ในหน้าฝน เราอาจจะเห็นว่าฝนตกหนัก จนบางพื้นที่น้ำท่วมก็มี
แต่ในขณะเดียวกันก็มีข่าวว่าบางพื้นที่นั้นกลับแห้งแล้งไม่มีฝนตก ภารกิจของฝนหลวงจึงคือการทำให้ฝนตกทั่วและที่สำคัญต้องช่วยเติมน้ำในเขื่อนต่างๆ เพื่อเตรียมรับฤดูแล้งที่จะมาถึง ส่วนในฤดูแล้งก็ไม่ได้ว่างเว้น ต้องช่วยในภารกิจดับไฟป่าด้วย จะเห็นว่าภารกิจของกรมการฝนหลวงนั้นล้วนวนเวียนอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ความชุ่มฉ่ำของสายฝนที่จะทำให้แผ่นดินชุ่มชื่น ป่าไม้จึงมีความสำคัญในการผลิตไอน้ำ ดึงเมฆ ดึงหมอก แล้วให้ฝนหลวงเอาเมฆมารวมกันยังพื้นที่เป้าหมาย
หลังจากนั้นหน่วยบินฝนหลวง ก็จะขึ้นโปรยสารฝนหลวงไปรวมเมฆและเร่งให้กป่าลั่นตัวเป็นฝนยังจุดหมาย เมื่อฝนตกลงมาจะมีป่าเป็นตัวนำน้ำลงสู่ใต้ดิน ผ่านรากที่ชอนไช ได้ร่มเงาไม้ใหญ่บดบังแสงแดดไม่ให้เผาน้ำจนระเหยไปไวจนเกินไป ป่าที่อุดมสมบูรณ์จะชะลอการระเหยของน้ำจากผิวดินได้เป็นอย่างดี ความสัมพันธ์ระหว่างป่า-เมฆ-ฝนหลวง จึงเกี่ยวพันกันจนแยกไม่ออก แต่ดูเหมือนว่าต่อแต่นี้จะมี “การปลูกป่า” เข้ามาพ่วงด้วยอีกหนึ่งข้อ
เพราะมีความคิดกันว่าในเมื่อเครื่องบินของฝนหลวงออกไปทำฝนอยู่แล้วเวลาที่บินกลับก็น่าที่จะมีการโปรยเมล็ดพันธุ์ต้นไม้ลงมายังป่าเบื้องล่างเสียเลย จะได้ไม่เสียเที่ยว เพราะการปลูกป่าในภาคพื้นดินนั้น ต้องเป็นพื้นที่ที่คนเข้าถึง ซึ่งจะมีเนื้อที่อย่างจำกัด และเสียค่าใช้จ่ายและใช้กำลังคนมาก แต่การหว่านโปรยเมล็ดพันธุ์ลงมาจากท้องฟ้า สามารถเสริมในป่าลึกได้และที่สำคัญไม่เสียเงินเลยสักบาท
ความเห็นนี้ได้รับการสนับสนุนจากท่านชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ทำให้การบูรณาการในเรื่องนี้เป็นจริง โดยเป็นการร่วมมือระหว่างกรมฝนหลวงและกรมป่าไม้ที่เป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์พืช โดย ธีรภัทร ประยูรสิทธิ์ อธิบดีกรมป่าไม้ให้การสนับสนุน โดยทางกรมป่าไม้จะเลือกเอาเมล็ดพันธุ์พืชที่เป็นพืชในท้องที่นั้นนำมาพอกดิน เพื่อให้เวลาตกลงไปบนพื้นเมล็ดพันธุ์จะได้มีดินเชื่อมยึด บางชนิดที่มีเมล็ดแข็ง โดยธรรมชาติจะใช้เวลานานกว่าจะงอกเป็นต้นอ่อน อย่างพวกมะค่าแต้ มะค่าโมง อะไรพวกนี้ เขาก็จะมากะเทาะเปลือกแข็งออกสักนิดแล้วจึงพอกดิน โดยจะมีการประสานกันว่า เที่ยวบินไหนที่กรมฝนหลวงจะออกไปบินทำฝนหลวงนั้น จะผ่านเส้นทางที่กรมป่าไม้อยากจะปลูกป่าเสริมในพื้นที่นั้นหรือไม่ ถ้าผ่านก็จะมีการนำกล้าไม้มาฝากให้ฝนหลวงเขาช่วยโปรยให้ด้วย ซึ่งจะเห็นว่าเป็นการช่วยกันทำงาน แม้จะเป็นภารกิจที่เพิ่มขึ้นมาแต่ก็ดูเหมือนว่าทั้งนักบิน และเจ้าหน้าที่ที่โปรยสารฝนหลวงจะยินดีทำหน้าที่ปลูกป่านี้อย่างเต็มใจ
เที่ยวบินที่ผมติดขึ้นไปนี้มีภารกิจในการทำฝนหลวงเหนือบริเวณป่าของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่ผ่านการคำนวณ คาดหมายจากนักวิชาการฝนหลวงมาเรียบร้อยแล้วว่าขึ้นไปเที่ยวนี้จะสามารถทำให้เมฆที่กระจายกันเต็มฟ้าในวันนั้นรวมกลุ่มและกลายเป็นฝนลงมาได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ขนสารเคมีมาใส่ไว้ในเครื่องบินกาซ่า 2 ใบพัด 1 ลำ และเครื่องบินเครื่องยนต์เดียว คาราแวนอีก 2 ลำนั้น เมล็ดพืชอีกหลายกระสอบ ทั้งประดู่ ชิงชัน มะค่าโมง ฯลฯ ก็ถูกลำเลียงขึ้นมาไว้บนเครื่องเช่นกัน
ได้เวลาเครื่องบินทั้ง 3 ก็ขึ้นสู่ฟ้า ทิ้งเมืองนครสวรรค์ไว้เบื้องล่าง ปากน้ำโพที่บรรจบกันของแม่น้ำยมและแม่น้ำปิงดูโดดเด่น สายน้ำเจ้าพระยาเป็นสีทองอร่ามในฤดูฝน ทุ่งนาในแถบภาคกลางแถวสิงห์บุรี ชัยนาทนั้นสวยงาม เขียวขจี บ้านเรือนปลูกอยู่ตามริมน้ำ เป็นแผ่นดินที่สวยงามมาก ไม่นานเราก็เข้าสู่เขตชายป่าในอำเภอ อ.ลาดยาว ป่าเริ่มหนาทึบ เมฆขาวๆ ลอยอยู่โดยทั่ว ในระดับความสูง 8000 ฟุต มองเห็นลำห้วยแม่วงก์คดโค้งไปมาตามร่องเขา เบื้องล่าง ป่าที่ซ้อนทับจนดูเขียวเป็นพรืด มองจากบนฟ้าเห็นป่าไผ่ที่เป็นไม่เด่นในป่าเบญจพรรณกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง แม้จะมีป่าแต่ถ้าไม่มีน้ำตกลงไป ฟองน้ำธรรมชาตินี้จะไม่มีอะไรให้ซับไว้เพื่อปล่อยในหน้าแล้งได้เลย
สารฝนหลวงลอยออกมาจากปลายท่อเมื่อนักบินให้สัญญาณ สารสีขาวถูกเขย่าลงกรวยกระสอบแล้วกระสอบเล่า ก่อนจะปลิวหายไปกับเมฆขาว ป่าเบื้องล่างที่ปรากฏทำให้ผมใจชื้นและดีใจที่ป่าของแม่วงก์และห้วยขาแข้งยังสมบูรณ์ ไม่นานเครื่องก็ตีโค้งวกกลับ เมล็ดพืชที่หุ้มดินไว้ถูกเทใส่ท่อก่อนจะลอยตกลงไปยังป่าเบื้องล่าง กระจกเครื่องบินมีเม็ดฝนมาต้อง จนต้องใช้ที่ปัดเคลียร์กระจก ผมแอบฝันเห็นเมล็ดพืชเหล่านั้นงอกเสริมขึ้นมาในป่ากว้างเบื้องล่าง เพื่อคืนผืนป่าให้แผ่นดินจริงๆ
มีไม่บ่อยครั้งนักที่ผมออกไปนำเรื่องราวมาบอกท่านผู้อ่านด้วยความอิ่มเอิบใจ ครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นได้มาเห็นป่าที่สมบูรณ์ในอุทยานฯแม่วงก์ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เห็นท้องนาที่เขียวขจี ดินดำ น้ำชุ่ม เห็นความร่วมมือของหน่วยงานราชการแม้จะต่างกรมแต่ก็ยินดีทำงานเพื่อแผ่นดินไทยเรา ถือเป็นนิมิตใหม่ที่เราอยากเห็นกันมานาน
ที่แท้การคืนความสุขที่หายไปนาน เป็นเช่นนี้นี่เอง...


