วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ช้างหาย...ที่ตรัง

ช้างหาย...ที่ตรัง

ภูเขาหินปูนลูกเล็กๆ ริมทาง ก่อนจะขึ้นพับผ้าไปยังพัทลุง

ถ้าเพียงแต่เป็นเขาหินปูนทั่วไปที่เกลื่อนกลาดในบ้านเรา ก็คงไม่มีอะไรที่พอจะหยิบยกมาเขียนถึงได้ ทว่าเขาหินปูนลูกนี้มี “ถ้ำ”งามแห่งหนึ่งที่อยากชวนท่านผู้อ่านเข้าไปดู ยังนึกเจ็บใจตัวเองว่ามาตรังก็ตั้งหลายครั้ง แม้กระทั่งใช้ถนนสายนี้เดินทางจากตรังไปพัทลุงก็ตั้งหลายหน ทำไมเราจึงผ่านไปซะหมด คราวนี้จึงถือโอกาสพาท่านผู้อ่านไปดูถ้ำแห่งนี้ซะที

พอบอกว่า ถ้ำ ท่านผู้อ่านหลายคนคงไม่ค่อยชมชอบนัก เพราะส่วนใหญ่มันจะทึบๆ ตันๆ อบ ร้อน มืด และกว่าจะออกมาก็อาจจะมอมแมม แต่สำหรับผมกลับชอบมาก เพราะปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในถ้ำนั้น ธรรมชาติสร้างสรรค์มาเป็นเวลานับร้อยนับพันปี แต่เราใช้เวลาเพียงครู่สำหรับการเข้าไปชมผลงานของธรรมชาตินั้น จึงเป็นเรื่องที่ได้เปรียบธรรมชาติอยู่แล้ว แล้วจะยากอะไรในการไปเรียนรู้กับสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ที่สำคัญถ้ำนี้ไม่เป็นอย่างที่กลัวกันไว้สักนิด

ภูเขาหินปูนที่เรารู้ๆ กันก็คือมักจะมีโพรง เนื้อหินมักมีรอยแตกและมีสารละลายปนอยู่หลายชนิด ถูกกัดกร่อนได้ เปลี่ยนรูปร่างไปตามการกัดกร่อน เราจึงเห็นภูเขาหินปูนมีรูปร่างเยอะแยะไปหมด และหินปูนก็กระจัดกระจายอยู่แทบทุกภาคในประเทศไทย การเกิดหินงอกหินย้อยในถ้ำทั้งหมดมาจากการละลายของสารที่ปนในเนื้อหินปูนทั้งนั้น เราจึงเห็นว่าทิศทางของหินงอกและหินย้อยเป็นไปในทิศทางของน้ำหยดทั้งสิ้น ส่วนว่าจะมีรูปร่างเป็นดอกกะหล่ำ เป็นริ้ว เป็นม่านหรืออะไรนั้น เป็นผลมาจากการเกาะกันของสารละลาย นี่ว่าแบบคร่าวๆ ให้พอเข้าใจ ถ้ายังไม่เข้าใจเวลาเขียนเรื่องถ้ำ ผมก็จะมาอธิบายแทรกไปอย่างนี้เรื่อยๆ ไม่ให้เสียชื่อ ดร.ชัยพร ศิริพรไพบูลย์ กูรูเรื่องถ้ำในเมืองไทย ที่ผมอุตส่าห์ไปเอาความรู้จากท่านมาหลายครั้ง

สำหรับถ้ำเมืองตรังที่ชื่อเขาช้างหายนี้ ผมว่าแม้ที่นี่จะเกิดเป็นถ้ำในภูเขาขนาดเล็ก แต่ปรากฏการณ์ของถ้ำนั้นน่าสนใจมาก ถ้ำนี้มี อบต.นาหมื่นศรี อ.นาโยง ดูแลอยู่ (มีโอกาสไปดูผ้าทอยกดอกนาหมื่นศรีด้วยก็ดี) ไปทางถนนตรัง-เขาช่อง-พัทลุง มีทางเลี้ยวเข้าตรงตลาดนาโยง ลักษณะเป็นถ้ำทะลุ คือมีทางเข้าและออกมากกว่า 1 ทาง ถ้าเป็นถ้ำลักษณะนี้ก็ให้รู้เลยครับว่าอากาศระบายแน่ ปากถ้ำจะอยู่สูงขึ้นไปจากพื้นไปราว 5 เมตร มีบันไดปูนเรียบร้อย เดินขึ้นไม่ทันเหนื่อยก็ถึงปากถ้ำแล้ว ลักษณะถ้ำที่นี่เป็นอุโมงค์ เชื่อมระหว่างโถงกว้าง 2-3 โถง ทางเดินในถ้ำเขาเทปูน ติดไฟส่องสว่างตลอด มีการแต่งไฟสีให้สวยงามบ้างแต่ไม่มาก เขาตั้งชื่อห้องชื่ออะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมด แต่ผมไม่ได้จำเพราะผมเที่ยวถ้ำจะดูเรื่องปรากฏการณ์ของหินปูนมากกว่าที่จะมาจินตนาการว่ามันเหมือนอะไร

ลักษณะของหินงอกหินย้อยที่นี่จะมีสองส่วนคือส่วนที่ไม่เกิดอีกแล้ว หรือที่เรียกว่า ถ้ำตาย และส่วนที่ยังคงเกิดอยู่ อย่างที่ผมบอกว่าหินงอกหินย้อยต่างๆ เกิดจากสารละลายหินปูนที่น้ำพามาด้วย ที่เป็นห้องโถงกว้าง มีริ้วหินย้อยทั้งที่แผ่ย้อยลงมาเป็นม่าน ทั้งที่เป็นริ้วเล็กๆ ตามผนังถ้ำสวยงามมาก แต่ห้องนี้ทั้งหมดส่วนใหญ่ตายแล้ว การตายของถ้ำเป็นเพราะไม่มีน้ำที่พาสารละลายหยดลงมาอีกแล้ว อย่าเพิ่งไปคิดว่าเป็นเพราะมีกิจกรรมของคน หรือการแต่งไฟที่ทำให้ถ้ำมันตาย พวกนั้นอาจจะมีส่วนบ้าง

แต่ที่สำคัญคือน้ำที่มันเคยพาสารละลายหยดลงมา มันไม่หยดอีกแล้ว ให้ลองแหงนดูบนเพดานถ้ำจะเห็นหินย้อยก่อตัวมาตามรอยแตกของเพดาน แล้วก็ตายไป นั่นเพราะรูหรือรอยแตกทั้งหลายที่น้ำฝนเคยพาสารละลายไหลหยดลงมาเป็นหินงอกหินย้อยต่างๆนั่นมันตัน เพราะสารละลายปิดทับไปแล้วครับ พอไม่มีน้ำไหลลงมา ถ้ำมันก็ตายโดยปริยาย ทิ้งไว้แต่ซากหินงอกย้อยที่สวยงามให้เราเห็น แต่ที่โถงนี้มีแอ่งน้ำที่มีทำนบถ้ำกั้นอยู่ แอ่งน้ำหินปูนนี้ใสแจ๋วสะท้อนเงาราวกระจกบนพื้น

เลยห้องโถงนี้ไปจะมีอุโมงค์เล็กๆ เป็นทางเชื่อม มีทางแยกไปทางห้องขวามือ ห้องนี้น่าสนใจตรงที่ว่า แทบทุกส่วนในห้องยังคงเกิดกระบวนการถ้ำทั้งหมด น้ำหยดย้อยลงมาราวฝนตกทั้งห้อง เสียงน้ำหยดดังอยู่ตลอดเวลา ห้องนี้เป็นห้องตัน จึงออกจะอบหน่อย อีกทั้งความชื้นของห้องก็อาจรบกวนการทำงานของกล้องได้ อันนี้ต้องระวัง กลางห้องมีแอ่งน้ำที่สะท้อนหินงอกหินย้อยลงมาใสราวกระจก ทำให้นึกถึงถ้ำขลุ่ยอ้อที่กุ้ยหลิน ประเทศจีน ที่นั่นก็แบบนี้ แต่ของเขาแอ่งน้ำจะใหญ่กว่าและแต่งไฟสวยมาก อย่างที่บอกว่า ห้องนี้ถ้ำยังเกิดทั้งหมด 100 % การเข้ามาดูจึงต้องระวังอย่างมาก ห้ามจับ แตะ ดูได้อย่างเดียว

พอออกมาจากห้องนี้ก็จะเจอทางแยก มีทางลงไปหุบข้างล่าง ซึ่งพื้นน่าจะเสมอกับพื้นดินข้างนอก เพราะมีทางลอดออกมาก็จะมาเจอถนน เป็นอันสิ้นสุดการเที่ยวถ้ำ

ถ้ำนี้เป็นถ้ำเล็กๆ แต่ความสวยงามตามสายตาผมนั้นไม่เล็กเลย ความสมบูรณ์ก็ยังดีมาก มีปรากฏการณ์ถ้ำเกือบทุกอย่างทั้งหลอดถ้ำ ริ้วถ้ำ ทำนบถ้ำ ไข่มุกถ้ำ ไม่เห็นคือน้อยหน่าถ้ำ (ซึ่งมักจะพบในถ้ำที่มีเพดานสูง) เสียแต่การวางไฟส่องสว่างดูจะเกะกะไปหน่อย การตกแต่งไฟสีก็ยังไม่ค่อยถึง ถ้าแต่งไฟสีซะหน่อย ถ้ำนี้จะสวยอย่างมาก ซึ่งการแต่งไฟนั้นใช้งบประมาณไม่มาก ไม่ต้องไปจ้างบริษัทที่ไหนมาให้เปลืองงบ แค่ชวนบรรดาช่างภาพ ให้มาช่วยดูมุมมองว่าวางตรงไหนสวย ถ่ายรูปแล้วดี หลอดไฟอย่าเป็นไฟให้ความร้อนสูง โดยเฉพาะในถ้ำที่ยังเป็นอยู่อาจต้องพิถีพิถันหน่อย ส่วนถ้ำที่ตายแล้ว แค่แต่งไม่ให้รกตา วางมุมสวยๆ เหมือนเราแต่งหน้า ทาปาก สาวบ้านๆ ที่สวยอยู่แล้วให้สวยผิดตาขึ้นเชียวแหละ

ได้เข้าไปดูถ้ำนี้ก็ไม่สงสัยเลยว่าตำนานของถ้ำทำไมช้างมันจึงหายไปในถ้ำเล็กๆ แห่งนี้ได้ ก็ขนาดเราทีแรกว่าจะดูสักครึ่งชั่วโมง ทำไปทำมาตั้งชั่วโมงครึ่ง ถ้าไม่มีคนรอ คงถึงครึ่งวัน ดูตรงไหนก็สวยไปหมด น่าถ่ายรูป ช้างก็คงหลงความงามของถ้ำนี้แหละถึงได้หายไปจนป่านนี้ สงสัยอะไรก็โทรไปถาม ททท.ตรัง โทร.0 7521 5867, 0 7521 1058, 0 7521 1085

ถ้ามีโอกาสไปตรัง ก็ลองไปดูก็ได้ว่าทำไมช้างจึงหายไปจนป่านนี้ ยังไม่เห็นออกมา...