วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เดินขึ้น...ภูกระดึง

“อีกแล้วหรือนี่” ผมนึกในใจแบบนี้ทุกครั้งที่มายืนอยู่ตรงปากทางที่จะต้องเดินเท้าขึ้นสู่ภูกระดึง

ก่อนที่ขาจะค่อยๆ ขยับเดินทีละก้าวๆ ไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่ากี่ครั้งแล้วที่ผมเดินเท้าขึ้นภูกระดึง มีโอกาสได้ขึ้นภูกระดึงครั้งแรกตอนเรียนมหาวิทยาลัย จากนั้นมาผมก็มาเดินขึ้นภูกระดึงค่อนข้างบ่อย ยิ่งมาช่วงปัจฉิมวัย กลายเป็นมาเดินขึ้นภูกระดึงเกือบทุกปี เดินเพื่อตุนไว้ก่อนจะเดินขึ้นไม่ไหว เหนื่อย เมื่อย เจ็บแข้งเจ็บขาทุกครั้งที่กลับลงมาถึงข้างล่าง ครั้นพอหายเหนื่อยหายเมื่อย ก็อยากจะมาอีก

กฎกติกาการจะเดินเท้าขึ้นภูกระดึงนั้น ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปตามนโยบายของหัวหน้าอุทยานฯ แต่ละคน อย่างเช่นคนก่อนๆ เคยมีการเอานักท่องเที่ยวเข้าไปนั่งฟังกฎกติกาการขึ้นไปบนภูกระดึง ข้อห้าม ข้อพึงปฏิบัติต่างๆ นักท่องเที่ยวจะบอกว่าไม่รู้ไม่ได้ บางหัวหน้าเขาจะเข้มงวดเรื่องขยะ นักท่องเที่ยวเอาของอะไรขึ้นไปบ้างต้องขนลงมาให้หมด ซึ่งผมว่ากติกาหรือกฎต่างๆ ที่ออกมา ถ้าเราทำอย่างเข้มงวดและสม่ำเสมอ อย่างที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณทำ เดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวน้ำตกที่นั่น ไม่มีใครเอาอาหารหรือน้ำดื่มขึ้นไปเกินด่านตรวจด้านบนได้ เพราะเขายึดถือกฎกติกาแบบนี้มานานแม้ว่าหัวหน้าอุทยานฯจะเปลี่ยนไปกี่คนแล้วก็ตาม เมื่อกติกาไม่อ่อนยวบ คนมาเขาก็จะรู้และทำตามไปโดยปริยาย แต่ที่ภูกระดึงนั้นกติกากำหนดขึ้นและยกเลิกไปเรื่อยๆ จนไม่รู้เหมือนกันว่า กติกาของภูกระดึงแต่ละปีคืออะไร หรือยังยึดถืออะไรบ้าง

ที่ดูเหมือนไม่เปลี่ยนแปลงคือระบบของลูกหาบภูกระดึง (ราคาค่าหาบมีเปลี่ยน ปัจจุบันกิโลกรัมละ 30 บาท) ลูกหาบเขาจะมาขึ้นทะเบียนกับอุทยานฯไว้ในแต่ละปีว่าใครจะหาบบ้าง (เห็นว่าเสียค่าธรรมเนียมด้วย) ทุกเช้าจะเห็นลูกหาบมารอกันอยู่ที่อาคารชั่งน้ำหนัก เมื่อนักท่องเที่ยวเอาสัมภาระมากองไว้ ของใครมีสัมภาระกี่ใบ เขาจะให้ตั๋ว ในนั้นจะมีชื่อเจ้าของ ชื่อคนหาบและน้ำหนัก ฉีกตั๋วให้เราส่วนหนึ่งลูกหาบเก็บไว้ส่วนหนึ่ง เมื่อเราชั่งเสร็จปุ๊บ รู้ว่าใครหาบ ทีนี้นักท่องเที่ยวก็เดินขึ้นได้เลย ลูกหาบเขาจะเฉลี่ยของกันเองไม่ให้ใครได้หาบมากหรือน้อยเกินไป ใครที่มีข้าวของที่บอบบาง อย่างกล้องถ่ายรูป(นักท่องเที่ยวต้องห่อกันกระแทก กันน้ำให้เรียบร้อย) ก็อาจจะต้องบอกลูกหาบให้ระวังเป็นพิเศษ

เมื่อขึ้นไปถึงหลังแป ลูกหาบจะไปรอที่อาคารรับสัมภาระ เราก็ไปจ่ายเงินตามที่ระบุในตั๋วตอนที่ชั่งของตั้งแต่ข้างล่างแล้วรับสัมภาระไป ใครที่เห็นลูกหาบแบกของหนักแล้วบอกว่าน่าสงสาร ให้เงินพิเศษเขาครับถ้าท่านสงสารจริง เพราะนี่เป็นงานของเขาที่ทำโดยสุจริต ลูกหาบจะรอจนกระทั่งสัมภาระใบสุดท้ายจะมีเจ้าของมาเอาไปไม่ว่าจะค่ำมืดหรือหนาวสั่นอย่างไรเขาก็จะนั่งเราอยู่อย่างนั้น ดังนั้น เมื่อเราเดินขึ้นไปถึงหลังแปแล้ว อย่าเพิ่งรีบไปเที่ยว ให้ไปรับสัมภาระเราก่อน ลูกหาบเขาจะได้หมดหน้าที่ จะเดินลงหรือไปทำอย่างอื่นได้ ถ้าเราไปรับสัมภาระช้าเขาก็จะไปไหนไม่ได้ ของที่จะหายกับลูกหาบบนภูกระดึงถือเป็น 0.01 %

ลูกหาบไม่กลัวว่าสัมภาระจะมากจนแบกไม่ไหว ที่เขากลัวคือสัมภาระน้อยไม่พอแบกมากกว่า หรือแบกขึ้นไปได้น้อยกิโลเกินไป ทุกเช้าจะมีลูกหาบมารอ ถ้านักท่องเที่ยวน้อย คนที่ยังไม่ถึงคิวก็ต้องกลับบ้านโดยไม่ได้หาบของ ลูกหาบปัจจุบันมีราวร้อยกว่าคน มีคนที่ปลดระวางและมีคนมาทดแทนตลอด คนรุ่นหนุ่มบางคนอาจจะไม่มาทำงานหนักแบบนี้แต่ก็มีบางคนที่เขายินดีมาทำ เพราะเป็นงานใกล้บ้าน อิสระ ทำงานแค่ครึ่งวันก็ได้เงิน 700-800 บาท ถ้านักท่องเที่ยวมาก ต้องลงมารับสัมภาระ 2 รอบก็จะได้ราวพันกว่าบาท ถือเป็นรายได้ที่ดีมากและเขาก็ยินดีทำ เด็กๆ ลูกหลานลูกหาบก็มารับจ้างแบกเป้ ได้ค่าขนม 200-300 บาท กับคนที่ไม่มีทางเลือกมากนักในสังคม แม้จะเป็นงานหนักแต่เขาก็ยินดีทำ หลายคนส่งลูกให้เรียนได้ก็เพราะเงินค่าหาบของ ทำนาแค่พอไม่ต้องซื้อข้าว เงินจากการเป็นลูกหาบนี่คือเงินที่เลี้ยงชีพตลอดปี

“เคยทำงานหนักกว่านี้อีก” เป็นคำตอบที่ผมถามลูกหาบคนหนึ่ง ถ้ารัฐบาลหรือทางการมีงาน มีอาชีพอย่างอื่นที่อิสระ รายได้ดี ไม่หนักแบบนี้ มาทดแทนเขาได้เขาก็ยินดีเลิก แต่ถ้าไม่มีแต่กลับกำลังจะเสนอโครงการที่ปิดทาง ปิดอาชีพเขา โดยการสร้างกระเช้าขึ้น แล้วบอกว่าสร้างกระเช้าแล้ว ใครจะเดินขึ้นเขาก็ไม่ห้าม ทำแบบนี้เหมือนร้านสะดวกซื้อกับร้านโชว์ห่วย ที่แข่งขันกันโดยเสรีจริง แต่ขาดธรรมภิบาล ร้านโชว์ห่วยหมดสิทธิ์แข่งตั้งแต่เริ่มแล้ว

กรมอุทยานฯพยายามให้ชาวบ้านมีส่วนในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อเขามีรายได้จากอุทยานฯที่อยู่ติดบ้านเขา เขาจึงรักและหวงแหนภูกระดึงจนสวยและสมบูรณ์เพียงนี้ มาวันนี้หน่วยงานรัฐจะสร้างโครงการมาเอาประโยชน์ที่เกิดจากการช่วยกันดูแลของชาวบ้านนั้นไปเสียจากเขา รายได้เพียงช่องทางเดียวที่พอทำได้ก็จะมาถูกแย่งชิงไปต่อหน้า เหมือนถูกหลอกให้ช่วยรักษาป่า

ผมมานั่งนึกว่า แล้วอะไรคือเสน่ห์ของการเดินเท้าขึ้นภูกระดึง การที่เราเห็นความยากลำบากของลูกหาบทำให้เราเข้าใจคนยากคนจนมากขึ้น เห็นใจกันมากขึ้น การยิ้มให้กันของคนที่นั่งพักเหนื่อยด้วยกัน ทำให้เราเพิ่มมิตรภาพ การทักทายหรือยิ้มให้เมื่อเดินสวนทางกันนั้น เป็นบรรยากาศของมิตรภาพอย่างมาก ร้านค้าตามซำต่างๆ ก็มาจากชาวบ้านเอาน้ำดื่ม มันเผา ข้าวโพดต้ม ข้าวผัด ฯลฯ ทำให้เราได้กระจายรายได้ไปสู่คนเล็กคนน้อยโดยตรง ไม่ได้ไปกระจุกที่ทุนใหญ่ ได้พูดคุยกัน ได้เห็นอัธยาศัยของคนไทยด้วยกัน คนในเมือง ในชนบทได้สนทนากันอย่างใกล้ชิดก็จากการเดินเท้าขึ้นภูกระดึง

ภาพของคุณพ่อยังหนุ่มพาลูกเล็กๆ และย่าของหลาน ค่อยๆ เดินขึ้น เป็นภาพที่ผมประทับใจ พอๆ กับภาพของลูกสาวจากขอนแก่น พาแม่วัย 70 มาเดินขึ้นภูกระดึงและได้นั่งพักเหนื่อยด้วยกัน แต่นั่นก็ไม่ประทับใจเท่าภาพของอาม่าอายุ 80 ปี ถ่ายภาพกับป้าย เราคือผู้พิชิตภูกระดึง

วันที่ 1 ตุลาของทุกปี ภูกระดึงจะเปิดโอกาสให้กับทุกคนได้ใช้ความสามารถที่มากับใจมุ่งมั่นขึ้นมาพิชิตจนได้ ความภาคภูมิใจที่ได้ขึ้นมาถึงหลังแปของภูกระดึงยากจะอธิบายว่ามันน่าประทับใจเพียงไร คนที่ซื้อใบปริญญามา ไม่รู้หรอกว่าคนที่ต้องเรียนจบ กว่าจะได้ปริญญานั้นมันภาคภูมิใจขนาดไหน คนที่จะขึ้นกระเช้ามาก็อาจขึ้นมาถึงหลังแปภูกระดึงได้เหมือนคนที่เดินขึ้น แต่ไม่อาจเห็นจิตวิญญาณของการเป็นภูกระดึงที่คนหลายรุ่นเอาความมุ่งมั่นพาร่างกายขึ้นมาพิชิตจนได้

ใครทำลายจิตวิญญาณของภูกระดึง ก็ไม่น่าเสียใจเท่ากับหน่วยงานของทางราชการเองที่กำลังจะทำลายภูกระดึง โดยการสร้างกระเช้าขึ้นไป

คนตัวเล็กๆ ที่เสียงไม่ดังอย่างพวกผม อัดอั้นตันใจเหลือเกินครับท่านนายกฯ