สำหรับบางคน "ยิ่งสูงยิ่งหนาว" แต่กับชายหนุ่มสองคนนี้ "ยิ่งสูงยิ่งท้าทาย"
เพราะงานของพวกเขาต้องปีนป่ายไปให้ถึงที่หมาย เพื่อปฏิบัติภารกิจพิเศษ นั่นคือ การรักษาต้นไม้ใหญ่ให้มีชีวิตยืนยาวต่อไป
จรัลเดช ทองนาค (โจโจ้) กับน้องชาย เจตต์ ทองนาค (กวาง) เล่าว่า ก่อนหน้านี้เขาทำบริษัททัวร์ชื่อ Cliff Top Adventure เน้นเดินป่าปีนเขาโรยตัวในจุดที่เป็นอันซีนของเมืองไทย ซึ่งทักษะนี้ทำให้เขามีโอกาสจับงานที่สูงอีกหลายอย่าง เช่น งานสไปเดอร์แมน งานติดตั้งโครงสร้างต่างๆ รวมถึงการฝึกอบรมกู้ภัยบนที่สูง หรือ Mountain rescue
แม้จะผ่านการปีนป่ายมาแล้วอย่างโชกโชน แต่งานล่าสุดที่เขาตัดสินใจร่วมทีม กลับเป็นโจทย์ใหม่ที่ต้องอาศัยทั้ง “ความรู้” และ "ใจ"
Tree Climbing Arborist คือชื่อเฉพาะสำหรับคนที่ทำหน้าที่ปีนต้นไม้ไปในจุดที่ยากจะเข้าถึงเพื่อการดูแลรักษาในลักษณะเดียวกับหมอต้นไม้ ในต่างประเทศเป็นอาชีพหนึ่งที่มีรายได้ค่อนข้างดี แต่สำหรับเมืองไทยพวกเขายังทำงานแบบจิตอาสา
"พอดีผมมีโอกาสมาเจอกับหมอต้นไม้ อาจารย์บรรจง (สมบูรณ์ชัย) ในงานปลูกต้นไม้ในเมืองใหญ่ ก็มีโอกาสได้คุยกันแล้วก็รับรู้ว่ามีงานแบบนี้ด้วย แต่หลังจากงานนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกับอาจารย์อีก หายไปสักประมาณปีหนึ่งได้ อาจารย์ก็โทรกลับมาว่าตอนนี้มีโปรเจ็คท์ประมาณนี้ สนใจเข้ามาร่วมไหม" กวาง เริ่มต้นเล่า
ใช้เวลาไม่นานสำหรับการตัดสินใจ เขาบอกว่าถึงจะไม่มีความรู้เรื่องต้นไม้ใหญ่ แต่เรื่องโพรเซสการปีนนั้นมั่นใจเกินร้อย
"คิดว่ามันเป็นโครงการที่ดีแล้วไม่มีใครทำ พวกผมอยากจะทำอะไรที่คนอื่นเขาไม่ทำ และงานนี้ก็ยังไม่มีใครทำในเมืองไทย" นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้สองหนุ่มเปลี่ยนที่ทำงานจากป่ามาอยู่กลางเมืองเชียงใหม่ และใช้ทุกกระบวนท่าในการปีนต้นไม้สูงหลายสิบเมตรท่ามกลางสายตานับสิบที่รอลุ้นอยู่เบื้องล่าง
"ปกติอาจารย์จะใช้เครนเข้าไปตัด แต่เวลาเอาเครนเข้าไป มันมีข้อจำกัดเรื่องความสูง กิ่งท็อปกิ่งยอดไปไม่ถึง แล้วก็ต้องปิดการจราจรข้างล่าง ค่าใช้จ่ายสูง ความละเอียดก็ไม่ได้ ก็เลยอยากให้พวกผมมาทำตรงนี้" โจโจ้ กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องมีนักปีนต้นไม้มาร่วมทีม
แม้จะไม่ใช่เรื่องยาก แต่อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับสภาพการทำงานก็ถือเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง ปืนยิงเชือกที่ทำขึ้นจากท่อพีวีซีคือสิ่งประดิษฐ์ชิ้นสำคัญสำหรับงานนี้ เพราะต้องใช้ยิงเชือกนำพวกเขาปีนขึ้นไปยังจุดที่ต้องการ
"เรื่องการปีนมันไม่ยากเกินความสามารถ แต่ที่เราต้องเรียนรู้เพิ่มคือเรื่องต้นไม้ วิธีตัดควรเป็นแบบไหน ตัดเสร็จก็ต้องทายา โป๊เขาไม่ให้พวกแมลงอะไรเจาะเข้าไปอีก ซึ่งอาจารย์บรรจงก็จะสอนจะปรีฟตั้งแต่ข้างล่าง โดยมีทีมสำรวจมาก่อนว่า ต้นนี้มีปัญหาอะไร มีปัญหาที่กิ่งไหน เราจะต้องทำอะไรวันนี้ กี่ต้น อาจารย์จะชี้เป้าทั้งหมด ประชุมงานข้างล่างเสร็จปุ๊บ เราก็ขึ้นไปทำตามที่ได้รับมอบหมาย"
ฟังดูเหมือนจะราบรื่น คนพร้อม อุปกรณ์ได้ แต่สองหนุ่มนักปีนบอกว่า พอถึงหน้างานอุปสรรคมีแทบทุกต้น
"บางทีเรามองว่าง่าย เช่นเวลาขึ้นไปตัดไม่มีปัญหา ตัดเสร็จพอจะส่งกิ่งลงมาต้องค่อยๆ หย่อนลง ก็มีปัญหาการจราจร รถติดเขาก็ด่าเรา" กวาง บอก
"ผมว่ามันเครียด อย่างทำงานบนต้นยางเนี่ย ปัญหาที่เราเจอบ่อยคือข้างล่างเป็นสายไฟ บ้านคน รถที่สัญจรไปมา คือระหว่างที่เราขึ้นมันจะไม่มีการปิดการจราจร เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปีนขึ้นเลย อุปกรณ์ทุกตัวต้องอยู่ในมือตลอด ห้ามร่วงหล่นเด็ดขาด บางทีตัดปุ๊บ มันมีกิ่งแห้งๆ ถ้าแตกมันอาจจะตกลงไป เป็นความเครียดตั้งแต่ขึ้นจนตัดเสร็จแต่มันก็ท้าทาย" โจโจ้ กล่าวเสริม
ถึงจะยุ่งยากแค่ไหนนับถึงวันนี้ก็ผ่านมาแล้วทั้งต้นยาง มะค่า โพธิ์ ไทร ก้ามปู สูงที่สุดที่เคยปีนอยู่ที่ 50 เมตร เขาว่าต้นไม้แต่ละต้นคือโจทย์ที่เรียกว่ามหากาฬทั้งนั้น อย่างล่าสุดเป็นกิ่งตายที่ค้างอยู่บนต้นมาสิบกว่าปีแล้ว ไม่มีใครเอาลงได้ ความสูงประมาณ 35-40 เมตร ต้องใช้เวลาเกือบสองวันกว่าจะทำสำเร็จ
"ต้องบอกว่าหินทุกงานครับ บางอันยากเรื่องร่างกายคือการขึ้นไป บางอันเป็นเรื่องจิตใจ อย่างในวัด ศพประมาณ 30 กว่าศพ ข้ามเขามาเลย ต้องยกมือไหว้ตลอด ต้นโพธิ์ใหญ่เจ้าอาวาสต้องมาขอให้ พวกผมเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ไม่เคยปีนต้นโพธิ์ในวัด" กวาง บอกความในใจ แต่ก็ยืนยันว่า ภูมิใจ
"เมื่อก่อนก็เฉยๆ กับต้นไม้ ไม่ได้เห็นคุณค่าอะไร พอทำงานนี้รู้สึกเลยว่าต้นไม้มีพระคุณกับเราเหมือนกัน"
จากคนที่เคยปีนต้นไม้เพื่อไปสร้างกิจกรรมให้ความสนุกสนาน กลายเป็นคนที่ต้องไปช่วยเหลือให้ต้นไม้เหล่านั้นอยู่รอด โจโจ้บอกว่ามันทำให้เขาผูกพันกับต้นไม้มากขึ้น
"ความรักของผมมาจากการที่รู้คุณค่า คือพอเราได้ตัดแล้วจะรู้สึกเลยว่า แป๊บเดียวที่เราตัดเอาเขาลงมามันง่ายนะ แต่กว่าเขาจะโตมาขนาดนี้ ยิ่งปัจจุบันมันเป็นสภาพในเมือง คงช้ามาก"
สำหรับหลักในการทำงาน พื้นฐานก็คือ ผู้ปฏิบัติงานปลอดภัย ภารกิจสำเร็จ พื้นที่ปฏิบัติงานปลอดภัย ซึ่งในมุมมองของสองหนุ่ม งานแบบนี้สามารถพัฒนาให้เป็นอาชีพได้ในบ้านเรา
"อีกหน่อยนักตัดต้นไม้แบบไม่ได้ตัดทิ้งตัดขว้าง แต่ตัดแบบมีความรู้จะหายาก มันสามารถเป็นส่วนหนึ่งของงานพวกปรับปรุงภูมิทัศน์ ฮวงจุ้ย อะไรอย่างนี้ คือตัดแต่งแล้วรักษาดูแลด้วย ทุกวันนี้ตัดก็คือตัดอย่างเดียว ตัดให้โล่ง แต่เขาไม่ได้คำนึงถึงต้นไม้ เขาตัดเพื่อวัตถุประสงค์ของเขา ไม่ให้ละตึกไม่ให้เกะกะถนน แต่เขาไม่ได้สนใจว่าต้นไม้จะยืนต้นได้มั้ย บางทีตัดไปแล้วอีกปีสองปีเขาก็ตาย" โจโจ้ ให้ความเห็น
ขณะที่ กวาง เน้นว่าคุณสมบัติของคนที่จะเป็นอาร์บอริสต์คือ “ใจรัก” อย่างอื่นฝึกได้เรียนรู้ได้
"ถ้าไม่รักแล้วถูกบังคับทำ ยังไงก็ทำไม่ได้ เพราะถ้าคุณไม่ชอบปีน แต่คุณจะทำเพื่อเงิน ไม่มีทางถ้าคุณเอาเงินนำใจ แต่ถ้าคุณรู้สึกแฮปปี้แล้วอยากทำ เฮ้ย..เท่ว่ะ ไม่เหมือนใคร มาเลย ฝึกได้”
เมื่อถูกถามถึงความคาดหวังสำหรับงานนี้ที่แทบจะไม่มีรายได้ โจโจ้ ตอบแบบไม่ลังเล "ผมอยากช่วยต้นไม้ครับ ผมชอบคำหนึ่งขออาจารย์ที่เรียกว่าปู่ยางย่ายาง คือมันโดนใจครับ ผมว่าแต่ละต้นที่ผมตัดอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี เขาต้องมีเทพอะไรสักอย่าง เมื่อเขาปกปักเราแล้ว ทำไมเราไม่ดูแลเขาบ้าง"
"อย่างบางต้นใบสวย แต่ขึ้นไปไม่ใช่ใบครับมันเป็นกาฝาก อย่างผมเจอต้นหนึ่งเป็นมะกอกอายุ 70 กว่าปี ปีนขึ้นไปเป็นกาฝากหมดเลย เราก็ช่วยกันเลาะเพื่อรักษาเขา ก็อยากฝากให้ทุกคนช่วยกัน เพราะว่าตอนนี้มันจะมีปัญหาเรื่องลักตัดไม้ไปขายเยอะมาก ทั้งในป่าหรือว่าในเมือง ยกตัวอย่างในป่า ถ้าคุณตัดๆๆ สักวันมันก็ไม่เหลือ"
เหตุนี้พวกเขาจึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการรักษาพื้นที่สีเขียว รักษาลมหายใจสะอาดๆ ของทุกคน
ส่วนงานของพวกเขาแม้จะยังไม่เป็นที่รู้จัก ไม่สร้างรายได้ ไม่มีใครยกย่องเชิดชู แต่ภารกิจที่เริ่มต้นขึ้นแล้วจะเดินหน้าต่อไปโดยมีร่มเงาของไม้ใหญ่เป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่า





