เพราะเป็นอุทยานแห่งชาติยอดนิยมตลอดกาล อินทนนท์ จึงเหมือนโดนสั่ง ห้ามป่วย/ห้ามตาย
แต่เมื่อมีไวรัสกำลังรุมทำร้าย เป็นใครก็คงต้อง “รักษาตัวเอง” ให้ได้เหมือนกัน
........................
นับวัน “ดอยอินทนนท์” จังหวัดเชียงใหม่ จะยิ่งเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวผู้นิยมธรรมชาติมากขึ้นทุกปี สังเกตจากสถิติข้อมูลของสถาบันนวัตกรรมสารสนเทศอุทยานแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครอง, สำนักอุทยานแห่งชาติ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ระบุตัวเลขในทิศทางที่เพิ่มขึ้น
โดยในปี 2556 มีนักท่องเที่ยวจำนวน 549,823 คน เดินทางมาท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ และทำให้เกิดรายได้มากมายถึง 34 ล้านบาท ถือเป็นอุทยานแห่งชาติที่ทำรายได้สูงสุดเป็นลำดับที่ 3 ของประเทศ
ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่ความนิยมที่ว่านี้ไม่ได้นำมาเฉพาะตัวเลขของรายได้ ทว่า ปัญหาจากการท่องเที่ยวหลายๆ ส่วน ยังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งสัตว์ป่า ต้นไม้ และแหล่งน้ำ ในขณะที่รายได้เหล่านั้นก็ยังไม่ได้ถูกกระจายลงไปยังชุมชนที่อยู่ในเขตพื้นที่อุทยานอย่างหมาะสม “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” จึงเป็นเพียงความฝันลมๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง
เมื่อตระหนักรู้ถึงปัญหาดังกล่าว “ชาวอินทนนท์” ทั้งคนจากภาครัฐและราษฎรในพื้นที่ ต่างก็พยายามหาหนทางแก้ไข รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยกันผลักดันให้ดอยอินทนนท์กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์พร้อมอีกครั้ง
จากผู้ล่าเป็นผู้เล่า
กว่าสิบปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น คือนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มี “ดอยอินทนนท์” ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว มี “กิ่วแม่ปาน” และ “อ่างกา” เป็นเส้นทางที่เหมาะสมกับการศึกษาสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ หรือว่าน้ำตกที่มีสายน้ำไหลลื่นชื่นฉ่ำตลอดปี “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” โดยชุมชนเจ้าของพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม ถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวที่ก่อให้เกิดประโยชน์หลายๆ ด้าน
“ที่นี่เริ่มจากกิ่วแม่ปาน เราเอาผู้บุกรุก ล่าสัตว์ ตัดไม้ทำลายป่า เปลี่ยนเขาจากผู้ล่าเป็นผู้เล่า จากล่าสัตว์ เอาต้นกุหลาบพันปีไปขาย เอารองเท้านารีอินทนนท์ไปขาย เปลี่ยนเขาเป็นผู้เล่า ซึ่งรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ของเราเริ่มจากตรงนี้” พรเทพ เจริญสืบสกุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ บอก
โครงการจากผู้ล่าเป็นผู้เล่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากชาวบ้านที่เข้ามาเป็น "ผู้เล่า" จะช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อุทยานแล้ว พวกเขายังมีรายได้จากการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้จากผืนป่าแก่นักท่องเที่ยวด้วย
"กิ่วแม่ปานสำเร็จแล้ว มีคนรู้จักมากมาย ปีหนึ่งมีคนใช้บริการ 20,000 กว่าคน ซึ่งการที่ชุมชนเข้ามาเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ในการดูแลเส้นทางแบบนี้ จะเป็นเครื่องรับประกันได้ว่า ทรัพยากรจะไม่ถูกทำลาย เมื่อเส้นทางนี้ประสบความสำเร็จ เราก็ให้พี่น้องปกาเกอะญอดูแลเส้นทางน้ำตกผาดอกเสี้ยว โดยให้คนในท้องถิ่นนำเที่ยวและดูแลเส้นทางด้วยตัวเอง เพราะเจ้าหน้าที่ดูแลไม่ทั่วถึง ซึ่งก็น่าจะเกิดประโยชน์กับชุมชน" วุฒิพงษ์ ดงคำฟู ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม
ผู้ช่วยอุทยานแห่งชาติยังบอกอีกว่า ในส่วนของอุทยานฯ มีการวางแผนการแก้ไขปัญหาไว้หลายอย่าง ทั้งเรื่องของปัญหารถติดในช่วงเทศกาล หรือปัญหาการเข้ามารุกล้ำของบุคคลภายนอก ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในขอบข่ายที่ยังพอรับไหว แต่ในส่วนของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งมีชุมชนเป็นผู้ดูแล เมื่อชุมชนได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวที่บริหารจัดการด้วยตัวเองแล้ว หากเกิดปัญหาก็ต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้ดีที่สุด
เข้าใจและเรียนรู้
การเปิดโอกาสให้ชาวบ้านในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมกับการท่องเที่ยวนอกจากจะเป็นการเพิ่มรายได้จนนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว วิธีนี้ยังเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะทำให้เกิดความตระหนักรู้ในคุณค่าและการดูแลรักษาป่าได้อย่างแท้จริง
และจากมัคคุเทศก์ในเขตป่าก็ค่อยๆ ขยายรูปแบบขึ้นมาเป็นการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน(Community Based Tourism : CBT) โดยมีจุดประสงค์ของการจัดการร่วมเดียวกัน นั่นคือ การรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้ดีที่สุด
"ชุมชนแม่กลางหลวง" เด่นดังขึ้นมาจากการเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ โดยมีนาขั้นบันไดเป็นทัศนียภาพที่งดงาม รวมทั้งวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชนเผ่าปกาเกอะญอก็เรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย ทำให้ชื่อของ "แม่กลางหลวง" ถูกค้นหามากขึ้นในระบบการสืบค้นออนไลน์
พงษ์ทู เชื้อสุจริตไพบูลย์ ผู้ใหญ่บ้านแม่กลางหลวง ยอมรับว่า ช่วงแรกชาวบ้านมีความกังวลเพราะไม่มีความรู้ และที่สำคัญคืออยู่ในเขตพื้นที่อุทยาน การทำงานในช่วงแรกจึงยังออกมาในรูปแบบกล้าๆ กลัวๆ
“ตอนแรกเราไม่เข้าใจระบบ ก็ต้องอาศัยคนภายนอกก่อน ดูตัวอย่าง แต่ก็มีปัญหาเพราะคนภายนอกจัดการได้ไม่กลมกลืนกับชุมชน พอเกิดปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ขึ้น สุดท้ายเขาก็จากเราไป ให้ชาวบ้านจัดการกันเอง แต่ยังดีที่เรามี สกว. เป็นพี่เลี้ยง ทำให้ชาวบ้านเข้าใจกระบวนการและรู้ว่าเราจะเดินกันต่อไปอย่างไร”
"งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น" เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชน เพื่อให้เกิดการจัดการพื้นที่และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงให้การสนับสนุนงานวิจัยในพื้นที่ดอยอินทนนท์ เพื่อติดอาวุธทางปัญญา และช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมีกระบวนการ
"ตอนงานวิจัยชิ้นแรก สิ่งที่เกิดขึ้นคือเกิดระบบการบริหารจัดการแบบสหกรณ์ คนมาทำงานตรงนี้เกิดการจัดสรรรายได้ มีคณะกรรมการ มีโปรแกรมการท่องเที่ยว มีบ้านพัก คนมาโฮมสเตย์เป็นกลุ่มเฉพาะ แต่ตอนหลังคนมาโฮมสเตย์น้อยลง มาพักบ้านพักแทน และก็เกิดปัญหาที่พักที่เพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา ทั้งทัศนียภาพที่เปลี่ยนไป น้ำเริ่มขาดแคลน ขยะเพิ่มจำนวนขึ้น เกิดปัญหาเสียงดังรบกวนจากคณะนักท่องเที่ยว ฯลฯ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ชุมชนเกิดคำถามว่าจะแก้ไขและรวมพลังต้านรับอย่างไรต่อไป"
การแก้ปัญหาของชาวบ้านแม่กลางหลวง พ่อหลวงพงษ์ทูบอก ต้องอาศัยการพูดคุยและอธิบาย เพื่อหาข้อสรุปให้เป็นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และชาวบ้านก็ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง
"เราพยายามหาข้อสรุปว่า มันเกิดปัญหาอะไรกับชุมชนเรา ผมว่าคนที่ตระหนักถึงปัญหาในชุมชนของเรามีอยู่แล้ว เต่เขาไม่รู้จะเอาอะไรมาจับเป็นประเด็นในการแก้ปัญหา งานวิจัยถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้เราแก้ปัญหาได้อย่างมีระบบ แต่จริงๆ ปัญหาในชุมชนเรา ผมคิดว่าพวกเราแก้ไขกันได้" นิทัศน์ ภูผาอาวรณ์ เยาวชนในทีมวิจัยแห่งบ้านแม่กลางหลวง แสดงความคิดเห็น
อยู่อย่างยืนยาว
การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่บ้านแม่กลางหลวง ถือเป็นต้นแบบของการจัดการท่องเที่ยวให้กับชุมชนอื่นๆ ที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เช่นที่ "บ้านผาหมอน" หมู่บ้านปกาเกอะญออีกแห่งก็พยายามเรียนรู้จากประสบการณ์ของชุมชนเพื่อนบ้าน นั่นทำให้ผาหมอนเปิดตัวโดยการตั้งรับนักท่องเที่ยวได้อย่างแข็งแรง
สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ ผู้ประสานงานการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านผาหมอน บอกว่า การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ การปฏิเสธการท่องเที่ยวจึงไม่ใช่วิถีทางที่ฉลาดนัก แน่นอนว่าเมื่อมีการท่องเที่ยวเข้ามา ก็ต้องยอมรับว่าจะต้องส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนด้วย
"การท่องเที่ยวโดยชุมชนเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อให้เรามองสิทธิความเป็นชุมชนของตนเอง มองทรัพยากรที่เหลืออยู่ให้ถูกจัดการในทางที่ถูกต้อง มองวัฒนธรรมเป็นองค์ประกอบที่สังคมอยู่ร่วมกัน ซึ่ง 3-4 อย่างของการท่องเที่ยวโดยชุมชนนี้เองเป็นจุดที่ทำให้เกิดแรงผลักดันให้เกิดการทำงานตรงนี้ขึ้นมา"
จากการดำเนินการวิจัยทำให้ชุมชนผาหมอนสามารถสร้างรูปแบบการท่องเที่ยวที่เหมาะสม สอดคล้องกับฐานทรัพยากร และวัฒนธรรมของชุมชน สร้างกฎระเบียบ และกติกาสำหรับการท่องเที่ยว รวมถึงดำเนินการจัดตั้งกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนผาหมอนเพื่อการบริหารจัดการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ดี เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น ก็มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการท่องเที่ยวใหม่ ทำให้แกนนำชุมชนต้องกลับมาประสานใจพูดคุยกัน
"ผมอยากรู้เหมือนกันนะว่าทำไมนักท่องเที่ยวถึงสนใจเรา" บรรจง ขจีวิไลลักษณ์ หนึ่งในเยาวชนบ้านผาหมอน บอกอย่างครุ่นคิด ทั้งยังแสดงความคิดเห็นว่า ที่ผ่านมาการจัดการท่องเที่ยวของบ้านผาหมอนดำเนินการโดยผู้ใหญ่มาตลอด พวกเขาในฐานะผู้สืบทอดรุ่นต่อไปอยากเข้ามาเรียนรู้การทำงานเชิงลึก เพื่อให้เกิดการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป
"ตอนนี้เยาวชนที่สนใจการท่องเที่ยวมีแค่พวกเราไม่กี่คน พวกเราคิดว่าจะสานต่อความคิดของผู้ใหญ่ดีมั้ย คือถ้าไม่มีใครสานต่อเลย ชุมชนเราจะทำยังไง อย่างเรื่องเปิดเส้นทางเดินป่าเส้นใหม่ ที่พวกเรายังไม่อยากให้เปิด เพราะเส้นทางที่ผาหมอนตรงนั้นมันเป็นความเชื่อของเรา เรากลัวนักท่องเที่ยวที่ไม่หวังดี บางทีอาจจะทำอะไรไม่ดี ก็เลยยังไม่อยากให้เปิด แต่ก็อยู่ในช่วงศึกษาผลกระทบ"
ด้าน ประทีป พฤกษาฉิมพลี และนิพจน์ ดุเจโต๊ะ อีกสองแรงของเยาวชนบ้านผาหมอน ยอมรับว่า จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้ต้องการการท่องเที่ยวเท่าไรนัก เพราะอาชีพด้านการเกษตรที่ทำอยู่ก็เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตแล้ว แต่เมื่อกระแสการท่องเที่ยวชุมชนหยุดยั้งไม่ได้ พวกเขาก็จำเป็นต้องกระโดดเข้าไปเรียนรู้ เพื่อตั้งรับกับสิ่งที่กำลังถาโถมเข้ามาให้ดีที่สุด
ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้อินทนนท์เป็นพื้นที่เป้าหมายสำหรับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะในระดับจังหวัด หรือในระดับประเทศ ดังนั้นอินทนนท์จึงไม่สามารถเจ็บป่วย หรือหมดเรี่ยวแรงได้ ซึ่งคนที่จะคอยรักษาและเติมพลังให้กับพื้นที่สำคัญของประเทศก็ไม่ใช่ใคร นอกจากคนในพื้นที่และคนไทยด้วยกันเอง





