมอหน้อย เล่า และบอกว่า

“ถ้าจะทำดีต้องทำต่อเนื่อง ทำดีจริงๆ ทำนานๆ เราก็มีความสุขที่ได้ช่วยชาวบ้าน และไม่มีคนไหนไม่ช่วยเรา พัฒนามีโครงการอื่นๆ อีก เช่น โครงการปลอดเหล้า ศูนย์ไกล่เกลี่ย ฯลฯ และนี่เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อประชาชนร่วมเป็นเจ้าของ การเปลี่ยนแปลงเกิดได้จริง เงินสองบาทที่ได้จากชาวบ้าน มีคณะกรรมการ มีระบบตรวจสอบดูแลอย่างรัดกุม เงินหายไปบาทสองบาท ชาวบ้านเขาก็เห็น เราจะไม่จับเงินเลย คนในชุมชนก็เข้าถึงระบบสุขภาพอย่างถ้วนหน้า"

หากถามถึงการเปลี่ยนแปลง เธอบอกว่า เมื่อก่อนในครอบครัวใดมีคนป่วยจิตเวช คนในชุมชนจะปิดบัง แต่ปัจจุบันเกิดการช่วยเหลือกัน ทั้งเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยและภาวะการเงินในครอบครัว

“กรณีคนไม่มีบ้านอยู่หรือถูกทอดทิ้งที่รายการโทรทัศน์สถานีช่อง 7 สีนำเสนอ ในอ.หล่มสักไม่มีแล้ว ยิ่งมีคนมาดูงานเยอะ ยิ่งแข่งกันทำความดี ถ้าเราทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องของทุกคน พวกเขาตัดสินใจเองว่าจะทำหรือไม่ทำ เรามีหน้าที่ให้ข้อมูลทั้งด้านดีและไม่ดี และชื่นชมให้กำลังใจ "

พ่อสอนไว้

หากถามว่า ทำไมเธอเป็นนักวางแผนที่รอบคอบ เธอบอกว่า พ่อสอนไว้ พ่อเคยเป็นกรรมกรในโรงสี จบแค่ประถม 3 แต่สามารถพัฒนาตัวเองเป็นที่พึ่งของชุมชนได้

“พ่อไม่จบป 4 แต่ผลักดันตัวเองจนเป็นสมาชิกสภาเทศบาลอยู่ถึง 4 ปี ตอนพ่อเป็นกรรมกร เจ้าของโรงสีเห็นความซื่อสัตย์ของพ่อ ก็ลงทุนให้พ่อขายข้าวสาร สามารถส่งลูกเรียนจนจบปริญญาตรีทุกคน พ่อบอกว่า ชีวิตเรา เราต้องเลือก พ่อเชื่อว่า การศึกษาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พ่อสอนว่า เกิดเป็นคนต้องเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ ต้องหมั่นสังเกต” หมอหน้อย เล่าอย่างภูมิใจ และเธอไม่เคยลืมคำสอนของพ่อที่บอกว่า เรามีความสุขคนเดียวไม่ได้ คนอื่นต้องมีความสุขด้วย สังคมถึงจะอยู่ได้

เพราะมีมนุษย์สัมพันธ์เป็นเลิศ ชอบทักทายผู้คน หมอหน้อยจึงเป็นผู้นำที่ชุมชนให้ความนับถือ ตอนนี้เธอกำลังทำโครงการสุขภาพจิตในชุมชน และอีกไม่นานคงทำเต็มรูปแบบ อีกเรื่องที่ทำ คือการให้ความรู้เรื่องการแปรงฟัน เพื่อป้องกันฟันผุ

เพราะคิดบวกอยู่เสมอ ทำให้เธอไม่ค่อยทุกข์ เธอบอกว่า ทุกข์ไม่นาน เดี๋ยวก็หาย แค่นอนหลับ ตื่นมาก็มีแรงทำงานต่อ

“ไม่ต้องไปรอว่าจะได้ตำแหน่งซี 9 ซี 10 สำคัญที่สุดคือ ชาวบ้านรักเรา และเพื่อนร่วมงานก็เป็นกำลังใจดีที่สุด เวลาไม่สบายใจ ก็ปรับทุกข์กับคนใกล้ๆ ตัวที่ทำงานด้วย เขาจะได้ช่วยเรา เราโชคดีแล้วล่ะที่ได้เกิดมาเป็นตัวเรา ไม่เป็นภาระสังคม สุดยอดแล้วที่เราสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ เกิดมาไม่เสียชาติเกิด” เธอเล่า และย้ำว่า ชีวิตจะสุขหรือทุกข์อยู่ที่การคิด

"ถ้าเรื่องใดพูดหรือทำไปแล้ว ไม่มีอะไรดีขึ้นก็คิดใหม่ หรือเรื่องใดไม่ได้ดั่งใจ ก็มีอารมณ์ขัน ยกตัวอย่าง พยาบาลรุ่นน้องเคยลืมต่อใบประกอบโรคศิลป์ให้เรา จึงต้องไปสอบใหม่ ถ้าตอนนั้นเราโกรธที่เขาไม่ดูแล เราจะได้อะไร เราก็คิดว่า สอบใหม่ก็ได้ทบทวนความรู้

ถ้าถามว่า ใครช่วยสอนเรื่องวิธีคิด คุณหมอสามีก็มีส่วน เพราะเขารู้ว่า คนอย่างเรา เก็บไว้ในบ้านอย่างเดียวไม่ได้ เราเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ เราก็ต้องเคารพการเสียสละของเขา แต่คุณหมอก็บอกว่า ถ้าเธอเหนื่อย ลาออกได้เลย ฉันเลี้ยงเธอได้ แต่เราชอบที่จะเป็นพยาบาล และพยายามทำหน้าที่แม่ของลูกไม่ให้บกพร่อง " เธอเล่าและย้อนความว่า

"สมัยก่อนทุกวันศุกร์ เรานั่งรถทัวร์จากเพชรบูรณ์ไปหาลูกที่เรียนในกรุงเทพฯ วันอาทิตย์ก็เดินทางกลับ ถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อย แต่เราก็คิดว่า เราไปหาคนที่เรารักมากที่สุด สองปีเต็มที่ทำอย่างนั้น จนเจ้าของรถทัวร์ ล็อคที่นั่งให้เลย "