วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สัญชาติไทยที่ปลายเท้า

บางคนวิ่งเพื่อสุขภาพ บางคนวิ่งตามกระแส บางคนวิ่ง เพื่อค้นหาความหมายของชีวิต...

...ไม่ว่าคนอื่นจะวิ่งด้วยเหตุผลใด แต่เด็กกลุ่มนี้วิ่ง เพื่อมีตัวตนในสังคม

หลายปีมานี้ การวิ่งกลายเป็นเทรนด์ของคนยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ ทั้งที่เมื่อก่อนการวิ่งถูกตัดสินว่าเป็นกีฬาคนแก่ จากที่เคยมีผู้ใหญ่วัยกลางคนจนถึงรุ่นปู่รุ่นย่ามาเดินวิ่งตามสวนสาธารณะ...ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว

แม้แต่งานวิ่งทั้งการกุศล, งานประเพณี หรือแข่งขัน ก็มีจัดกันทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ บางวันมีหลายงานจัดชนกัน ตอกย้ำว่าเป็นยุค Running Boom จริงๆ

ท่ามกลางเทรนด์การวิ่งอันสวยหรูงดงาม สีสันของเสื้อผ้ารองเท้าสุดจัดจ้านและราคาแพง ณ ดินแดนที่สูงจากระดับน้ำทะเลมากมาย มีคนกลุ่มหนึ่ง กำลังวิ่ง วิ่ง และวิ่งด้วยเท้าเปล่าเปลือย พวกเขาไม่ได้วิ่งด้วยจุดประสงค์สวยสดงดงาม แต่พวกเขาวิ่งสู่เป้าหมายยิ่งใหญ่เกินกว่า แค่ได้แตะแถบเส้นชัยหรือขึ้นคว้าเหรียญหรือถ้วยรางวัล

วิ่งเพื่อ(สัญ) ชาติ

สำหรับ ‘คนไทย’ หรือ ‘ชนชาติใดๆ’ เรื่องสัญชาติ ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ติดตัวมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก ช่างเป็นโชคดีที่ไม่ต้องแสวงหาแม้แต่น้อย คุณค่าในความคิดของคนที่มีสัญชาติเป็นของตาย จึงไม่เหมือนกับคุณค่าที่บางคนต้องไขว่คว้า

อย่างที่รู้กันว่า ตามพรมแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน มักจะมีกลุ่มชาติพันธุ์กระจัดกระจายอาศัยอยู่ แน่นอนว่าพวกเขาถูกคัดให้เป็น ‘คนนอก’ มิหนำซ้ำบางชาติพันธุ์ ยังถูกหมายหัวจากรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั้งกลั่นแกล้ง ทั้งเหยียดหยาม เรื่องโอกาสต่างๆ ในฐานะมนุษย์แทบไม่ต้องพูดถึง....พวกเขาไม่มี

ที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 30 อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ก็เป็นพื้นที่รวบรวมนักเรียนจากชนเผ่าต่างๆ โรงเรียนมีหน้าที่มอบโอกาสทางการศึกษา แต่ด้วยความไม่พร้อมหลายอย่าง โอกาสทางการศึกษากระท่อนกระแท่น แล้วโอกาสอื่นๆ ย่อมขาดพร่องยิ่งกว่า แต่โอกาสที่เด็กชาวไทยภูเขาต้องการเพื่อมีที่ยืนในสังคมในฐานะพลเมือง คือ ‘ได้สัญชาติไทย’ ทว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับชาวไทยภูเขา

อดีตที่อ.แม่อายเคยเป็นข่าวโด่งดัง เพราะเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตการขอสัญชาติไทย โดยเรียกรับเงินหลักแสน เพื่อแลกกับสัญชาติไทย แต่ทุกวันนี้วิธีที่พอจะสานฝันพวกเขาได้คือ จบปริญญาตรีในสถาบันอุดมศึกษาของไทย

ถึงแม้จะมีหนทาง แต่ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะความสามารถทางการศึกษาระหว่างเด็กชาวไทยภูเขากับเด็กเมืองมีแตกต่างกัน ทั้งโรงเรียนกวดวิชา ทั้งอาหารการกิน ทุกอย่างส่งเสริมให้เด็กเมืองมีศักยภาพมากกว่า นี่คือความเหลื่อมล้ำบั๊ม-พสิษฐ์ ฟ้าสารครูผู้สอนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 30 จึงคัดจุดแข็งมากำจัดจุดอ่อน นั่นคือ ‘กีฬา’

“เด็กที่นี่เป็นเด็กชาวไทยภูเขา เขามีความแข็งแรงในตัว” ครูบั๊ม บอก

ด้วยความที่ครูบั๊มเป็นอดีตนักกรีฑาเยาวชนทีมชาติไทย บวกกับเขาได้เห็นการวิ่งของเด็กๆ ที่ท่าทางถูกต้องโดยธรรมชาติ ทั้งยังอึด ถึก ทน คุณสมบัติเพียบพร้อมแบบนี้มีหรือที่อดีตนักกรีฑาจะปล่อยโอกาสหลุดลอยไป เพราะนอกจากการสอบแบบปกติ วิธีเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยได้อีกทางคือความสามารถพิเศษ โดยเฉพาะด้านกีฬา ถ้าเด็กเหล่านี้วิ่งได้ตามเป้าพวกเขาก็มีโอกาสได้เป็นพลเมืองไทย

“เด็กนักเรียนของผมไม่มีสัญชาติ มีสูติบัตรแต่สัญชาติเขาจะระบุเป็นอีก้อ เป็นอาข่า เป็นไทยใหญ่ ผมบอกตรงๆ ว่าเด็กพวกนี้สมองเขาไปสอบสู้คนอื่นไม่ได้หรอกครับ แต่เขามีสองขา นี่แหละที่จะพาเขาไปสู่จุดหมายได้”

ครูบั๊มเล่าว่าสัญชาติที่คลุมเครือของเด็กๆ ทำให้พวกเขาขาดโอกาสซ้ำซ้อน มีครั้งหนึ่งที่ครูบั๊มและเด็กๆ จะได้ไปสหรัฐอเมริกา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป เพราะคำว่า ‘ไร้สัญชาติ’

“เราจะได้ไปสหรัฐอเมริกา ผมผ่านเรียบร้อย แต่เด็กไม่สามารถทำพาสปอร์ตได้ เพราะเขาไม่มีสัญชาติ เด็กเสียใจนะครับ แต่ผมบอกเขาว่า นี่คือประสบการณ์ที่ต้องเจอ แล้วอีกห้าปี สิบปี วันนั้นที่คุณรอคอยก็จะมาถึง เพราะถ้าเรียนจบอุดมศึกษาได้ ก็จะมีโอกาสขอสัญชาติไทยได้ง่ายขึ้นเพียงแต่ไม่รู้ว่ากฎหมายจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ตอนนี้ทางอำเภอแม่อายและหน่วยงานของผมพยายามผลักดันให้เด็กได้สัญชาติ ถามว่ายากไหม ยากมาก แต่เราพยายามดิ้นรนเพื่อเด็ก"

โอกาสไม่ถูกไซส์

หลังจากเห็นลู่ทาง ครูบั๊มเริ่มพาเด็กๆ ซ้อมและแข่งขัน ภาพนักกรีฑาโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 30 ตามรายการแข่งขันจนเป็นที่ชินตา แต่ที่แปลกประหลาดกว่าทีมอื่นๆ คือ เกือบทุกคนวิ่งด้วยเท้าเปล่า ถ้าเป็นรายการแข่งขันในท้องถิ่นหรือระดับเล็กๆ คงไม่แปลก แต่สำหรับรายการใหญ่ นี่คือสิ่งต้องห้าม เพราะตามกฎของสหพันธ์กรีฑา บังคับให้นักกรีฑาสวมรองเท้าที่เหมาะสม แต่แค่ ‘ความเหมาะสม’ ที่สหพันธ์ฯต้องการ โรงเรียนในถิ่นทุรกันดารก็หามาตอบสนองไม่ได้

พอเป็นแบบนี้ วิธีการที่ง่ายที่สุดคือ การรับบริจาค เพราะการบริจาคน่าจะเป็นสิ่งที่ดูดี ทั้งผู้ให้ก็สุขใจ ผู้รับก็น่าจะยินดี แต่หลังจากที่รองเท้าเก่าส่งถึงเท้าเด็กๆ ละครชีวิตจริงก็เริ่มฉาย เพราะถึงแม้นักกรีฑาจะขาดแคลนรองเท้าวิ่ง แต่ด้วยธรรมชาติของนักกรีฑากลุ่มนี้วิ่งเท้าเปล่า การลงเท้าและท่าวิ่งจึงเป็นแบบนักวิ่ง Barefoot Running (การวิ่งเท้าเปล่า) ถ้ารองเท้าเป็นรองเท้าวิ่งที่หนุนส้นให้หนาด้วยเทคโนโลยีรับแรงกระแทก ก็เป็นการฝืนท่าทางของนักวิ่ง แต่ปัญหาส่วนมากที่พบคือ ‘รองเท้าผิดไซส์’

ด้านตูน- อภิชาต ปิยะสกุลชัยชาญเจ้าของแฟนเพจวิ่งตีนเปล่า ติดตามเรื่องนี้มาตลอดและออกความเห็นว่า กฎกติกาช่างขัดแย้งกับสิ่งที่เป็นจริง

“พอมีกติกาให้สวมรองเท้า แต่เขาขาดแคลนเงินที่จะไปซื้อรองเท้าใหม่ ดังนั้นสิ่งที่เขาได้สวมก็เป็นรองเท้าบริจาค ครูบั๊มก็เคยพยายามอยากซื้อรองเท้าให้เด็กๆ นะ แต่ก็เกินกำลังครูคนหนึ่ง เขาก็เลยต้องรอรองเท้าบริจาค มันก็เลยขัดกันอยู่ตรงนี้ครับว่า กติกาบอกต้องมีรองเท้า แต่เด็กๆ ใส่แล้ววิ่งได้ไม่เต็มศักยภาพของเขา”

นั่นเท่ากับว่ารองเท้าที่ควรจะเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มโอกาส กลับบั่นทอนโอกาส ครูบั๊มเล่าว่า ถึงแม้เด็กๆ จะมีพื้นฐานการวิ่งที่เหนือกว่าคนอื่น ด้วยท่าวิ่งเท้าเปล่าที่สมบูรณ์แบบและแรงอึดของเด็กๆ ที่ฝึกซ้อมอยู่บนพื้นที่สูง อากาศเบาบาง แต่เมื่อเจอรองเท้าผิดไซส์ ผลที่ได้คือ ความเร็วตก บาดเจ็บ และหมดโอกาสไปถึงฝันที่จะมีสัญชาติไทย

เมื่อการบริจาคตามปกติไม่ใช่ทางออก ครูบั๊มเคยคิดว่าจะมีวิธีอื่นๆ ไหม หรือเขาต้องซื้อหารองเท้ามาให้นักกีฬาด้วยตัวเอง...

“ผมอยากให้สังคมได้รับรู้ว่า ผมทำอะไรอยู่ และตอนนี้ผมต้องการให้สังคมรับรู้ว่า เด็กผมไม่มีรองเท้า ผมไปทุกที่ คนก็ถามว่าทำไมไม่ให้เด็กสวมรองเท้า ถ้าผมต้องซื้อรองเท้าดีๆ ให้เด็ก ผมบอกตรงๆ ว่าไม่มีปัญญาซื้อ คู่ละห้าหกพัน เราไม่มีทุนจริงๆ ครับ แต่จำเป็นที่ต้องใช้แข่งขัน

กรีฑาดาวรุ่งมุ่งสู่ฝัน

ทีมกรีฑาโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 30 ก็เหมือนกับท้องฟ้าหน้ามรสุม จากมืดมิดก็เริ่มสว่างสดใส แต่ไม่ทันไรก็ถูกพายุโหมกระหน่ำซ้ำอีกรอบ ทั้งที่เห็นช่องทางแล้ว แต่ก็เดินไปไม่สุดทางสักที ครูบั๊มผู้แบกปัญหาไว้บนบ่าเพียงลำพัง จึงคิดทำโครงการหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า ‘กรีฑาดาวรุ่งมุ่งสู่ฝัน’ พร้อมกับสร้างเว็บเพจเผยแพร่ความคืบหน้า จนกระทั่งมีคนสนใจและยื่นมือเข้ามาช่วย

ครูบั๊มบอกว่า “เวลาเราไปแข่งขันก็นำเสนอไปในเว็บเพจ ให้เขาได้รู้ว่าเราทำอะไรบ้าง ก็มีคนสนใจเข้ามาดู มาทักทายต่างๆ นานา จนกระทั่งมีคุณตุ้ม (เพื่อนของครูบั๊มและเพื่อนของตูน) เข้ามาช่วยโครงการเรา”

การช่วยเหลือที่ว่าคือประสานโครงการนี้ไปยังตูนแห่งเพจวิ่งตีนเปล่า เพราะนอกจากเขาเป็นเจ้าของเพจวิ่งที่กำลังได้รับความนิยม เขายังเป็นตัวแทนจำหน่ายรองเท้า Vivobarefoot ซึ่งจะถูกลำเลียงขึ้นไปสู่เท้าของเด็กๆ ตูนเล่าว่า ตุ้มเคยซื้อรองเท้าจากเขา แล้ววันหนึ่งก็ติดต่อกลับมาขอซื้ออีกหนึ่งคู่ แต่เป็นแบบผู้ชาย

“ผมก็แซวเขาว่าจะซื้อให้สามีเหรอ เขาจะซื้อให้เด็กผู้ชายคนหนึ่ง เขาเล่าให้ฟังว่า เขาซื้อรองเท้านี้ไปบริจาคแก่เด็กชาวเขาคนหนึ่งที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 30 ผมก็ถามว่าทำไมต้องซื้อให้เขา เขาก็เล่าว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กชาวเขา ไม่มีสัญชาติ แต่เก่งมากเลยนะ เขาวิ่งเท้าเปล่าด้วย และแข่งหลายรายการ บางคนติด Youth Olympic ด้วย คือพวกเขามีผลงาน แต่รองเท้าขาดแคลน งบจากรัฐบาลที่เข้าไปมีแค่อาหารกลางวัน ก็บุญแล้ว”

หลังจากนั้นเขาจึงทราบว่าที่เด็กพวกนี้วิ่งเอาจริงเอาจัง ก็เพื่อเป็นใบเบิกทางสำหรับขอสัญชาติไทยในอนาคต บวกกับรู้ว่าการบริจาครองเท้าเก่านั้นไม่ตอบโจทย์ เขาจึงใช้สิ่งที่มี อาสาเป็นผู้ตอบโจทย์แทน

“รองเท้าที่เคยมีการบริจาคเป็นรองเท้าที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของคนที่วิ่งเท้าเปล่ามาตั้งแต่เด็ก พอเด็กๆ เขาสวมก็เจ็บ ผมมาเป็นตัวแทนจำหน่ายรองเท้าแบบ barefoot พอดี ก็เลยคิดว่าเราควรเอารองเท้าใหม่ ไซส์พอดี ขึ้นไปบริจาค ผมขอให้ครูวัดเท้าของน้องๆ แล้วมาเทียบกับตาราง ทั้งหมด 51 คู่ สำหรับ 51 คน ปลายปีนี้จะเอาขึ้นไปบริจาค เขาจะได้มีรองเท้าสวยๆ ดีๆ จะได้มีกำลังใจแข่ง”

แต่ใช่ว่าโครงการนี้จะขับเคลื่อนด้วยพลังของคนไม่กี่คน นักวิ่งและผู้สนใจ ร่วมมอบโอกาสให้เด็กๆ กลุ่มนี้ได้ด้วย เพราะกำไรจากรองเท้ายี่ห้อดังกล่าวจะถูกแบ่งครึ่งมาเป็นเงินทุนสำหรับรองเท้าที่มีมูลค่ากว่า 2.5 แสนบาท

จากที่เด็กเคยบอกครูบั๊มว่า “ครู...เราไม่มีอะไรสู้เขาได้เลยนะ เงินเราก็ไม่มี รองเท้าก็ยังไม่มีเลย”

อีกไม่นานครูบั๊มอาจตอบกลับไปได้ว่า วันนี้เรามีสิ่งที่เราไม่เคยมีแล้ว และในอนาคตอันใกล้ ฝันยิ่งใหญ่ของเด็กๆ ก็อาจเป็นจริงได้ด้วยสองเท้าของพวกเขาเอง