เมื่อควันสีทึมเทาจางหาย หมอกแห่งความชื่นฉ่ำใจก็ปรี่เข้ามาแทนที่ และวันนี้เราก็ได้กลับมาเยือนเมืองสวรรค์ "เชียงราย" อีกครั้ง
เรื่องมีอยู่ว่า...
วันที่ฉันมาเยือนเชียงรายครั้งล่าสุดนั้น คือวันที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดของเชียงรายพอดี (6 พฤษภาคม 2557)
ยอดฉัตรเหนือหลังคาวัดร่องขุ่นหักงอลงมาอย่างน่าเสียดาย แอบคิดในใจว่าจะเกี่ยวกับเรามั้ย เพราะเพิ่งเดินทางไปชมสถาปัตย์ที่วัดนี้มาหมาดๆ(คงไม่มั้ง)
ด้วยแรงของแผ่นดินไหวก่อให้เกิดความเสียหายในเชิงโครงสร้างบางส่วน แถมยังมีอาฟเตอร์ช็อคมาคอยกวนใจอีกเป็นระยะ ภาพเมืองฟ้า "เชียงราย" จึงแทบจะกลายเป็นป่าช้า เพราะนักเดินทางพากันยกเลิกโปรแกรมเกือบทั้งหมด
แต่จะว่าไป แผ่นดินไหวในครั้งนี้ไม่ได้มีพลังทำลายล้างอะไรมากมาย สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง "ไม่" แม้กระทั่งจะได้รับแรงสั่นสะเทือน ความสวยงามของเชียงรายไม่ได้ถูกลดทอนลงไปแม้แต่น้อย
ที่สำคัญ ชาวเชียงรายยังคงเฝ้าคอยนักท่องเที่ยวให้กลับมาสัมผัสเมืองล้านนาที่น่ารักของพวกเขาอยู่เสมอ
1.
มันจริงซะยิ่งกว่าจริงเสียอีก ที่ใครต่อใครบอกว่า "เชียงรายยังไหวอยู่" ในกรณีนี้ไม่ได้หมายถึงภัยธรรมชาติอย่าง "แผ่นดินไหว" หรอกนะ แต่จะบอกว่า "คุณภาพ" ของการเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของเมืองไทยทำให้เชียงรายยังสู้รบปรบมือกับปัญหาต่างๆ "ไหว" นั่นเอง
มาถึงเชียงรายรอบนี้ได้ เพราะการเชื้อเชิญของกองตลาดภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่อยากจะพามาสัมผัสความจริง เราเองก็เป็นพวกชอบพิสูจน์อยู่แล้ว เลยเสนอตัวร่วมขบวนด้วยอย่างยินดี
เราเริ่มต้นทัวร์เมืองพญามังรายด้วยการเดินทางขึ้นไปสักการะ "พระธาตุดอยตุง" ที่ วัดพระมหาชินธาตุเจ้า หรือวัดพระธาตุดอยตุง ซึ่งตั้งอยู่บนดอยนางนอน ตำบลห้วยไคร้ ในเขตอำเภอแม่สาย เพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย ก่อนจะผละไปชมความสวยงามของเชียงรายในจุดอื่นๆ
ด้วยความที่วัดตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า "อก" ของเขานางนอน ทำให้จุดนี้ค่อนข้างสูง บางเวลาจึงมีเมฆหมอกลอยระยอดไม้ให้รู้สึกหนาวเย็นอยู่เป็นระยะ
หนีความเย็นเยียบลงมาที่ โครงการพัฒนาดอยตุง(พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือที่เรียกกันแบบย่อๆ ว่า ดอยตุง ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของเชียงราย เพราะอากาศหนาวเย็นเฉลี่ย 28 องศาฯ ตลอดปี ทำให้มีนักท่องเที่ยวมาเยือนแบบไม่ขาดสาย ขนาดวันที่เรามาเป็นช่วงปลายฝน คนยังเดินเข้าออกดอยตุงกันขวักไขว่
เราได้พบกับ มาโนชญ์ บุญเรือง เจ้าหน้าที่ส่วนท่องเที่ยว โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ซึ่งกรุณาพาเราเดินชมส่วนต่างๆ จนทั่ว มาโนชญ์ บอกว่า สมเด็จย่า เสด็จฯ มาที่นี่ และมีพระราชดำริจะสร้างบ้านพัก พร้อมกับมีพระกระแสรับสั่ง "จะปลูกป่าบนดอย" นั่นจึงเป็นที่มาของโครงการพัฒนาดอยตุง ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ ทั้งอาข่า ลาหู่ ไทยใหญ่ และจีนฮ่อ ให้อยู่อย่างสุขสบายมากขึ้น
เราเดินเข้าไปชมพระตำหนักดอยตุง ซึ่งเคยเป็นที่ประทับแปรพระราชฐานเพื่อทรงงานของสมเด็จย่า ขอบอกว่าใครที่มาถึงดอยตุงแล้วขอความกรุณาให้เข้ามาชม แล้วจะรู้ว่าสมเด็จย่าทรงเป็นแบบอย่างของการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายอย่างแท้จริง
"พระองค์ทรงตระหนักว่า เวลาเป็นของมีค่า จึงทรงใช้เวลาอย่างเป็นประโยชน์ สมเด็จย่าทรงถักผ้าพันคอพระราชทานตำรวจทหารที่อยู่ชายแดน หรือผ้าจับหูหม้อก็ทรงทำให้คนที่มารับใช้ เศษผ้าที่เหลือก็เอามาถักร้อยเป็นผ้าเช็ดหน้าบ้าง ทรงใช้ทุกอย่างที่เหลือใช้ให้เป็นประโยชน์จริงๆ"
ชื่นชมในพระบารมีจนอิ่มใจเราก็ออกมาเดินรับลมเย็นสบายกันในสวนแม่ฟ้าหลวงที่มีดอกไม้หลากหลายพันธุ์ โดยเฉพาะไม้เมืองหนาว ซึ่งจะถูกจัดแบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาตลอด แต่ที่ขาดไม่ได้เห็นจะเป็น "ดอกเจอราเนียม" (Geranium) ดอกไม้ทรงโปรดของสมเด็จย่าที่มีสีสันงดงามมากมาย
2.
เกือบจะบ่าย เราหิ้วท้องไปรับประทานอาหารกลางวันกันที่ "ร้านจันกะผัก" ซึ่งมีเมนูสุขภาพให้เราได้อิ่มเอมมากมาย สำหรับร้านจันกะผัก เป็นสถานที่จำหน่ายพืชผักปลอดภัยจากเกษตรกร รวมถึงจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม และของที่ระลึกอีกหลายอย่าง
จันกะผักตั้งอยู่ภายใน ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย เป็นสถานที่ปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์พืช เพื่อให้เกษตรกรมีสายพันธุ์พืชที่ดีและแข็งแรง โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดำเนินการจัดตั้งขึ้นในวาระครบรอบ 100 ปี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ
แดดบ่ายที่เชียงรายรุนแรงไม่แพ้ที่ไหนๆ แต่เพราะมีสายลมเย็นสบายช่วยไว้ เราจึงเดินชมแปลงเกษตรที่อยู่ภายในศูนย์ฯ ได้อย่างไม่หวั่นเกรง
แปลงผักนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ฟรี ใครมีเวลาอยากให้แวะมาจริงๆ เพราะภายในเต็มไปด้วยเทคนิคและวิธีการในการสงวนรักษาเมล็ดพันธุ์ของพืชพื้นบ้าน ตลอดจนเทคโนโยลีการเกษตรแบบปลอดภัย ซึ่งไม่ว่าใครก็สามารถเก็บเกี่ยวไปปฏิบัติที่บ้านได้
สุนทร อิ่มสมบัติ ผู้จัดการศูนย์ฯ กับ วิทยา เตชะสุวรรณ เจ้าหน้าที่ฝ่ายงานชุมชนและประชาสัมพันธ์ พาเราเดินอาบเหงื่อต่างน้ำจนเกือบทั่วพื้นที่ 135 ไร่ ก่อนจะไปนั่งพักเหนื่อยในร้านจันกะผักอีกรอบ
"จริงๆ ที่นี่เป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้าน เช่น ถั่วพลู ฟัก แฟง บวบ น้ำเต้า ฟักทอง เป็นพันธุ์พระราชทานที่สะสมไว้เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชน" สุนทร เริ่มต้นเล่า ก่อนจะปล่อยให้วิทยาเติมรายละเอียดว่า ภายในศูนย์ฯ มีโครงการส่งเสริมเกษตรกรหลายอย่าง และปัจจุบันก็มีการขยายเครือข่ายเกษตรกรไปในหลายอำเภอ ซึ่งถ้าทั้งหมดกลายเป็นพื้นที่เกษตรปลอดภัย เชื่อเถอะว่า เชียงรายจะได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวแบบไม่ขาดสายเลยทีเดียว
ก่อนจะเย็นย่ำเกินไป เราแวะไปที่ โครงการศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ที่ตั้งอยู่ในอำเภอแม่สาย เพราะเป็นแหล่งผลิต "ชาน้ำมัน" แห่งแรกและแห่งเดียวในเมืองไทย ข่าวว่าน้ำมันที่ว่านี้มีคุณภาพระดับเทพเลยทีเดียว
มาริสา มณีจรัสแสง เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ โครงการศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน เล่าว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินการศึกษาและทดลองปลูกชาน้ำมันจากประเทศจีนและพืชน้ำมันอื่นๆ และมีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ฯ แห่งนี้ขึ้น เพื่อเป็นโรงงานผลิตน้ำมันจากเมล็ดชาและพืชน้ำมัน รวมถึงจัดทำผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอื่นๆ เช่น เครื่องสำอาง เป็นต้น
สำหรับน้ำมันเมล็ดชานั้นเป็นที่รู้จักในประเทศจีนมานานกว่า 1,000 ปีแล้ว เพราะมีประโยชน์มากมายจนได้ชื่อว่าเป็น "น้ำมันมะกอกแห่งโลกตะวันออก" เนื่องจากมีองค์ประกอบของไขมันที่ดีต่อร่างกายและไม่มีกรดไขมันทรานส์ ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินเอ ดี อี และเค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกาย ลดการเกิดโรคหัวใจ บริโภคให้ดีก็จะช่วยลดน้ำหนักได้เช่นเดียวกัน
ตั้งใจจะกวาดกลับบ้านสักโหล แต่ต้องเสียใจเพราะชาน้ำมันผลิตได้ปีละครั้ง และตอนนี้ก็หมดสต๊อกแล้ว คาดว่าจะออกมาให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อกันอีกครั้งราวปลายปี
3.
เราใช้เวลาที่เหลืออีก 1 วันเต็มๆ เพื่อเฟ้นหาความน่ารักของเชียงราย จุดหมายของวันนี้อยู่ที่อำเภอเชียงแสน เมืองชายแดนริมขอบโขง
มีแม่อุ๊ยหลายคนนั่งทำอะไรบางอย่างอยู่ใต้ถุนบ้านที่ยกสูง ครั้นพอเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็ได้กลิ่นหอมฟุ้งของอาหารที่เป็นไฮไลท์ของชาวไทลื้อ นั่นก็คือ ถั่วเน่า ณ จุดนี้เรายืนอยู่ที่ บ้านแซว หมู่บ้านของชาวไทลื้อตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน โดยมีเจ้าบ้านอย่าง เศรษฐศักดิ์ พรหมมา ปลัดเทศบาลตำบลบ้านแซว ให้การต้อนรับ
ปลัดเศรษฐศักดิ์ บอกว่า ชาวบ้านบ้านแซวเป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากสิบสองปันนา โดยมาพักครัวอยู่ที่เมืองยองของพม่า ก่อนจะเข้ามาจับจองพื้นที่ที่เชียงรายในยุคเดียวกับกองพล 93 ปัจจุบันชาวบ้านยังคงดำรงวิถีชีวิตอย่างเรียบง่ายเหมือนที่เคยเป็น มี "คำซ่าน คำจุ่ม" หรือคำสอนของบรรพบุรุษ เป็นวิชาในการดำเนินชีวิต
แม่อุ๊ยที่โพกหัวด้วยผ้าพื้นเมืองสีขาวส่งถ้วย "ข้าวฟืน" ให้เรา เธอพูดภาษาไทยได้ไม่กระจ่างนัก เพราะเกิดและเติบโตมาจากสิบสองปันนา แต่รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้า พร้อมกับท่าทางที่แสดงออกมานั้น ชี้ชวนให้เราต้อง "หม่ำ" อาหารจานเด็ดนี้อย่างรวดเร็ว
"เขาเรียกข้าวฟืน หรือข้าวแรมฟืน จริงๆ คำนี้มาจากคำว่า แรมคืน เพราะต้องหมักค้างคืนไว้เป็นแรมคืน แต่เพี้ยนมาเป็นแรมฟืนในตอนหลัง ชาวไทลื้อกินข้าวเหนียวเป็นหลัก จะกินข้าวเจ้าก็ต่อเมื่อมีแขกมา ส่วนอาหารก็จะใช้ "ไม้ทู" หรือตะเกียบในการคีบ ห้ามใช้มือหยิบ ถ้าใช้มือจะโดนตีมือทันที นอกจากนี้ชาวไทลื้อยังห้ามจกข้าวเหนียวจากตรงกลางด้วย ต้องค่อยๆ กินจากริมขอบเข้าไป ถ้าจกตรงกลางถือว่าไม่เจริญ"
ปลัดคนเดิมยังเล่าถึงคติคำสอนของชาวไทลื้อที่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างอีกมากมาย แต่ถ้าสาธยายตรงนี้เกรงว่าพื้นที่จะไม่พอ เอาเป็นว่าถ้าใครอยากรู้ว่าอยู่อย่างไทลื้อสบายกายสบายใจอย่างไร ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเองที่บ้านแซว
ร่ำลาชาวบ้านออกมาทั้งๆ ที่ใจยังอยู่กับข้าวฟืน เรามุ่งหน้าต่อไปยังท่าน้ำเพื่อล่องเรือลงไปยังท่าน้ำบ้านสบกกที่อยู่ไม่ไกล น่าแปลกที่เราอยู่เมืองเหนือล้านนา แต่ว่าชาวบ้านที่มายืนต้อนรับนั้นกลับสวมใส่ผ้าไทยแบบชาวอีสาน หรือนี่เราจะล่องแม่น้ำโขงมานานข้ามสัปดาห์
เมื่อเห็นท่าไม่ดี และเกรงว่าเราจะมโนไปไกลกว่านี้ กิ่งกานดา อนุภาพ ชาวบ้านบ้านท่าขันทอง และประธานกลุ่มผ้าทอมาเรีย จึงอธิบายให้ฟังว่า บ้านท่าขันทอง เป็นเหมือนชุมชนอีสานในเขตล้านนา เพราะพื้นเพเป็นชาวเมืองยศ หรือเมืองยโสธร ที่อพยพหนีความร้อนแล้งจากอีสานมาพึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ ณ ดินแดนล้านนาเมื่อราว 50 ปีก่อน
"ข้อดีคือเราพูดได้ทั้งภาษาอีสานและภาษาเหนือ เราอยู่ที่นี่แบบไม่ลืมราก ยังคงยึดมั่นประเพณีทุกอย่าง ฮีต 12 คอง 14 ไม่มีลืม ส่วนการดำรงชีวิตก็เป็นแบบเดิม ทอผ้า ทำนา หาปลา ปลูกผัก"
วิถีชีวิตที่น่ารักแบบนี้เองทำให้ "บ้านท่าขันทอง" กลายเป็นหมู่บ้านต้นแบบวัฒนธรรมที่นักท่องเที่ยวพากันเดินทางเข้าไปสัมผัส โดยจะมีกิจกรรมพื้นบ้านน่ารักๆ และที่พักที่สะอาดสะอ้านคอยต้อนรับ
ก่อนกลับเข้าเมืองกรุง เราขอมุ่งหน้าไปหาของอร่อยๆ รับประทานกันที่ ไร่แสงอรุณ ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านผากุบ ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ ที่นี่เปรียบเสมือนดินแดนสวรรค์ของคนรักสุขภาพ เพราะเขาปลูกผักปลอดสาร และปลูกข้าวไว้ให้ลูกค้าได้รับประทาน เมนูอาหารจึงเป็นแนวสุขภาพ เมื่อผสานรวมกับบรรยากาศที่ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำโขง ต้องบอกตามตรงว่า สุนทรีย์สุดๆ
หลังจากกลับมาสัมผัสเชียงรายอีกรอบ เราต้องหอบคำว่า "หลงรัก" กลับไป ถ้าใครไม่เชื่อจะลองมาพิสูจน์เองก็ไม่ว่ากัน
...........................
การเดินทาง
ไปเชียงรายได้หลายวิธี ยกเว้นรถไฟ เพราะยังไม่มีระบบรางไปถึง หากเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลอาจใช้เวลานานหน่อย (10-13 ชั่วโมง) เส้นทางที่แนะนำคือนครสวรรค์-ลำปาง-พะเยา-เชียงราย แต่ถ้าใครถนัดเส้นนครสวรรค์-พิษณุโลก-แพร่-เชียงราย ก็ไม่ว่ากัน แต่มันอาจจะมีบางช่วงที่ถนนไม่ค่อยดี มีการซ่อมแซม แถมบางช่วงก็สูงชัน จึงอาจไม่เหมาะกับรถเล็กสักเท่าไร ส่วนรถโดยสารประจำทางมีหลายบริษัทให้บริการ สามารถจองตั๋วและเดินทางได้ที่สถานีขนส่งสายเหนือ(หมอชิต) ถนนกำแพงเพชร 2 สอบถาม บ.ข.ส. โทร. 0 2936 2852-66 หรือ บริษัท สยามเฟิร์สทัวร์ กรุงเทพฯ โทร. 0 2954 3601-7, บริษัท สมบัติทัวร์ โทร. 0 2936 2495 สำนักงานเชียงราย
ถ้าใครเวลาน้อย อาจจะโดยสารเครื่องบินไปก็สะดวก บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โทร. 1566 หรือ www.thaiairways.com, สายการบิน SGA (เส้นทางระหว่างเชียงใหม่-เชียงราย) โทร. 0 2664 6099 หรือ www.sgaairlines.com, สายการบินไทย แอร์ เอเชีย โทร. 0 2515 9999 หรือ www.airasia.com และสายการบิน นกแอร์ โทร. 1318 หรือ www.nokair.com
การติดต่อสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ พระตำหนักดอยตุง โทร. 0 5376 7001 หรือ www.doitung.org, ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ โทร. 0 5373 3222 หรือ www.princechak.com ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน โทร. 0 5373 4140-2 หรือ www.chaipat.or.th, อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง โทร. 0 5371 6605-7 หรือ www.maefahluang.org, ชุมชนบ้านแซว ติดต่อ เศรษฐศักดิ์ พรหมมา โทร. 08 1952 7058 และไร่แสงอรุณ ดูรายละเอียดที่ www.raisaengarun.com รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ ททท.สำนักงานเชียงราย โทร. 0 5371 7433, 0 5374 4674-5





