วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟาร์มนี้ 'หญิง คุม!

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสาวๆ แดนอาทิตย์อุทัยตัดสินใจถอดผ้ากันเปื้อน ทิ้งมีดไว้บนเขียงและคว้าจอบเสียมตะลุยไปในท้องนา

แทบไม่ต่างกันกับบ้านเรา สำหรับประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความก้าวหน้าทางการเกษตรอย่าง 'ญี่ปุ่น' ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัย ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็เมินหน้าหนีงานเกษตรกรรม จนปัจจุบันการได้เห็นชาวไร่ชาวนา รุ่นปู่ กระทั่งปู่ทวดวัย 80-90 ปี คือ เรื่องแสนจะธรรมดาในประเทศนี้

จึงไม่น่าแปลกใจที่ คาซูเอะ ซาโต้ ผู้อำนวยการ สำนักงานดูแลสตรีและผู้สูงอายุ และ ฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านการเกษตร กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมง ประเทศญี่ปุ่น จะเผยว่า "ความมั่นคงทางอาหาร คือ ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลกำลังเป็นกังวลอยู่ในขณะนี้"

เพราะจากการสำรวจเกษตรกรจำนวน 1.77 ล้านคนในปี 2012 ที่เธอนำมาแชร์ระหว่างการอบรมสื่อมวลชนในโครงการ "Multi Country Observational Study Mission on Best Practices in Promoting Innovation and Productivity in Agriculture for Mass Media Practitioners" จัดโดยองค์การเพิ่มผลผลิตแห่งเอเชีย ณ ประเทศญี่ปุ่น พบว่า เมื่อจำแนกตามอายุ กลุ่มใหญ่ที่สุด คือ เกษตรกรที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป มีสูงถึง 815,000 คน ขณะที่กลุ่มที่เล็กที่สุด ก็คือ เกษตรกรที่มีอายุต่ำกว่า 39 ปี มีอยู่แค่ 84,000 คน โดยอายุเฉลี่ยของเกษตรกรญี่ปุ่นอยู่ที่ 66 ปี

ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหารมากกว่าที่สามารถผลิตเองได้ในประเทศอยู่แล้ว และยิ่งหากจำนวนเกษตรกรมีแนวโน้มว่าจะลดน้อยลง โดยเฉพาะเมื่อคนรุ่นใหม่ไม่ยอมมาทำการเกษตร ในอนาคต ญี่ปุ่นก็จะยิ่งเสียเสถียรภาพทางด้านอาหารไปอย่างสิ้นเชิง

ในเรื่องนี้ ภาครัฐเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมุ่งให้การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัย สู่การเป็น Smart Farmer เพื่อดึงดูดให้คนรุ่นใหม่เห็นดีเห็นงามกับอาชีพเกษตรกรรม นอกจากนี้ ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่น ก็ยังออกนโยบายให้มีการส่งเสริม 'ผู้หญิง' ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเกษตรให้มากขึ้น

แม้วันนี้ เกษตรกรผู้หญิงจะมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งในจำนวนเกษตรกรของญี่ปุ่นอยู่แล้ว แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่หนักไปทางเกษตรกรวัยกลางคนไปจนถึงผู้สูงอายุอยู่ดี ขณะที่การสืบทอดมรดกฟาร์มที่ตามประเพณีนิยม เรือกสวนไร่นามักจะตกแก่บุตรชายคนโตของครอบครัว แต่ในระยะหลังเริ่มมีการปฏิเสธขอไม่รับช่วงสืบทอดอาชีพนี้มากขึ้น ส่งผลให้มีผู้หญิงรุ่นใหม่เข้ารับช่วงสืบทอดกิจการแทนลูกชายเพิ่มจำนวนตามไปด้วย

ทั้งหมดจึงนำมาสู่สารพัดความพยายามที่จะอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรหญิงเหล่านี้สามารถดำรงอาชีพที่บรรพบุรุษภาคภูมิใจ ผ่านการผลักดันหลากหลายแนวทาง ทั้งการส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มกันในหมู่เกษตรกรหญิง จนถึงการชักชวนให้องค์กรใหญ่ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนเกษตรกรผู้หญิงภายใต้โครงการ 'โนโย-โจชิ โปรเจค' (Nougyo-Joshi Project) ที่ คาซูเอะ ซาโต้ เผยว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรหญิงเข้าร่วมโครงการนี้ 181 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในวัย 30 - 40 ปี พร้อมด้วยความร่วมมือจากผู้ประกอบการภาคเอกชนอีก 13 องค์กร และผู้สนับสนุนในด้านอื่นๆ อาทิ ร้านค้าขายของสด, พ่อครัว, โรงแรม จนถึงสื่อมวลชนอีกกว่า 200 ราย ที่ร่วมผนึกกำลังกันในครั้งนี้ จนเกิดเป็นหลากหลายกิจกรรมทั้งซีเอสอาร์จากห้างร้านต่างๆ จนถึงการออกสินค้าทางการเกษตรเพื่อตอบรับความต้องการกลุ่มผู้หญิงโดยเฉพาะ

...เช่นที่ชอบอกชอบใจกันมากในหมู่สาวๆ นักปลูก อาทิ รถบรรทุกเล็กสีชมพูหวานแหววเพื่อจับตลาดเกษตรกรผู้หญิงโดยเฉพาะจากไดฮัตสุ, มีห้องน้ำเคลื่อนที่เพื่อเกษตรกรหญิงที่ต้องไปถางไร่ถางนาในที่ห่างไกล และยังอีกหลากหลายผู้ประกอบการที่พัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือทางการเกษตรที่ใช้ง่าย น้ำหนักเบา เพื่อขานรับนโยบายของภาครัฐ

  • ไปเป็นสาวบ้านนา

ท่ามกลางสินค้า บริการ ที่ออกมาเพื่อเกษตรกรหญิงมากมาย อันที่จริงก็เป็นเพียงแค่กิมมิคเรียกน้ำย่อยเท่านั้น เพราะยังมีโครงการสำคัญเพื่อการรวมกลุ่มกันในหมู่เกษตรกรหญิงสู่ "เครือข่ายประสานงานกลุ่มผู้หญิงที่ทำงานเกษตรกรรม, การป่าไม้ และการประมงแห่งชาติ" หรือที่เรียกกันในชื่อเล่นว่า 'ฮิเมะ-โคลาโบะ' (Hime-Collabo) ที่ คาซูเอะ บอกว่า ทำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำธุรกิจการเกษตรให้กับผู้หญิง

"เครือข่ายเกษตรกรผู้หญิงถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากในอุตสาหกรรมนี้ โดยถึงแม้พวกเธอจะมีรวมตัวเป็นเครือข่ายอยู่ในท้องถิ่นด้วยกันเองอยู่แล้ว แต่การประสานเครือข่ายให้ขยายใหญ่ขึ้นทั่วประเทศ จะช่วยให้สามารถแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ได้กว้างขวางและหลากหลายมากขึ้น เพราะจากเหนือจรดใต้ ประเทศญี่ปุ่นมีเกษตรกรรมที่หลากหลายมากตามสภาพภูมิศาสตร์"

แต่นอกจากนี้ ก็ยังมีความพยายามของหมู่เกษตรกรหญิงด้วยกันเอง อย่างที่ 'เอริ อตสึ' สาววัย 40 คุณแม่ของลูกชายทั้งสาม และภรรยาของ โคตะ อตสึ หนุ่มที่โตมาในครอบครัวเกษตรกร หลังจากทั้งคู่จบการศึกษาจากประเทศเยอรมนี เมื่อกลับสู่บ้านเกิด กลับตั้งใจที่จะเป็นชาวนา ปลูกข้าวออร์แกนิกบนผืนนาขนาด 5 เฮคตาร์ และเลี้ยงวัวแดงอีกจำนวนหนึ่ง ในฟาร์มที่ชื่อว่า 'O2 Farm'

เธอบอกว่า หากจะเทียบเรื่องรายได้ของเธอกับเพื่อนๆ ที่จบมาพร้อมกัน แน่นอนว่า เม็ดเงินของเธอเทียบไม่ได้กับพวกเขา "แต่พวกเขาหาได้เยอะ ก็มีค่าใช้จ่ายเยอะเหมือนกัน เพราะค่าครองชีพที่โตเกียว คุณจะต้องใช้เงินราว 240,000 เยน เพื่อใช้ชีวิตที่นั่นสำหรับครอบครัว 4 คน แต่สำหรับที่นี่ (เมืองอะโสะ จังหวัดคุมาโมโตะ) เราใช้เงินแค่ 55,000 เยน ก็อยู่ได้"

และยังไม่นับรวม คุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ ที่เธอบอกว่า เทียบกันอย่างไรฝั่งเธอก็ชนะเห็นๆ ไม่ว่าจะเป็น การทำงานใกล้บ้าน ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง และยังมีอากาศสดชื่น ผักผลไม้สดๆ ให้เก็บกินได้แค่เอื้อมมือถึง.. ไม่มีความเครียด.. ไม่ต้องทำงานจนดึกดื่น.. ที่สำคัญ คือ นี่คือชีวิตที่ใกล้ชิดกับครอบครัว

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่บนผืนนาของ 'โอทู ฟาร์ม' จะเต็มไปด้วยเป็ด.. ปลาคาร์ฟ และยังมีลูกลิงจอมซนของเธออีก 3 หน่อ ที่เกลือกกลิ้งกับโคลนในท้องร่องอย่างสนุกสนาน

"นี่คือ คุณภาพชีวิตที่หาจากในเมืองไม่ได้" เธอบอก

แต่การมีความสุขแค่เพียงครอบครัวเธอก็คงจะงกเกินไป เอริ จึงรวมตัวกับสาวๆ รุ่นราวคราวเดียวกันเธอ (ไม่เกิน 40 ปี) ชักชวนกันมาเป็นเกษตรกร

อย่างเช่นที่สาวสวยวัย 34 อย่าง 'นาโฮโกะ นิวะ' รู้สึกปลื้มทุกครั้งยามที่ทางบ้านส่งผลไม้ที่เพิ่งเก็บเกี่ยวสดๆ มาให้ กระทั่งในที่สุด เธอก็ตัดสินใจหันหลังให้กับแสงสีเสียงจากอาชีพนางแบบในเมืองใหญ่ มุ่งหน้าสู่บ้านเกิด ในเมืองเล็กๆ ชื่อ ไคซึ ในจังหวัดกิฟุ

"ฉันต้องการเติมเต็มชีวิต มากกว่าจะแค่มีงานทำเลี้ยงชีพ" เธอบอก และยังเอ่ยอีกว่า รู้สึกยินดีมากกับการที่ได้ตื่นมาในอากาศที่แสนสดชื่น และเดินเข้าไร่ไปปลูกผัก

นาโฮโกะ และเอริ ร่วมเป็นบอร์ดบริหารของกลุ่มที่ชื่อว่า Heroines for Environment and Rural Support (HERS) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (NPO) ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว โดยพวกเธอได้รับไม้ต่อจากเกษตรกรหญิงรุ่นเก่าที่ปัจจุบันอายุเข้าวัยเกษียณกันเกือบหมดแล้ว

เมื่อ HERS มาถึงมือ.. นอกจากจะเป็นองค์กรเพื่อสนับสนุนให้ผู้หญิงทำการเกษตรมากขึ้นแล้ว สาวๆ กลุ่มนี้ยังมีภารกิจในการผลักดันให้มีการผลิตพลังงานทดแทนอีกด้วย

"ยิ่งเหตุการณ์สารกัมมันตรังสีรั่วไหลจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ จ.ฟุกุชิมะ เราต้องกลับมาทบทวนอีกครั้งถึงความมั่นคงทางพลังงาน และความปลอดภัยของลูกหลานเรา" เอริบอก และยังย้ำอีกด้วยว่า...

"คุณสามารถทำทุกอย่างที่คุณต้องการได้"

  • ตลาดคุณแม่

ในเมืองเล็กๆ อย่าง 'นัมบุ' ในจังหวัดอาโอโมริ เขตภูมิภาคโตโฮกุ (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ของประเทศญี่ปุ่น นอกจากจะมีกิจการโฮมสเตย์ชื่อดังที่บริหารงานโดยบรรดาคุณแม่ทั้งหลายแล้ว พลังคุณแม่ยังล้นเหลือถึงขั้นลงขันกันสร้างตลาดขายตรงสินค้าเกษตรกรกันเลยทีเดียว..

'นางาวะ เชอร์รี่ เซ็นเตอร์' คือ ชื่ออย่างเป็นทางการของตลาด แต่ถ้าไปถามคนแถวนั้น พวกเขาจะรู้จักกันในนามของ "สมาคมคุณแม่" เพราะตลาดดังกล่าวบริหารงานโดย Association of Mothers ที่รวมตัวกันมาได้ 23 ปีแล้ว (ก่อตั้งปี 1991) เพื่อร่วมกันบริหารตลาดพืชผัก ผลไม้ จากน้ำพักน้ำแรงของตัวเธอเองและครอบครัว เพื่อขายออกไปยังผู้บริโภคโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาถือว่า น่าพอใจมากในแง่ของรายได้ที่กลับมาสู่ครอบครัวของชาวนัมบุ ทาวน์

ลำพังแค่ยอดขายเชอร์รี่ซึ่งเป็นผลผลิตหลักของนัมบุนั้น ในแต่ละปี ก็สูงถึง 300 ล้านเยน (ราว 90 ล้านบาท) เข้าไปแล้ว.. ยังไม่นับรวมสินค้าการเกษตรอื่นๆ อาทิ แอปเปิล, แพร์, พลัม, กระเทียม และผักสดอีกนานาชนิด ที่หมุนเวียนกันเข้ามาขายตามฤดูกาล ที่ส่งผลให้ นางาวะ เชอร์รี่ เซ็นเตอร์ ไม่เคยร้างลูกค้า ตั้งแต่เปิดตลาดตอนตี 5 ของทุกๆ วัน กระทั่งปิดตลาดตอน 6 โมงครึ่งในช่วงเย็น

แม้ค่าสมัครเข้าเป็นสมาชิกในสมาคมนี้จะสูงถึง 5 แสนเยนในปัจจุบัน (ค่าสมาชิกมีการปรับขึ้นเรื่อยๆ) แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ที่สมาคมนี้ มีสมาชิกพร้อมใจกันสมัครเข้ามาแล้วทั้งสิ้น 94 คน โดยหลักเกณฑ์การสมัคร ก็ง่าย ๆ แค่เป็น “แม่” ก็มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกได้แล้ว

"เงิน 5 แสนเยน แบ่งออกเป็น ค่าสมาชิก 5 หมื่นเยน และส่วนที่เหลือ คือ 450,000 เยน เรากันไว้สำหรับเป็นค่าสิ่งอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์ต่างๆ" เคโกะ คาวะมงเซน ประธานกลุ่มเล่า พร้อมบอกว่า รายจ่ายหลักของตลาด คือ ค่าเช่าสถานที่ ซึ่งเป็นของเมืองนัมบุ ทาวน์ และต้องจ่ายค่าเช่า 4 ล้านเยนต่อปี

และยังเสริมอีกด้วยว่า แม้เงื่อนไขคือจะต้องเป็นแม่เท่านั้น แต่หากสมาชิกเกิดเสียชีวิต เงินที่ลงไปก็จะไม่สูญ เพราะสามี หรือลูก ยังสามารถรับช่วงสิทธิที่มีในการเข้ามาค้าขายในตลาดต่อได้ จะขาดไปก็เพียงสิทธิบางอย่างที่สงวนให้เหล่าคุณแม่ นั่นก็คือ..

คุณพ่อห้ามมีสิทธิมีเสียงใดๆ เกี่ยวกับกิจการตลาดแห่งนี้ ก็เท่านั้นเอง!!

สำหรับกิจวัตรประจำวันของเหล่าแม่ๆ เกษตรกร ส่วนใหญ่จะมากันตั้งแต่ตีสี่ โดยเฉพาะคนที่ขายสินค้าของสด เพราะจะต้องมาคัดแยก ทำความสะอาด จัดเรียงสินค้า ให้พร้อมก่อนตลาดเปิด ส่วนใครที่ขายสินค้าแปรรูปก็จะชิลๆ หน่อย มาตอนตลาดเปิดเลยก็ยังได้

สาวน้อยสาวใหญ่ในสมาคมนี้ จะแบ่งหน้าที่การทำงานเป็นสามกลุ่มหลักๆ คือ งานประชาสัมพันธ์, ฝ่ายจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ และ ฝ่ายเทรนนิ่ง ที่ต้องคอยอัพเดทความรู้ใหม่ๆ นำมาบอกเล่าให้แก่กันในกลุ่ม และยังมีการประชุมบอร์ดกันเดือนละครั้ง เพื่อหารือประเด็นสำคัญต่างๆ ทั้งราคาพืชผล จนถึงสถานการณ์การเกษตรต่างๆ ที่ควรรู้

ที่สำคัญ คือ ทุกๆ ราคาที่ตั้งขายสำหรับสินค้าทุกๆ ชิ้นที่ตลาดแห่งนี้ ล้วนมาจากการตัดสินใจของเหล่าคุณแม่ทั้งสิ้น

หลักการง่ายๆ ก็คือ ขายให้แพงกว่าราคาค้าส่งที่นายหน้ามารับซื้อ แต่ก็ต้องถูกกว่าที่ลูกค้าจะซื้อได้จากกิจการค้าปลีกทั่วไป ซึ่งนอดจากจะช่วยให้ได้ราคาที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้ว ยังแก้ปัญหาที่พบในระบบเก่า ซึ่งแต่เดิมวงจรการค้าจะเริ่มจากการที่ เครือข่ายสหกรณ์การเกษตรญี่ปุ่น (Japan Agricultural Cooperative Association: JA) ในพื้นที่นั้นๆ จะรับสินค้าจากเกษตรกร และนำส่งไปยังกิจการค้าส่งซึ่งจะเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าและจ่ายกลับมาในราคาตลาดที่เกษตรเลือกไม่ได้

แต่ปัญหาก็คือ การรับสินค้าโดย JA ไปนั้น จะมีการคัดเลือกเอาแต่สินค้าที่ได้มาตรฐานไปเท่านั้น เหลือทิ้งไว้ก็จะเป็นพืชผักที่ยังดีๆ อยู่แต่แค่ไม่ได้ขนาดมาตรฐาน หรือสีไม่สวย ทว่ารสชาติไม่ต่างกัน เป็นต้น ฉะนั้น การมาทำตลาดด้วยตัวเอง ก็ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เพราะเหล่าคุณแม่ จะคัดแยกสินค้าด้วยตัวเอง คัดเกรด และตั้งราคาขายตามเกรดของสินค้า ผลก็คือว่า สินค้าขายหมด จนต้องเติมสินค้าเพิ่มระหว่างวันในทุกวัน

เมื่อถามว่าเหนื่อยไหม คุณแม่คนเก่ง ตอบพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ว่า...

“ตลาดนี้ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราไปแล้ว"