วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน 2569

Login
Login

มรดกเมืองที่ถูกลืม

ม.ศิลปากรเดินหน้าโครงการอนุรักษ์ประติมากรรมและลายปูนปั้นประดับสะพานในกรุงเทพฯ ก่อนสูญลายปูนปั้นอายุ 100 ปี

หนึ่งในแผนรับมือการคุกคามของประเทศมหาอำนาจตะวันตกยุคล่าอาณานิคม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงดำเนินนโยบายปรับปรุงประเทศให้เจริญก้าวหน้า

โดยเฉพาะในส่วนของ 'เมืองหลวง' ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะสร้างสรรค์ กรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศ จึงทรงมีพระราชดำริในการวางรากฐานระบบสาธารณูปโภคในประเทศไทย

ในรัชสมัยของพระองค์มีการนำเทคนิคการก่อสร้างและรูปแบบ 'สถาปัตยกรรมตะวันตก' มาใช้สร้างสิ่งต่างๆ เช่น วัง พระตำหนัก ถนน และ สะพาน

การสร้างถนนและสะพานข้ามคูคลองในสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ได้สร้างเพื่อมุ่งประโยชน์ด้านการคมนาคมแต่เพียงด้านเดียว แต่ทรงมีพระราชดำริในการสร้าง 'สะพาน' ให้เป็นสถาปัตยกรรมที่มีความงดงาม มีคุณค่าทางศิลปะ เป็นสง่าเชิดหน้าชูตา กล่าวได้ว่า แนวพระราชโยบายสร้างถนนและสะพานนี้ ไม่เพียงแต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาประเทศ แต่ยังเป็นการสร้างสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงความเจริญของยุคสมัยด้วย

"รัชกาลที่ห้าทรงชอบให้มีการแข่งขัน หลังเสด็จนิวัติพระนครจากการเสด็จประพาสยุโรป มีสถาปนิกต่างชาติกลุ่ม 4 กลุ่ม อิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี เข้ามาแข่งกันออกแบบ อันไหนท่านโปรดท่านก็เลือกอันนั้น ส่วนใหญ่ก็จะได้งานช่างอิตาลี" อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ คณบดี คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าว

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเลือกสถาปนิกชาวอิตาเลียนจากเมืองตูริน มาริโอ ตามานโญ ออกแบบผังเกาะรัตนโกสินทร์ สถาปนิกคนเดียวกันกับที่ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคม

"ผมบังเอิญโชคดีได้ไปเจอหลานของตามานโญ เขาเป็นสถาปนิกเหมือนกัน เอาผังเกาะรัตนโกสินทร์ที่ตามานโญออกแบบไว้มาให้ดู เขาเก็บงานไว้ดีมาก เป็นลายเส้นดินสอละเอียดยิบและยังสด เห็นแล้วตกใจ เพราะเราสร้างไปเพียงครึ่งหนึ่งที่เขาออกแบบไว้ ถ้ากรุงเทพฯ เป็นไปตามที่เขาออกแบบไว้ ถนนราชดำเนินสวยมากๆ ตั้งแต่พระที่นั่งอนันตสมาคมมาถึงลานพระบรมรูปทรงม้า มีอาร์คโค้งเหมือนหน้าวาติกัน ตามานโญออกแบบทั้งตึก ถนน เครื่องประดับถนนที่คู่ขนานไปกับถนนราชดำเนิน ครึ่งหนึ่งที่เราสร้างไป ปัจจุบันนี้ก็ไม่มีแล้ว หาแทบไม่เจอ ที่เราเห็นนี่เหลือไม่ถึง 20 เปอร์เซนต์" อ.อำมฤทธิ์ กล่าว

เช่นเดียวกับ 'สะพาน' ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานชุด 'เฉลิม' เป็นอนุสรณ์ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาไว้ด้วยกันหลายสะพาน กลายเป็นธรรมเนียม มีจำนวนทั้งหมด 15 แห่ง

เมื่อมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานเป็นอนุสรณ์ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเหมือนพระราชบิดา แต่เปลี่ยนจากชื่อ 'เฉลิม' มาเป็น 'เจริญ' มีทั้งหมด 6 แห่ง

ทั้งสองยุคดังกล่าวจึงได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของการสร้างสะพาน

แม้สะพานเหล่านี้ออกแบบโดยช่างตะวันตก แต่ช่างก็ปรับศิลปกรรมแบบตะวันตกผสมผสานกับลักษณะอย่างไทยให้เข้ากันได้อย่างกลมกลืน จนมีความงดงาม และมีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัย นับเป็นความแยบยลในการเผยแพร่ศิลปะตามพระราชนิยมให้แก่สาธารณะ โดยใช้ศิลปะเข้าไปผสมผสานกับสิ่งปลูกสร้างที่ประชาชนได้พบเห็นอยู่เสมอในชีวิตประจำวัน

ลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัดเจนของสะพานในยุคสมัยนี้ก็คือ ลวดลายปูนหล่อประดับสะพาน ซึ่งนับเป็นงานประติมากรรมที่มีคุณค่าทั้งทางศิลปะและทางประวัติศาสตร์

ยกตัวอย่างเช่น ประติมากรรมนูนต่ำรูปผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ที่สะพาน มหาดไทยอุทิศ หรือที่มักเรียกกันในชื่อ 'สะพานร้องไห้'

ประติมากรรมลอยตัวที่หัวเสาคอสะพาน เฉลิมหล้า ๕๖ หรือที่เรียกกันว่า 'สะพานหัวช้าง'

ลายปูนปั้นประดับราวสะพาน เจริญศรี ๓๔ เป็นรูปพานมีเฟื่องอุบะงดงามปราณีต และปูนปั้นประดับราวสะพานและป้ายสะพาน เจริญรัช ๓๑ เป็นรูปเสือถือพระขรรค์ และตราพระปรมาภิไธยย่อ ว.ป.ร. ในรัชกาลที่ 6 เป็นอาทิ

100 ปีผ่านไป.. สะพานหลายแห่งถูกแก้ไขดัดแปลงไปจากเดิม บางแห่งถูกรื้อทำลายเนื่องจากการขยายช่องทางจราจร ลวดลายประดับสะพานก็เป็นเช่นเดียวกัน ส่วนหนึ่งถูกทำลายไปพร้อมกับสะพานโดยไม่มีการจัดเก็บรักษา บางส่วนถูกย้ายตำแหน่ง หรือถูกตัดต่อให้เข้ากับรูปร่างของสะพานที่ถูกปรับ และส่วนใหญ่ถูกซ่อมแซมเนื่องจากความเสื่อมสภาพของวัสดุตามเวลา และการกัดกร่อนจากมลพิษในอากาศ

ในการซ่อมแซมหลายครั้งดำเนินอย่างไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เช่น การปั้นทับของเดิมโดยช่างที่ขาดทักษะและความชำนาญ การทาสีทับบนปูนจนลวดลายสึกกร่อน การใช้วัสดุที่แตกต่างจากวัสดุดั้งเดิม ปัจจุบัน ลวดลายประติมากรรมเหล่านี้หลายแห่งมีความผิดเพี้ยนไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด แม้กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนสะพานจำนวนหนึ่งที่ยังคงคุณค่าทางศิลปะและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ดี มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ก็ยังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงต่อความเสียหายจากสาเหตุหลายประการ

"ผมถูกฝึกมาให้เป็นนักสร้างสรรค์ และเป็นนักชื่นชมศิลปะ เวลาเราเดินเข้าไปในเมืองเก่า เรียนที่ศิลปากร วิทยาลัยช่างศิลป์ เราเห็นความน่ารื่นรมย์น่าชื่นชมของศิลปกรรมที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม มันอยู่ใกล้ตัวเราแค่นี้เอง จากวัยเด็กสู่วัยอาจารย์ เห็นความสึกกร่อน สึกหรอ วัยเด็กเราได้แต่เสียดาย ทำไมไม่มีใครเก็บ วันหนึ่งเติบโตขึ้นมามีโอกาสทำได้ก็เริ่มทำ" จักรพันธ์ วิลาสินีกุล หัวหน้าภาควิชาประติมากรรม คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้รับผิดชอบ โครงการอนุรักษ์ประติมากรรมและลายปูนปั้นประดับสะพานในกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการตั้งใจริเริ่มโครงการนี้

"สะพานที่ดังที่สุดบนราชดำเนิน ผ่านพิภพลีลา ไม่ใช่สะพานเดิมร้อยเปอร์เซนต์ ถูกทุบแล้วสร้างใหม่ เดิมเป็นลูกกรงเหล็กสไตล์อาร์ตนูโว มีโคมระย้า ปัจจุบันไม่เหลือแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าหายไปไหน สะพานสำคัญที่สุดที่อยู่บนเส้นรัตนโกสินทร์...พัง สะพานผ่านฟ้าลีลาศเกือบเป็นเค้าโครงเดิม มัฆวานรังสรรค์ไม่เดิมแล้ว เหลือแค่สองสะพานแล้วครับ มัฆวานรังสรรค์แม้ฟอร์มเปลี่ยนแปลงไป ถูกซ่อม แต่เหลือเค้าไว้ให้เห็น แต่ผ่านพิภพลีลาไม่ใช่ของเดิมเลย ไม่ได้อยู่ในชุดของสะพานนี้แล้ว มีแต่ชื่อเท่านั้น" อ.จักรพันธ์ ยกตัวอย่างความสูญเสีย

สถาปัตยกรรมบนสะพานอายุ 100 ปีที่มีคุณค่าและความหมายเชิงประวัติศาสตร์ถูกทำลายและซ่อมแซมอย่างไม่ถูกต้อง ไม่ใช่เพราะคนปัจจุบัน 'ดูถูก' แต่อ.จักรพันธ์คิดว่า เป็นเพราะไม่เคยรู้เรื่องราวเบื้องหลัง ไม่เคยรู้ว่าใครทำ สร้างเพราะอะไร ไม่เคยมีป้ายบอก

ด้วยเหตุนี้ ภาควิชาประติมากรรม คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จึงได้ริเริ่มโครงการอนุรักษ์ประติมากรรมและลายปูนปั้นประดับสะพานในกรุงเทพมหานครเพื่อดำเนินการลงพื้นที่ศึกษาและรวบรวมข้อมูล คัดลอก ถอดพิมพ์และการหล่อต้นแบบเป็นปลาสเตอร์ (Reproduction) เพื่อจัดเก็บไว้เป็นหลักฐานสำหรับการซ่อมแซมที่ถูกต้อง และเป็นตัวอย่างสำหรับการศึกษาในอนาคต รวมทั้งสำรวจความเห็นของประชาชนที่มีต่อสะพานและความเปลี่ยนแปลงของสะพาน โดยได้รับความเห็นชอบและร่วมมือจาก กรุงเทพมหานคร เจ้าของพื้นที่, คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี

"ถ้ามองภาพรวมคือ 3D Scanner" คุณยุต เอี่ยมสอาด อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับงานอนุรักษ์ประติมากรรมและลายปูนปั้นประดับสะพานในครั้่งนี้ คือการเก็บพื้นผิวรูปทรงสะพาน

"เทคโนโลยี ทรีดี สแกนเนอร์ มีทั้งแบบที่สัมผัสและไม่สัมผัสชิ้นงาน ที่น่าจะเข้ากับงานนี้ที่สุดคือการใช้แสงธรรมดา เหมือนโปรเจคแสงไปแล้วเอากล้องถ่าย นำแบบที่ถ่ายได้มาขึ้นรูป ซึ่งยังไม่เคยใช้กับงานอนุรักษ์สะพาน แต่ในทางวิศวะใช้ในการสร้างแม่พิมพ์ สร้างวัตถุขึ้นมาใหม่ในเชิงการแพทย์ เช่น กระดูกขาหรือกะโหลกที่ชำรุด" อ.คุณยุต กล่าวและว่า สำหรับภารกิจในโครงการอนุรักษ์ฯ นี้ คือสร้างชิ้นส่วนเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ เมื่อจะดำเนินการซ่อม จึงนำไปเป็นต้นแบบ

สะพานแรกที่โครงการฯ เริ่มเข้าดำเนินศึกษาเก็บข้อมูลในเดือนตุลาคมนี้คือ สะพานมหาดไทยอุทิศ (สะพานร้องไห้)

การก่อสร้างสะพานมหาดไทยอุทิศ เป็นพระราชดำริของรัชกาลที่ห้า เพื่อให้การสัญจรไปมาสะดวกขึ้น เนื่องจากบริเวณนี้เป็นที่รวมของถนนหลายสาย แต่พระองค์เสด็จสวรรคตเสียก่อน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย จึงร่วมกับข้าราชการของกระทรวงทั่วประเทศ ร่วมกันบริจาคค่าก่อสร้าง รวมเงินได้ 41,241 บาท 61 สตางค์ มอบให้ 'กรมสุขาภิบาล' เป็นผู้สร้าง สิ้นค่าก่อสร้างไปทั้งสิ้น 57,053 บาท 29 สตางค์ ส่วนที่เกินโปรดเกล้าให้กรมสุขาภิบาลออกเงินสมทบ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานนามว่า 'สะพานมหาดไทยอุทิศ' และโปรดเกล้าให้กรมสุขาภิบาลทำหุ่นจำลองตัวสะพานไปตั้งถวายในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ตัวสะพานมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบยุโรป และก่อสร้างตามวิธีสมัยใหม่ กลางราวสะพานด้านขวามีภาพประติมากรรมนูนต่ำเป็นรูปสตรีอุ้มเด็ก ในมือมีช่อดอกซ่อนกลิ่น ด้านซ้ายเป็นรูปผู้ชายยืนจับไหล่ของเด็ก เป็นภาพแสดงถึงความโศกเศร้าอาลัยรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีเปิดสะพานด้วยพระองค์เองในคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

โครงการอนุรักษ์ประติมากรรมและลายปูนปั้นประดับสะพานในกรุงเทพมหานคร เดิมกำหนดลงพื้นที่ศึกษาและเก็บรายละเอียดทั้งหมด 10 สะพาน แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัดจึงสามารถดำเนินงานได้เพียง 1 สะพานก่อนในขณะนี้ และหวังว่าเมื่อมีผู้เห็นความสำคัญจะได้รับการสนุนสนุนเพิ่มให้สามารถดำเนินงานได้ครบทั้ง 10 สะพานในโอกาสต่อไป

ยุติการเป็นมรดกเมืองที่ถูกลืม

ภาพ : เอกรัตน์ ศักดิ์เพชร