เย็นเยือก...บนหิมะมังกรหยก

เที่ยวเมืองโบราณอายุกว่า 800 ปี แล้วไปสัมผัสจุดเยือกแข็งบนภูเขาหิมะมังกรหยก บรรยากาศแบบนี้ต้องไปเที่ยว...
ไม่นึกว่าจะมีโอกาสกลับมาลี่เจียงหนที่สอง เพราะในโลกแห่งการเดินทางมีสถานที่อีกมากมายน่าไปพบเห็น สัมผัส และนั่งชิลล์ๆ ในเมืองเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง หากเชื่อว่าการเดินทางก็คือ การเรียนรู้ผู้คน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ความแตกต่างของผู้คน วัฒนธรรม นี่แหละคือ การที่เราได้ออกไปเห็นโลกกว้าง
กลับมาเที่ยวลี่เจียงคราวนี้กับแอร์เอเชีย เห็นการพัฒนาที่ไปไกลของแผ่นดินจีน เนื่องจากยูนนาน มณฑลใหญ่อันดับ 8 ของจีนที่ตั้งอยู่ทางชายแดนด้านตะวันตกเฉียงใต้ กำลังสร้างเครือข่ายทางรถไฟ โดยมีคุนหมิงเป็นศูนย์กลางการเดินทาง เพื่อเชื่อมต่อกับมณฑลต่างๆ ของจีนและเอเชียอาคเนย์
ในอนาคตมณฑลยูนนาน จะมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงภายในประเทศ 8 สาย เชื่อมไปยังเซี่ยงไฮ้ ทิเบต เสฉวน ฉงชิ่ง กว่างซี เชื่อมยูนนานกับมณฑลรอบข้างและแถบชายทะเลด้านตะวันออก รวมถึง4 สาย เชื่อมเส้นทางรถไฟจีน-เวียดนาม,จีน-ลาว, จีน-พม่า และจีน-พม่า-อินเดีย
นี่คือ การเติบโตของประเทศมหาอำนาจ เพื่อขยายตัวทางเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน ซึ่งในอนาคตจะเปิดรับนักท่องเที่ยวได้มากกว่านี้
เพราะความเจริญที่จะทำให้โลกทั้งโลก เชื่อมต่อกันง่ายขึ้น และอีกไม่นานคงได้ยินว่า นั่้งเครื่องบินไปลงคุนหมิง ต่อรถไฟความเร็วสูงไปเที่ยวเมืองโบราณที่นั่นที่นี่
1.
ว่ากันว่า ในอดีตกาล ยูนนานเป็นเส้นทางสายไหมตอนใต้ (Southern Silk Road) และนั่นเองทำให้เข้าใจว่า ทำไมลี่เจียงจึงเป็นเมืองเก่าที่ไม่จางหายไปจากสังคมยุคดิจิตอล เนื่องจากในอดีตเมืองลี่เจียงเคยเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการค้ากับอินเดีย ทิเบตและจีน และยังคงสืบทอดวัฒนธรรม ประเพณีงานฝีมือมาถึงยุคปัจจุบัน
แม้ลี่เจียงจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่รากฐานทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่อายุกว่า 800 ปี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โครงสร้างทางสังคมที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ ซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงรูปหนึ่ง ประกอบกับมีภาษาตงปาของตัวเอง ที่นี่จึงกลายเป็นเมืองอนุรักษ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี ค.ศ. 1997 จากองค์การยูเนสโก
เมื่อทางยูเนสโกตีตราให้แล้ว ยิ่งทำให้นักเดินทางจากทั่วโลกอยากมาที่นี่ การเดินทางมาลี่เจียงครั้งที่สองของฉัน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง มีสิ่งก่อสร้างร้านอาหารฟาสฟู้ดในโลกตะวันตกมากขึ้น แต่ไม่ได้โดดเด่นเบียดบังทัศนียภาพบ้านเรือนโบราณของชาวน่าซี เพราะผู้บริหารเมืองรู้ว่า เสน่ห์ของบ้านเมืองพวกเขาอยู่ตรงไหน
โดยเฉพาะย่านซูเหอ ซึ่งห่างจากลี่เจียงไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 4 กม.ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าของลี่เจียง เส้นทางเดินยังคงอนุรักษ์หินก้อนโตๆ อัดแน่นเอาไว้ และบ้านเรือนร้านค้าที่ตั้งอยู่บนเนินเขา สามารถเดินเที่ยวไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะพบอาคารไม้แบบจีนโบราณ หากมองจากที่สูง จะเห็นหลังคาบ้านเรือนจำนวนมากเรียงซ้อนกันงดงามมาก
ย่านซูเหอเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยร้านค้า บ้านเรือนสไตล์จีนโบราณ มีธารน้ำไหลผ่านหน้าบ้าน มีสะพานหินเชื่อมต่อถนนสายเล็กๆ เนื่องจากสายน้ำจากลำธาร เป็นเสมือนสิ่งหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของชาวเมืองลี่เจียงตั้งแต่โบราณกาล จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงหล่อเลี้ยงคนเมืองนี้
ฉันสนุกกับการเดินชมเมือง ไปตามตรอก ซอก ซอย และนั่งชิลล์ๆ ดูผู้สูงวัยชาวน่าซีออกมาร้องรำทำเพลง ถ้าเหนื่อยล้าก็นั่งพัก ดูนักท่องเที่ยวขี่ม้าชมเมือง
หากจะให้เปรียบเทียบระหว่างเมืองต้าลี่และลี่เจียง ฉันคงหลงรักต้าลี่มากกว่า เพราะเป็นเมืองเล็กๆ ที่่เงียบแต่ไม่เหงา ส่วนลี่เจียงแม้จะมีสีสันจัดจ้าน แต่ดูวุ่นวายในบางคราว ทั้งสองเมืองมีระยะ ทางห่างกันแค่ 160 กิโลเมตร โดยลี่เจียงมีความสูง 2,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบตทางภาคตะวันออกเฉียงใต้กับที่ราบสูงยูนนาน-กุ้ยโจ เชื่อมกับที่ราบริมแม่น้ำจินซาเจียง
ด้วยเหตุนี้นี่เองทำให้ลี่เจียงมีภูมิประเทศหลากหลาย มีตั้งแต่ภูเขาสูง ธารน้ำแข็ง และที่ราบระหว่างภูเขา ที่ราบขั้นบันได
ความหลากหลาย นี่แหละคือ เสน่ห์ของลี่เจียง เพราะมีสถานที่ให้ท่องเที่ยวทั้งพื้นราบ ภูเขาสูง และธารน้ำแข็ง
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การเดินในเมืองเก่าทั้งวันสำหรับคนที่ไม่เคยมาเที่ยวที่นี่่ เป็นความรื่นรมย์อย่างหนึ่ง เพราะนอกจากได้ชมสินค้าพื้่นเมืองหลากหลาย ยังได้เห็นวิถีชีวิต สายน้ำและลำธารควบคู่ไปด้วย เพราะที่นี่คือ หมู่บ้านเก่าที่ผู้อยู่อาศัยยังใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เมืองที่มีแต่ร้านค้าและคนขายของอย่างเดียว
2.
การเดินในเมืองเก่าลี่เจียงเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยว ไม่ว่าชนชาติจีนหรือต่างชาติจะเลือกท่องเที่ยวในอันดับต้นๆ ถ้าอยากเดินทุกซอกทุกมุมวันเดียว ก็ไม่จบ แต่ไม่ว่าจะเดินมุมไหน สิ่งที่เห็นคือ ชนเผ่าที่นี่ยังคงทำงานฝีมือ และชอบร้องรำทำเพลง พวกเขาเลือกที่จะทำงานในท้องถิ่น ไม่ว่าการทำเครื่องดนตรีพวกกลอง ผ้า เครื่องเงิน งานไม้ ฯลฯ เราก็จะพบเห็นตามบ้านทั่วไป
นอกจากเที่ยวชมเมือง สิ่งที่พลาดไม่ได้คือ การเดินเล่นแถวสระน้ำมังกรดำ หรือสวนยูู้วฉวน มีต้นไม้ใบหญ้าร่มรื่นเหมาะกับการพักเหนื่อย ที่นี่มีน้ำใสสะอาดราวกับมรกต มีสวนให้นั่งเล่นได้อย่างรื่นรมย์ เย็นสบาย สถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมของชาวฮั่น ทิเบตและน่าซี ซึ่งในสวนแห่งนี้ เราได้สนทนากับผู้สูงวัยชาวน่าซีที่มานั่งพักเหนื่อยชมสวน แม้ทั้งสองจะอายุมากแล้วแต่ดูแข็งแรง
บริเวณที่ตั้งของสระน้ำมังกรดำอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองลี่เจียง หากทอดสายตาไปไกลๆ จะแลเห็นสะพานหินอ่อนสีขาวตั้งอยู่กลางสระน้ำมังกรดำ และบริเวณสระน้ำยังเป็นจุดชมวิวภูเขาหิมะมังกรหยกที่งดงามมาก
นอกจากทิวทัศน์ บ้านเก่า ร้านค้า และวิถีชีวิต อีกสิ่งที่อยากแนะนำเลยสำหรับคนมาเที่ยวลี่เจียง คือ ลองพักในเกสเฮ้าท์บ้านโบราณ ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ราคาไม่แพง สะอาดสะอ้าน และได้อารมณ์ความเป็นจีนขนานแท้ ซึ่งการมาเที่ยวลี่เจียงครั้งแรก ฉันเองก็ได้ลองพักแบบนั้น และชอบมาก
ช่วงกลางวันก็เดินเที่ยวดูบ้านเรือนชาวน่าซี เห็นคนสูงวัยออกมาตากแดด ซักผ้า และเดินเล่น ส่วนกลางคืนก็เที่ยวชมกิจกรรมในเมืองเก่า สีสันก็มีเสน่ห์อีกแบบ ในความรู้สึกของฉัน ลี่เจียงเป็นเมืองที่ถ่ายรูปสวยทุกมุม เพราะมีแสง เงาจัดจ้าน
ว่ากันว่าอีกสิ่งที่ไม่ควรพลาด และฉันก็ไม่เคยพลาดทั้งสองครั้งคือ การซื้อแพคเกจเที่ยวภูเขาหิมะมังกรหยก เมื่อขึ้นไปยืนอยู่จุดสูงสุดจะหนาวสะท้าน และความกดอากาศสูง ทำให้ออกซิเจนกระป๋องขายดิบขายดี เพราะหนาวมาก
การเดินทางไปครั้งนี้ต่างจากครั้งที่แล้วที่เดินทางไปเองต้องผจญภัยสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่นั่งขดตัวในรถบัส หลงทาง ฯลฯ ครั้งนั้นไม่ได้ชมการแสดง Impression Lijiang ของผู้กำกับจางอวี้โมวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติก่อนขึ้นภูเขาหิมะมังกรหยก ปกติจะเปิดการแสดงสองรอบ คือ 9.00 และ 11.00 น. การแสดงจะเล่าถึงความรักที่มีต่อธรรมชาติ ความสามัคคีและมิตรภาพตั้งแต่สมัยอดีตกาล แม้การแสดงจะไม่เลิศหรู แต่มีความอลังการชมเพลินๆ ในช่วง 1 ชั่วโมง
แพ็คเกจชุดนี้รวมตั้งแต่ค่ารถ ค่ากระเช้าขึ้่นภูเขาหิมะมังกรหยก และค่าชมการแสดง สามารถเที่ยวได้อย่างจุใจ ค่าใช้จ่ายประมาณ 600 หยวน
การนั่งกระเช้าไฟฟ้า ขึ้นสู่จุดชมวิวบนยอดเขาที่ความสูงกว่า 3,356 เมตร และสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 4,506 เมตร เพื่อชมวิวทิวทัศน์และธรรมชาติบนจุดที่สวยงามที่สุด ตลอดสองข้างทางที่ขึ้นยอดเขา ก็เป็นอีกอย่างที่คนมาเที่ยวลี่เจียงไม่ควรพลาด
ส่วนไฮไลท์สำคัญ คือ การสัมผัสกับหิมะที่อุณหภูมิติดลบ ใครอยากสัมผัสความหนาวแค่ไหน ก็ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ที่นั่นมีบริการให้เช่าเสื้อโค้ตหนาๆ สีแดง และต้องบอกก่อนว่า คนแพ้ความสูงหรือทนหนาวไม่ค่อยได้ อย่าพยายามฝืนร่างกาย เพราะอาจป่วยหรือช็อคได้
และเมื่อใดที่เรายืนบนหิมะหรือธารน้ำแข็ง การดื่มชาหรือแทะข้าวโพดร้อนๆ แม้จะราคาแพงกว่าพื้นราบหลายเท่าตัว แต่บรรยากาศแบบนั้น ขอบอกว่า อร่อยมาก และทำให้ร่างกายอุ่นขึ้นทันที เนื่องจากยอดเขา 13 ยอดที่เรียงต่อกันบนภูเขาหิมะมังกรหยกจะมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี นอกจากนี้ภูเขาแห่งนี้ยังเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของเมืองลี่เจียง เป็นแหล่งที่พบพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่หลากหลาย
แม้จะมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งในลี่เจียง ไม่ว่าทุ่งหญ้ายูนซานผิง (Yunshanping) หรือโตรกเสือกระโจน หุบโตรกเขาที่ลึกที่สุดในโลก วัดจากระดับผิวน้ำจินซาเจียงได้ 1,810 เมตร ไปถึงยอดเขาซานจือโต่วที่ทอดตัวอยู่ด้านเทือกเขายวี่หลงที่ระดับ 5,596 เมตร แต่ส่วนใหญ่ก็เลือกไปแค่เมืองเก่าและภูเขาหิมะมังกรหยก เพราะเป็นไฮไลท์สำคัญในการท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวไทยมีเวลาจำกัด และสถานที่ท่องเที่ยวห่างไกลกันมาก
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม นอกจากลี่เจียง ต้าลี่ อีกสถานที่ไม่ควรพลาดคือ แชงกรีลา หรือทิเบตน้อยที่เมืองจงเตี้ยน อยู่ห่างจากลี่เจียง 200 กิโลเมตร ฉันได้ไปเยือนมาครั้งหนึ่งกับความสมบุกสมบันนั่งรถประจำทางไปจงเตี้ยน ซึ่งเป็นเส้นทางการเดินทางที่สวยงามมาก
การเดินทาง
สายการบินแอร์เอเชียมีเที่ยวบินบินตรงจากไทยสู่จีน 13 เส้นทาง ใน 9 ปลายทาง ได้แก่ เส้นทางจากกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) สู่มาเก๊า 4 เที่ยวบินต่อวัน ฮ่องกง 3 เที่ยวบินต่อวัน ฉงชิ่งและอู่ฮั่น 2 เที่ยวบินต่อวัน กวางโจว เซินเจิน ซีอาน คุนหมิง 1 เที่ยวบินต่อวัน และเส้นทางใหม่ กรุงเทพฯ-ฉางชา 1 เที่ยวบินต่อวัน เส้นทางบินตรงจากเชียงใหม่สู่มาเก๊า 1 เที่ยวบินต่อวัน สู่ฮ่องกง 1 เที่ยวบินต่อวัน สู่หางโจว 1 เที่ยวบินต่อวัน และ จากภูเก็ตสู่ฮ่องกง 1 เที่ยวบินต่อวัน
ส่วนการเดินทางไปต้าหลี่ โดยสายการบินแอร์เอเชีย มีเที่ยวบินจากดอนเมือง - คุนหมิง เวลา 08.10 - 11.40 น. และคุนหมิง- ดอนเมือง เวลา 12.-30 - 14.00 น. สำรองที่นั่งได้ที่ www.airasia.com และติดตามข้อมูลได้ทาง www.facebook.com/AirAsiaThailand และ twitter.com/AirAsiaThailand







