วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความล้มเหลวของสแกนเนอร์ (เกือบ) เปลือย

เครื่องสแกนเนอร์ประจำสนามบินที่แสดงผลเป็นภาพเกือบเปลือยของผู้โดยสารที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์

ว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้โดยสารเมื่อไม่กี่ปีก่อนกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง เมื่อนักวิจัยกลุ่มหนึ่งค้นพบว่า เครื่องดังกล่าวประสบความล้มเหลวในการตรวจสอบอาวุธที่ซุกซ่อนไว้

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาหลายแห่งพบข้อมูลว่า เครื่องสแกนร่างกายแบบเต็มตัวของบริษัท Rapiscan ไม่สามารถตรวจจับวัตถุที่มีการซุกซ่อนไว้ภายใต้แผ่นพลาสติกและเสื้อผ้า

ผลการวิจัยดังกล่าวซึ่งจะมีการนำไปประกาศในที่ประชุมเรื่องความปลอดภัย Usenix ในเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ยังชี้ให้เห็นว่า ซอฟท์แวร์ของสแกนเนอร์ยังอาจจะถูกแฮกได้ โดยอาจจะแฮกโปรแกรมเพื่อนำเสนอภาพปัจจุบันในบางมุมโดยเฉพาะหรือเพื่อที่จะปกปิดบางส่วนของร่างกาย ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีการตรวจจับอาวุธได้นั่นเอง

หน่วยงานที่ดูแลและบริหารความปลอดภัยด้านการขนส่งหรือ Transportation Safety Administration (ทีเอสเอ) ของสหรัฐอเมริกาสสั่งให้หยุดใช้เครื่องสแกนเนอร์ดังกล่าวเมื่อปีที่แล้วหลังจากที่ใช้มาเป็นเวลา 4 ปี และมีเสียงโวยวายจากชาวอเมริกันว่าเครื่องดังกล่าวผลิตภาพเปลือยของผู้โดยสารจำนวนมาก

ทางสนามบินที่มีการนำเครื่องดังกล่าวไปติดตั้งไว้อ้างว่ามันจะช่วยให้ตรวจจับวัตถุอันตรายได้รวดเร็วขึ้น แต่นอกจากการเปิดเผยอาวุธและวัตถุระเบิดแล้ว มันยังสามารถแสดงให้เห็นโครงร่างที่ชัดเจนของหน้าอกหรืออวัยวะส่วนลับของผู้โดยสารได้เช่นกันแม้จะแสดงเป็นสีขาวดำก็ตาม ในตอนนั้นเจ้าหน้าที่อ้างว่ารูปภาพดังกล่าวจะถูกทำลายทิ้งลงในทันที

เจ้าหน้าที่อธิบายเหตุผลที่มีการนำเครื่องแบบใหม่มาใช้ว่า ผู้โดยสารบางรายเห็นว่าการตรวจค้นร่างกายที่ทำอยู่ในปัจจุบันไม่สะดวกและไม่เหมาะสม แต่เครื่องสแกนเนอร์แบบใหม่จะอำนวยความสะดวกมากกว่าเพราะแค่ให้ผู้โดยสารเดินผ่านเครื่องเพื่อรับการตรวจจับเท่านั้น ผู้รับการตรวจสอบไม่ต้องถอดรองเท้า เข็มขัด หรือเสื้อผ้าแต่อย่างใด ทั้งนี้ผู้โดยสารสามารถปฏิเสธและขอไม่รับการสแกนได้

อย่างไรก็ตาม เครื่องสแกนดังกล่าวยังคงถูกใช้งานอยู่ในสถานที่ราชการบางแห่ง เช่น เรือนจำ สนามบินในประเทศรวันดา แทนซาเนียและเคนยา

เจ้าของงานวิจัยชิ้นนี้บอกว่า การอนุมัติเบื้องต้นของทีเอสเอให้นำเครื่องสแกนดังกล่าวมาใช้ก่อให้เกิดความสงสัยในกระบวนการการประเมินเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

เจ้าหน้าที่ของอเมริกันใช้งบประมาณเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 32,000 ล้านบาท ในการติดตั้งเครื่องดังกล่าวไว้ที่สนามบิน 160 แห่ง ก่อนที่จะถูกถอดออกเมื่อปีที่แล้ว

อเล็กซ์ ฮัลเดอร์แมน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้วิจัยกล่าวว่า เครื่องสแกนเหล่านี้ได้รับการทดสอบแบบลับๆ โดยตั้งสมมติฐานว่าพวกผู้ร้ายที่ต้องการโจมตีจะมีการประยุกต์เทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้อย่างไร

“เครื่องเหล่านี้อาจจะหยุดนักโจมตีที่ไม่ฉลาดได้ แต่คนฉลาดๆ สามารถที่จะรอดพ้นหรือหลีกเลี่ยงการตรวจจับไปได้ และถ้าพวกเขาสามารถเข้าถึงเครื่องเพื่อทำการทดสอบการโจมตีของพวกเขาได้แล้ว พวกเขาจะสามารถทำให้เครื่องตรวจจับนี้ไร้ประโยชน์ไปเลย” อเล็กซ์กล่าว

ทีมนักวิจัยชุดนี้ทำการทดสอบสมมติฐานของพวกเขาผ่านเครื่องสแกน Rapiscan รุ่น Secure 1000 ที่ซื้อผ่านอีเบย์

ปัจจุบันสนามบินหลายแห่งยังคงใช้อุปกรณ์ด้านความปลอดภัยอื่นๆ ของบริษัท Rapiscan อยู่รวมถึงเครื่องสแกนกระเป๋าเดินทางด้วย

นักวิจัยชุดนี้ยังพบว่า ปืนโลหะที่ใช้เทปกาวติดไว้ที่ด้านข้างของร่างกายหรือเย็บไว้ในกางเกงขายาวก็สามารถรอดหูรอดตาการตรวจจับของเครื่องดังกล่าวไปได้

บนเว็บไซต์ของ Rapiscan ระบุว่า เครื่องสแกน Rapiscan รุ่น Secure 1000 เป็นระบบสแกนที่แสดงภาพถ่ายเต็มตัวที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ ใช้กันอย่างแพร่หลายและเป็นที่ยอมรับในเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีการนำไปใช้และทดสอบในสนามบินหลายแห่งรวมทั้งองค์กรด้านความปลอดภัยและหน่วยงานทางทหารทั่วโลก

“มันได้รับอนุมัติให้ใช้โดยหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลหลายแห่งรวมทั้งหน่วยงานรักษาความปลอดภัยด้านการขนส่งของสหรัฐอเมริกาและกรมการขนส่งของสหราชอาณาจักรด้วย” เว็บไซต์ระบุ

เว็บไซต์ยังระบุต่อไปว่า เครื่องรุ่นนี้สามารถที่จะเปิดเผยภัยคุกคามที่ซ่อนอยู่ในร่างกายของบุคคลที่เทคโนโลยีอื่นๆ เช่น เครื่องตรวจจับโลหะไม่สามารถตรวจจับได้ นอกจากนี้มันยังสามารถเปิดเผยวัตถุระเบิดที่ทำจากของเหลวแม้จะมีปริมาณที่น้อยมาก อาวุธที่ไม่ใช่โลหะ และวัตถุระเบิดที่ทำจากพลาสติก ทำให้มันเป็นเครื่องที่เหมาะสำหรับการใช้งานเพื่อการรักษาความปลอดภัยด้านการบินเป็นอย่างยิ่ง

โฆษกของทีเอสเอกล่าวว่า เทคโนโลยีที่พวกเขาใช้ได้ผ่านการทดสอบและประเมินผลอย่างละเอียดพร้อมกับได้รับการรับรองด้วย

การวิจัยชิ้นนี้เป็นความร่วมมือกันของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซาน ดิอาโก มหาวิทยาลัยมิชิแกน และมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์

...............................

ที่มา เว็บไซต์ เดลี่ เมล