เรื่องยาก แต่ทำได้ง่ายๆ ติดอาวุธความเข้าใจให้ครอบครัวคนหลากเพศ ก่อนจะไต่ระดับสู่การยอมรับในสังคม
จากศูนย์ถึงสิบ.. ศูนย์ คือ ชาย.. สิบ คือ หญิง.. คุณอยู่ที่เลขเท่าไหร่ ?
ถ้าไม่ใช่ ศูนย์ หรือ สิบ เพศกระแสหลักที่คนยอมรับ กลายเป็นชายไม่จริง หญิงไม่แท้ GLBTIQ (Gay, Lesbian, Bisexual, Transgender, Intersex, Queer) ... ต้องระวังไว้ว่า คุณจะเป็นคนผิดเพศ (?)
การให้คุณค่าต่อเพศอื่นที่ไม่ใช่ชาย ไม่ใช่หญิงว่าเป็น ‘เพศที่ด้อยกว่า’ คล้ายเป็นชิปที่ฝังอยู่ในหัวของพ่อแม่หลายคน หลายครอบครัวมองว่า ลูกจะต้องเป็นชายหรือหญิงเท่านั้นจึงจะใช้ชีวิตอยู่ได้ ทำให้ลูกบางคนไม่กล้าที่จะแสดงตัวตนที่แท้จริง หรือแม้ลูกจะแสดงออกแล้ว พ่อแม่ก็ยังคอยแต่จะเซ็นเซอร์ตัวเองไว้ ไม่ยอมที่จะคุยกับลูก ทั้งที่จริงแล้ว ‘ครอบครัว’ จะต้องเป็น ‘หน่วยกล้า’ ที่ต้องพูดคุยเรื่องนี้ให้มากที่สุด
ปลดล็อกความคิด
“ถามจริง อยู่บ้านแอ๊บป่ะ” เป็นคำถามยอดฮิตที่เพื่อนจะถาม ‘เพื่อนสาว’ เพราะมีข้อสงสัยว่า เพื่อนคนนี้จะแสดงอาการแบบเดียวกับที่เพื่อนๆ เห็นเวลาอยู่กับครอบครัวหรือเปล่า แม้จะเป็นคำถามที่ปกติ (สำหรับเพื่อน) แต่คำตอบของแต่ละคนนั้นกลับเป็นตัวชี้ความสุขในชีวิตได้เลย
“ก็เป็นตัวของเรานั่นแหละ” นี่คือสิ่งที่ดำรงค์เกียรติ มาลาหรือโรสวัย 36 ปี คิดมาตลอด หลังจากที่เขาได้จับเข่าคุยกับแม่ช่วงที่เรียนจบมัธยมต้น ระหว่างที่เติบโตมาที่จังหวัดสุรินทร์ โรสคิดว่า ตัวเองเป็น ‘สาว’ มาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยความที่เวลานั้นยังไม่เคยรู้จักคำว่า ‘กะเทย’ เขาจึงยังไม่ได้แสดงตัวตนที่ชัดเจน กระทั่งได้เรียนมัธยมแล้วเจอคนที่เป็น ‘แบบเดียวกัน’ จึงเกิดความมั่นใจในการเป็นตัวเองมากขึ้น วันหนึ่งเขาจึงเปิดประเด็นเรื่องนี้ เพราะไม่อยากให้ครอบครัวต้องค้างคาใจกัน
“เราบอกว่า ถ้าลูกเป็นแบบนี้ จะรับได้ไหม เขาก็ว่า แม่รับได้ พ่อรับได้ เพราะว่าลูกของพ่อกับแม่ไม่เคยทำให้พ่อแม่เสียน้ำตา แล้วก็ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน อันนี้เราจำได้เลย พ่อกับแม่พูดอย่างนี้ เราก็สะอึกเหมือนกัน แสดงว่า พ่อแม่เข้าใจ เหมือนเป็นการปลดล็อกในใจ ฉันกลัวแต่พ่อแม่จะว่าอะไรอย่างนั้นอย่างนี้มาตลอด หลายๆ คนก็ไม่เคยพูดกับพ่อกับแม่เพราะอย่างนี้นะ” โรสเล่า
ก่อนจะถึงวันที่ปลดล็อกใจตัวเองอย่างสมบูรณ์ ที่จริงแล้ว พ่อแม่ก็เห็นพฤติกรรมของเขามาตลอด แต่เขาเองกล้าคุยเปิดใจเฉพาะกับพี่สาว และน้องสาวเท่านั้น วันที่ได้ ‘บอก’ จึงเป็นวันที่พ่อแม่ได้รับรู้จากปากโรสเอง คำพูดของพ่อแม่วันนั้นทำให้โรสกล้าที่จะคุยกับครอบครัวเรื่อยมา แม้จะมีวันที่พ่อแม่ขอให้โรสเกณฑ์ทหาร และบวช โรสก็เต็มใจทำให้ เพราะเข้าใจว่า จะทำให้พ่อแม่มีความสุข ซึ่งหลังจากนั้นครอบครัวก็ไม่ได้ข้องใจในตัวโรสอีก จะมีก็แต่ความเป็นห่วงว่า “แก่ตัวไปจะอยู่อย่างไร”
"เขาก็อาจจะเห็นคนนั้นคนนี้มีลูกหลาน เลยอยากมีบ้าง เราก็จะอธิบายให้เขาฟังว่า จริงๆ แล้ว การเป็นผู้หญิง ผู้ชาย แต่งงานไป มันก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบในชีวิตนะ หลายคนที่เขาแต่งงานกัน เขาก็เลิกกันเยอะแยะ มันไม่ได้บ่งบอกว่า มันคือชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่แม่ต้องการ แค่มีครอบครัวมันไม่ใช่ คนที่เขาใช้ชีวิตตัวคนเดียว ไม่ว่าจะผู้หญิง ผู้ชายมีเยอะ แม่ดูนะ เขาก็อยู่ของเขาได้ เพียงแต่ต้องวางแผนให้ดีว่าจะอยู่อย่างไร” นี่คือสิ่งที่โรสบอก และก็ได้ทำให้พ่อแม่ของเขาปล่อยให้ลูกได้เป็นคนตัดสินใจเองทุกอย่าง
เพราะคำว่า ‘พ่อแม่’ ได้ซ่อน ‘ความไม่กล้า’ ที่จะพูดหมดทุกเรื่องไว้กับลูก ลูกหลายคนไม่กล้าคุยเรื่องเพศกับพ่อแม่ ทั้งที่จริงแล้ว พ่อแม่คือบุคคลพร้อมที่จะรับตัวตนของลูกทุกคนได้ สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ ‘การรับฟัง’
"ก่อนหน้านี้ เราก็ไม่เปิดใจยอมรับ คิดว่า เราคงสูญพันธุ์ พ่อบอกว่า สงสัยตระกูลเราจะหมด พ่อเขาก็มาคุยกับเราว่า ทำไงดี เราก็บอก.. เดี๋ยวก่อนๆ ถ้าเขาเป็นจริงๆ เขาคงมาถามเราเอง คงจะสารภาพกับเราเอง”อารีรัตน์ โพธิแกนนำผู้ปกครองสุขแค่เอื้อม จ.เชียงใหม่ วัย 51 ปี ‘เคยคิด’ เหมือนกันว่า หากมีลูกชายที่ไม่ใช่ ‘ชายแท้’ ชีวิตครอบครัวก็คงไม่ได้เติมเต็มแน่ๆ แต่วันนี้ เพราะความเข้าใจที่อยากจะให้ลูกมีความสุขในชีวิต ทำให้ครอบครัวเขาเปลี่ยนความคิด
นพพล โพธิหรือไอซ์ลูกของแม่อารีรัตน์ ตัดสินใจบอกแม่ว่าตัวเองเป็น ‘เกย์’ ผ่าน ‘จดหมายก้อม’ หรือจดหมายสั้นๆ ตอนที่ตัวเองอายุ 18 ปี หรือเมื่อปีที่แล้วนี้เอง ไอซ์เล่าว่า ตอนนั้นเป็นวันเข้าค่ายในกิจกรรมครอบครัวสัมพันธ์ของ จ.เชียงใหม่ที่แม่ชวนลูกให้ไปทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งมีการเปิดโอกาสให้คนในครอบครัวเขียนรู้สึกถึงกัน
“ถ้าเราปิด จะปิดไปอีกนานได้ยังไง พ่อแม่ก็รู้อยู่แล้วว่า เราก็เป็น คนแถวบ้านเขารู้หมดเลย ก็เลยมีความคิดว่า เขียนจดหมายขอแม่เลยแล้วกัน เราก็เขียนเกริ่นๆ ไป แล้วจบว่า ถ้าลูกเป็นเกย์แบบนี้แล้ว คุณแม่จะรับได้ไหม” ไอซ์เล่าความรู้สึก ณ ตอนนั้น
ข้อความในจดหมายที่ไอซ์เขียน ทำให้แม่น้ำตาตกใน ส่วนหนึ่งเพราะอารีรัตน์รู้อยู่แล้วว่า ลูกเป็นอย่างไร เพียงแต่รอวันที่ลูกจะบอกด้วยตัวเองเท่านั้น
“พอเปิดจดหมาย เราก็มองหน้าลูก ลูกมองตาละห้อย เราก็เลยบอกว่า ไม่เป็นไร ถ้าลูกเป็น แม่ยอมรับได้ แต่แม่ต้องไปคุยกับพ่อ เพราะพ่อก็รอคำตอบ ถามว่าเสียใจไหม เสียใจ แต่ถามว่าดีใจไหม ก็ดีใจ ที่ลูกเปิดเผยกับเรา กล้าขอกับเรา ทำไมเราจะไม่กล้ารับล่ะ”
จากนั้นพ่อ แม่ ลูก จึงเปิดใจคุยกัน ความอึดอัดที่อยู่อยู่ในใจไอซ์มานานก็ถูกทำลายไปด้วยความเข้าใจของครอบครัว และทำให้ไอซ์มีชีวิตที่เขาบอกว่า “เป็นชีวิตที่สดใสยิ่งกว่าเดิม” ส่วนพ่อแม่นั้น เมื่อมีคนมาถามแม่ว่า อายไหม ก็จะบอกกลับไปว่า...
“อายทำไม ลูกฉันฆ่าใครตายเหรอ !?!”
เปิดใจให้กว้าง
พ่อแม่หลายคนรับรู้ว่า ลูกเป็นอะไร แต่สิ่งที่ทำให้เกิดช่องว่างที่จูนกันไม่ติด ส่วนหนึ่งมาจาก การแคร์สายตาญาติ และบุคคลรอบข้าง ความกังวลว่า ไม่รู้จะตอบ ‘เขา’ ว่าอะไร ได้กลบความพยายามที่จะเข้าใจลูกไป จนลูกไม่อยากที่จะพูดคุยเรื่องตัวตนของตัวเองอีก
“พ่อกับแม่ เขารับได้นะ แต่เพราะญาติพี่น้อง คนรอบข้างเขาต่างหากที่ทำให้เขามีปัญหา มีงานรวมญาติทีนึง พ่อกับแม่ไม่เคยถามเลยว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน แต่คนอื่น ลุงป้า น้า อา ที่จะเป็นคนคอยบอกว่า เมื่อไหร่จะแต่งงาน มีแฟนยัง นั่นแหละคือคนที่ทำให้พ่อกับแม่เราคิด แต่ถามว่า เวลาที่เราอยู่ด้วยกันในครอบครัว เรามีแต่ความสุข มีแต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ"ภัลลวี จงตั้งสัจธรรมหรือฝ้ายที่รู้ว่าตัวเองเป็น ‘ทอม’ มาตั้งแต่ยังเด็กเล่า
เมื่อฝ้ายมีความรักกับหน่องที่เป็น ‘ดี้’ แต่ครอบครัวไม่เข้าใจ ก็เลยออกมาใช้ชีวิตคู่กับหน่องหลังจากที่เรียนจบ โดยที่หน่องก็มีลูกติดจากครอบครัวเดิมมาด้วย ผ่านมา 10 ปี ครอบครัวนี้ยังใช้ชีวิตทุกๆ วันด้วยความเข้าใจกัน ทางครอบครัวของฝ้ายก็คอยโทรมาหาเพื่อชวนไปกินข้าวแบบพร้อมหน้าพร้อมตา รวมถึงลูกสาววัย 13 ปีของหน่อง ก็ยอมรับความสัมพันธ์ของหน่อง และฝ้าย และยังบอกเองว่า “ไม่เป็นไร หนูเข้าใจ” ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป.2
รุ่งทิวา ตังคโนภาสหรือหน่องบอกว่า เมื่อฝ้ายมาอยู่ด้วยกันในครอบครัว ก็เป็นคนหนึ่งที่ลูกสาวเขารักมาก เหตุผลที่ลูกสาวเข้าใจเพราะเขาสามารถคุยกันได้ไม่ว่าเรื่องอะไร
“ตอนนั้นถามเพราะอยากรู้ คิดไว้ตั้งนานแล้ว แต่วันนั้นเหมือนบรรยากาศพาไป ก็เลยถาม ตอนแรกก็ช็อคนะ ช็อคแค่เสี้ยวนาที แล้วก็บอก.. ไม่เป็นไรหรอก น่ารักดี” โอโซน-ชมชนก ตังคโนภาสลูกสาวของครอบครัวนี้เล่าพร้อมรอยยิ้ม
“เมื่อเราเป็นลูกรับได้ เราก็อยากจะให้พ่อแม่คนอื่นมองในอีกมุมของลูกตัวเองบ้าง จะได้ไม่เสียลูกไป” หน่องร่วมแชร์ความคิดเห็น ซึ่งที่เขาสามารถใช้ชีวิตครอบครัวแบบนี้ได้ก็มาจาก ‘ความเข้าใจ’ จากแม่เช่นเดียวกัน
แม้ทั้งๆ ที่รู้ว่าลูกสาวชอบผู้หญิงด้วยกัน แต่แม่ของหน่องก็ยังขอให้ลูกแต่งงาน และมีลูกเพื่อ ‘ความมั่นคง’ แต่เมื่อสุดท้ายชีวิตคู่ไปไม่รอด... แม่จึงตัดสินใจบอกลูกให้ “เป็นอย่างที่ตัวเองเป็น”
“พ่อแม่เขาก็เป็นห่วงลูก เขาอยู่ในสังคม เขาเจอแต่สิ่งที่กรอกหูเขามาว่าอย่างนี้ บังเอิญพี่เกิดมาโชคดีที่มีแม่เป็นแบบนี้ แล้วลูกพี่ก็โชคดีที่มีแม่เป็นแบบนี้ แม่เราเป็นแบบนี้มีส่วนเยอะมากเลย เพราะพี่รู้สึกว่า พออะไรที่เราไม่ปิดบัง มันสบายใจ แต่เมื่อไหร่ที่ปิดบังนะ มันอึดอัดมาก” หน่องเล่า
หยุดยื้อและยอมรับ
นาดา ไชยจิตต์ถูกพ่อแม่แจ้งเกิดให้เป็น ‘เพศชาย’ ทั้งที่ร่างกายของเขาเป็นอินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex) ที่มีสิทธิเลือกว่า จะเป็นเพศใดก็ได้ แต่พ่อแม่กลับยัดเยียดว่า ‘เป็นเพศชายดีที่สุด’ มาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งอายุเกือบสามสิบ เขามองว่า ถ้าพ่อแม่คอยยื้อลูกไว้ให้ลูกเป็นในเพศที่เกิดมาทั้งที่ใจไม่อยากเป็น สิ่งที่พ่อแม่ยื้อไว้ คือ ‘หัวใจ’ ของลูกนั่นแหละ
“มันเหมือนเราเอาเชือกมาดึงชักกะเย่อ ทุกครั้งที่ฝ่ายไหนก็ตามออกแรงดึง มันเจ็บทั้งคู่ เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญในการทำงานในครอบครัว ไม่ใช่แค่ให้เข้าใจเฉพาะฝ่ายเด็ก หรือฝ่ายลูกที่ต้องการเปิดเผย แต่เราต้องทำงานกับครอบครัวของเขาด้วย”
แม้ในสังคมจะมีการรับรู้ว่า มีคนที่ไม่ได้เป็นหญิง และชาย ปรากฏอยู่ แต่ลึกๆ ลงไปในระดับครอบครัว การยอมรับเรื่องนี้กลับเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก โครงการจัดตั้งมูลนิธิอัญจารีได้ทำงานเรื่องนี้มานาน และเห็นว่า หน่วยงานที่ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ต้องเปลี่ยนมุมมองเรื่องอัตลักษณ์ตัวตน และมุมมองเรื่องอำนาจของพ่อแม่
"มีคนเคยตีพิมพ์หนังสือว่า เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้เป็นเกย์ ไปโทษว่า เป็นความรับผิดชอบของพ่อแม่ แต่การที่ลูกจะเป็นอะไรมันเป็นเรื่องของแต่ละคน มันไม่ได้อยู่ใสความรับผิดชอบของพ่อแม่ ความรับผิดชอบของพ่อแม่คือ ทำยังไงที่จะรับแล้วเปิดใจกันในครอบครัวและอัตลักษณ์ ครอบครัวคนไทยหลายๆ ที่ ไม่คุยเรื่องเพศในเชิงบวก แบบที่ไม่ใช่การล้อเลียน หรือไม่ใช้คำที่เป็นเรื่องตลกตึงตัง
..อันที่สองก็คือ เรื่องการใช้อำนาจภายในระหว่างคนในครอบครัว อำนาจของพ่อแม่ที่มีเหนือลูกมากมาย กลายเป็นกำแพงขวางกั้นการสื่อสารของลูกแทนที่จะเป็นลักษณะของการปกครองแบบเปิดใจ รับฟัง และให้เกียรติเท่าๆ กัน”อัญชนา สุวรรณานนท์ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งมูลนิธิอัญจารี กล่าวในเวทีพูดคุยของโครงการ“จดหมายถึงแม่และคนสำคัญ”ที่กำลังเปิดให้หญิงรักหญิง ชายรักชาย กะเทย ทอม ดี้ ทรานส์แมน เขียนจดหมายบอกเล่าชีวิต ความคิด การดิ้นรนในการเป็นตัวเองเพื่อสร้างความเข้าใจในครอบครัว
จิตติมา ภาณุเตชะผู้ประสานงานมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง มองว่า การทำงานด้านความหลากหลายทางเพศไม่ได้เรียกร้องให้คนมีเซ็กซ์กับเพศเดียวกัน แต่เป็นการพูดถึงชีวิตของคนที่ต้องการสร้างสังคมที่สามารถเลือกแล้วก็บอกกับตัวเองได้อย่างอิสระว่า “ฉันคือใคร”
“มันเกี่ยวกับเรื่องว่า เราเป็นใคร แล้วมันตอบตัวเองไม่ได้ และเจอแรงเสียดทานเยอะ มันสร้างความทุกข์มาก เห็นพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ หลายคน ต้องผ่านกระบวนการทางการแพทย์ต่างๆ คิดว่า นโยบายอนามัยเจริญพันธุ์แห่งชาติของเราเนี่ยมันอาจจะต้องพูดถึงความละเอียดอ่อนต่อเรื่องรสนิยมทางเพศ ต่อเรื่องวิถีทางเพศให้มากกว่านี้” จิตติมาให้ความเห็น
กับคำถามข้างต้น คงไม่สำคัญว่า ตัวตนของใครจะอยู่ที่เลขอะไร ที่สำคัญน่าจะอยู่ตรงที่ว่า.. ทุกคนจะได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากเป็นได้อย่างไร





