พอมีข่าวว่าอินเดียจะสร้างถนนเชื่อมระหว่างอินเดีย-พม่า-ไทย ผมก็แอบกระหยิ่มยิ้มย่อง
และภาวนาให้รีบทำก่อนที่ผมจะแก่เกินกว่าที่จะขับรถออกท่องเที่ยวได้ เพราะถ้าทำได้ รวมทั้งกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการใช้ยานพาหนะข้ามแดนนั้นสะดวก เส้นทางสายนี้จะเป็นเส้นทางที่น่าสนใจ ทั้งในแง่การขนส่งสินค้า การท่องเที่ยวทางบก ซึ่งโลกจะไม่เชื่อมกันแค่ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC แต่จะเชื่อมเอเชียส่วนหนึ่งทีเดียว พอบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ชวนให้ร่วมขบวนออกไปดูเส้นทางพร้อมทั้งทำกิจกรรม CSR ของเขาในย่านทองผาภูมิ-สังขละ ผมถึงไม่รั้งรอที่จะร่วมเดินทางไปด้วย
จุดแรกที่ไปดูกันคือทางด่านน้ำพุร้อนในเขต อ.ไทรโยค ซึ่งด่านนี้ถือว่าเป็นประตูไปสู่เมืองทวายที่ใกล้ที่สุด คืออีกแค่ 160 กม. (ประมาณกรุงเทพ-ชะอำ )ก็จะถึงทวาย เมืองติดทะเลอันดามัน เมืองที่ทางรัฐบาลพม่าพยายามจะปลุกปั้นให้เป็นเมืองอุตสาหกรรม ท่าเรือน้ำลึก ทุกวันนี้สภาพเส้นทางนั้นเป็นทางลูกรังที่ไม่ถึงกับกันดารนัก มีรถตู้โดยสารจากที่ด่านนี้เข้าไปทวายได้ แต่เห็นว่ายังต้องผ่านพื้นที่ของทหารกะเหรี่ยง ยังมีด่านทหารพม่ามีอะไรอีกมาก ซึ่งอุปสรรคของพม่าก็คือยังเคลียร์เรื่องกองกำลังชนกลุ่มน้อยไม่ได้ ยังคงมีพื้นที่ซ้อนทับกันอยู่ แม้เป็นรถตู้ของพม่าเองก็ยังต้องเคลียร์ทีละด่านเช่นเดิม ซึ่งการจะกักใครหรือปล่อยใครไปยังคงแล้วแต่ใจนายด่านตอนนั้น จะเอาหาสปอร์ตไปให้ตีตราเข้าออกเหมือนด่านสากลทั่วไปหรือไม่นั้น อันนี้ผมไม่แน่ใจ เพราะเห็นมีแต่คนพม่าที่เดินทาง ถนนหนทางหรือยานพาหนะผมว่าเกินกว่าที่จะไปถึงทวายได้แล้ว มีแต่เรื่องธุรการนี่แหละที่ยังคงต้องคุยกันอีกนาน
ขบวนรถ King of Off Road ของโตโยต้า แล่นลัดเลาะเส้นทางลำลองในเขต อ.ไทรโยค เลาะไปเลาะมา ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันอยู่พื้นที่ไหนกันบ้าง รู้แต่ว่าเป็นทางลำลองในป่าเบญจพรรณ มีหมู่บ้านเป็นระยะๆ มีไร่บ้าง อ่างเก็บน้ำบ้าง บางช่วงผ่านที่ทำการของเหมืองแร่ด้วย แล้วทางจะมาออกถนนลาดยางแถวๆ หมู่บ้านบ้องตี้บนแล้วมาออกที่อำเภอไทรโยคได้ เส้นทางสายนี้ตามสายตาของคนขี่จักรยานเข้าป่าผมว่าเหมาะกับการขี่จักรยานเสือภูเขาเข้าป่าที่เรียกว่า bikepacking มาก เส้นทางน่าขี่เชียวแหละ
จุดสำรวจอีกจุดหนึ่งที่จะเป็นประตูเชื่อมต่อก็คือ บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเดิมที่นี่เคยเป็นจุดผ่านแดนที่คึกคักพอสมควร แต่ครั้นมีปัญหาชายแดนกัน ด่านก็ปิด แต่การติดต่อค้าขายของคนสองฝั่ง ระหว่างเมืองพญาตองสู กับทางบ้านเราก็ยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่ลดขนาดการค้าขายลงมาเท่านั้น สินค้าที่ขายที่ฝั่งพญาตองสูเป็นของอุปโภคบริโภคจากไทย ส่วนทางตลาดด่านเจดีย์สามองค์เป็นพวกพลอยพม่าซึ่งตาดีได้ตาร้ายเสีย คงต้องไปดูกันเอาเอง แล้วก็มีพวกผลิตภัณฑ์จากไม้ พวกโต๊ะ เตียง เก้าอี้ เป็นแบบนี้ทั้งตลาด สิ่งที่ไม่อยากให้ซื้อหรือให้อุดหนุนเลยคือกล้วยไม้ป่า อันนี้คงต้องขอความร่วมมือคนไทยเราว่าพยายามอย่าซื้อมา ยิ่งเราซื้อเหมือนส่งเสริมให้เขาเอาออกมาจากป่า ธรรมชาติจะถูกรุกรานไปเปล่าๆ
เมืองพญาตองสู นั้นเราจะข้ามไปเที่ยวก็ได้ แค่ทำเรื่องผ่านแดน มีสำเนาบัตรประชาชนและเอกสารนิดหน่อย เข้าไปได้แต่ค้างไม่ได้ ที่นี่เป็นอำเภอเล็กๆ ของเมืองผาอัน รัฐกะเหรี่ยง ในเมืองนี้ถนนหนทางไม่ดี ฝุ่นเยอะ รถยนต์โดยสารต่อไปยังเมืองผาอันแล้วต่อรถไปร่างกุ้งได้ แต่ก็อีกแหละครับ ยังไม่เป็นด่านสากล การเดินทางเชื่อมไปที่อื่นจึงยังเป็นอุปสรรคกับการเดินทางเช่นเดิม และก็มีปัญหากับพื้นที่อำนาจทับซ้อนระหว่างชนกลุ่มน้อย(กะเหรี่ยง) กับทางการพม่าเช่นกัน (ตอนผมไปมีการปะทะกันระหว่างทหารกะเหรี่ยงกับพม่าที่แม่สอด ทางด่านเจดีย์สามองค์พลอยตึงเครียดไปด้วย เราเลยถูกยกเลิกการเข้าไปเที่ยวชมน้ำตกในพื้นที่เขาด้วย)
ในเมืองพญาตองสูนั้น ความที่เป็นอำเภอเล็กๆ เลยแทบไม่มีอะไรให้ดู แต่ก็มีวัดที่สวยงามหลายแห่งเหมือนกัน อย่าง วัดเสาร้อยต้น ที่มีเจดีย์ชเวดากองจำลอง วัดตองไว ที่มีพระตาหวาน ก็อยู่ย่านๆ นั้นแหละครับ หาเช่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างในตลาดเที่ยวได้ ส่วนใหญ่พอพูดไทยได้ทั้งนั้น เมื่อเขาไม่ให้ค้างคืนก็ควรเข้ามาพักมาเที่ยวในตัวเมืองสังขละ ในวันที่ท่านผู้อ่านกำลังอ่านอยู่นี้ สะพานมอญคงเปิดให้ใช้สัญจรกันได้เช่นเดิมแล้ว และเป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งที่ควรมากันทีเดียว การไปสังขละนั้นง่ายมาก เอารถไปเองก็สะดวก มีจุดท่องเที่ยวมากมายระหว่างทาง แค่วิวสองข้างทางก็สวยแล้ว จะแวะตรงไหนก็ได้ หรือจะไปรถตู้โดยสารก็ได้ อยู่ที่สถานีขนส่งกาญจนบุรี หรือรถทัวร์ออกจากสายใต้ใหม่หรือสถานีโดยสารหมอชิตก็มีเช่นกัน
สุดท้ายกับการได้เข้าไปเยี่ยมเยือนโรงเรียนกองม่องทะโรงเรียนกลางป่าที่มีนักเรียนร่วม 300 คน นักเรียนส่วนหนึ่งมาจากหมู่บ้านไกลๆ เดินเท้ามา 6-7 ชั่วโมง ต้องมากินมาอยู่ที่โรงเรียน ได้กลับบ้าน 1 ครั้งก็ช่วงปิดเทอม เวลามาโรงเรียน เด็กๆ ต้องเอาข้าวสารมาด้วย โรงเรียนมีเลี้ยงแต่ไม่พอกิน ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า การเข้ามาของโตโยต้าและสมาชิกผู้ใช้รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อของเขาที่นำอาหารแห้ง ข้าวสารตรารัชมงคล โรงสีข้าวตามแนวพระราชดำริ “ข้าวทุกคำ จำจากคำพ่อสอน” ซึ่งผู้บริหารของโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย คุณจักรกฤษณ์ รัตนกำเนิด (ฝ่ายปฏิบัติการตลาดรถฯ) เล่าที่มาว่าทำไมต้องเป็นข้าวยี่ห้อนี้สำหรับให้โรงเรียน ก็เพื่อให้เด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดารเห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้เกิดความรักชาติ หวงแหนและคิดตอบแทนประเทศ แม้จะอยู่ลึก ไกล ทุรกันดารแบบนี้ เราก็ไม่ทิ้งกัน ยังคงนำความห่วงใยของพี่น้องร่วมชาติไปส่งถึงกันได้
กลับมากรุงเทพ เห็นข่าวกลุ่มรถยนต์ออฟโรดอีกกลุ่มเอารถเข้าไปตะลุยคลองมะเดื่อ นครนายก จนคนเขาด่าทั้งบ้านทั้งเมือง ก็พาลนึกไปถึงมีด ถ้าเอามาใช้เป็นอาวุธก็ได้ เอามาทำประโยชน์เชิงสร้างสรรค์ก็ได้ ผมร่วมเดินทางไปกับกลุ่มที่เขาใช้รถยนต์ออฟโรดก็จริง แต่ไปเรียนรู้เพื่อนบ้านเพื่อการเตรียมตัวสู่ความร่วมมือใหม่ในอนาคตอันใกล้ เจือจารพี่น้องร่วมชาติส่งความห่วงใยไปถึงกัน แบบนี้ต่างหากที่เป็น King of Off Road ขนานแท้ หาใช่การใช้รถเข้าตะลุยทำลายความสงบสุขของธรรมชาติไม่
คุณค่าของคนอยู่ที่การกระทำจริงๆ





