วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ฟัง 'หนังเงียบ'

ฟัง 'หนังเงียบ'

การนำภาพยนตร์เงียบกลับมาสู่โรงภาพยนตร์ ยังคง "สด" และให้ละให้ "อารมณ์" ระทึกขวัญได้

เมื่อปี 1927 "เสียงพูดแรก" ที่ได้ยินในภาพยนตร์เสียงอเมริกัน The Jazz Singer เป็นความลิงโลดของวงการภาพยนตร์ยุคนั้น แต่ในยุคนี้เสียงในภาพยนตร์พัฒนามาถึงความสามารถเดินทางออกท่องกาแลกซี่ ที่ไม่ไกลมากอีกแล้ว ในโรงภาพยนตร์ระบบดิจิตอล ภาพและเสียงคมชัด แน่นหนักแบบที่นินจาเต่าไม่ต้องพูดมาก แต่ตะบันหน้าผู้ชมและกระแทกลึกลงไปถึงหูชั้นใน การนำภาพยนตร์เงียบกลับมาสู่โรงภาพยนตร์ก็เป็นความลิงโลดของผู้ชมที่ได้เห็น "มรดกทางปัญญา" และเรียนรู้หลายสิ่ง ที่เกิดขึ้นเมื่อร้อยปีก่อน

ปี 2014 เทคโนโลยี "ดิจิตอล" อาจไม่ใช่ผู้ร้ายเสมอไป เมื่อมันเอื้อให้ผู้ชมภาพยนตร์ชาวไทยได้จ่ายค่าบัตรเพียง 100 บาท ก็สามารถรับชมภาพยนตร์คลาสสิกของยุคหนังเงียบ เดินทางไกลมาจากอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส จีน และญี่ปุ่น ในสภาพ ภาพสมบูรณ์ แสงเงาชัดลึก ขึ้นฉายในจอใหญ่และยังได้สดับฟัง "เสียงดนตรีบรรเลงสด" ประกอบการฉาย จากมือเปียโนอาชีพบรรเลงดนตรีหน้างานฉายภาพยนตร์ตัวจริงเสียงจริงด้วย

เทศกาลภาพยนตร์เงียบครั้งที่ 1 ในประเทศไทย (The 1st Silent Film Festival in Thailand) เมื่อวันที่ 7-13 สิงหาคม 2014 เป็นความร่วมมือของการเผยแพร่ภาพยนตร์ในยุค หนังเงียบ ก่อนเทคโนโลยีการใส่เสียงในภาพยนตร์จะเกิดขึ้น ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ภาพยนตร์ที่นำมาฉาย 7 เรื่องในเทศกาลฯนี้ เป็นผลงานจากยุโรป และเอเชีย ซึ่งมีความโดดเด่นของงานไม่ซ้ำแบบ และเป็นงานสร้างออกฉายในระหว่างทศวรรษ 1920-1930

"เสียงตอบรับดีมากเลย ตอนแรกหวาดเสียวว่าคนดูจะติดภาพหนังเงียบ เป็นหนังของชาร์ลี แชปปลิน และจำตลกอย่างเดียว และในงานนี้เราไม่มีหนังของแชปลินเลย ก็มีคนมาพูดกับเราว่า นายแน่มากที่จัดหนังเงียบ โดยไม่มีหนังแชปลิน ซึ่งถือว่าเป็น compliment (คำชม)นะ" ชลิดา เอื้อบำรุงจิต ผู้อำนวยการเทศกาลภาพยนตร์เงียบฯ เผยถึงการตอบรับของผู้ชมที่เกือบเต็มโรงภาพยนตร์ในทุกรอบฉายช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

แม้ว่าจะไม่มีหนังของแชปปลินที่ชาวไทยคุ้นเคย แต่เทศกาลนี้ก็มีงานของปรมาจารย์ ด้วยการจัดฉายภาพยนตร์ผลงานยุคแรกของฮิทช์ค็อกถึง 3 เรื่องในเทศกาลฯนี้ ได้มาจากความร่วมมือกับบริติช เคาน์ซิล และสถาบันภาพยนตร์สหราชอาณาจักร( BFI) เครือข่ายในสหพันธ์หอภาพยนตร์ เป็นการเฉลิมฉลอง "การบูรณะภาพยนตร์" เป็นดิจิตอลเพื่อสืบทอดมรดกภาพยนตร์สู่คนรุ่นหลังได้

สำหรับเป้าหมายการให้การศึกษาด้านภาพยนตร์ต่อคนดูนั้น ชลิดา เห็นว่า เทศกาลฯนี้ถือว่าได้บรรลุวัตถุประสงค์ของผู้จัด โดยเฉพาะการ "เอาชนะทัศนคติเดิมที่คิดว่า หนังเก่าน่าเบื่อ"

"จากสามสี่วันที่ฉายมา เราคิดว่าคนที่ได้ดูหนังประทับใจพอสมควร มีผู้ใหญ่หลายคนที่เราเชิญมาชม ก็แสดงความประทับใจ และกลับมาดูในรอบต่อมา และหลายคนบอกว่า ไม่เคยรู้มาก่อนว่า มีแบบนี้ หลายคนรู้สึกว่าหนังเล่าเรื่องดีมาก มีวิธีการเล่าเรื่องที่ล้ำมาตั้งแต่ยุคนั้นแล้ว และในแง่ดนตรี หลายคนก็ยอมรับว่า accompanist ที่มางานเรา ก็เล่นได้สุด(ยอด) รวมทั้งการได้เห็นว่า accompanist (นักเล่นดนตรีสดประกอบขณะฉายภาพยนตร์เงียบ) ไม่ใช่มาทำดนตรีประกอบหนัง แต่มันมี traditional และมีวงการของมัน มีกลุ่มคนที่ทำงานเฉพาะด้านนี้อยู่ และไม่ใช่ใครจะเล่นยังไงก็ได้ "

โดยการจัดฉายในโรงภาพยนตร์กลางเมือง ย่านสยามสแควร์ แทนที่จะเป็น โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา ณ หอภาพยนตร์ ต.ศาลายา นั้น ถือเป็นความพยายามเข้าหาผู้ชมและตอบโจทย์เชิงเทคนิค

"ส่วนหนึ่งก็คืออยากเข้าใกล้ประชาชนมากขึ้น เพราะการฉายเป็นดิจิตอลด้วย และแก้ปัญหาด้านเทคนิค และเป็นดิจิตอล รีสโตเรชั่น ซึ่งโรง(ลิโด้และสกาล่า)สามารถฉายได้" นอกจากนั้นยังมีการนำภาพยนตร์เงียบที่มีอายุกว่าหนึ่งศตวรรษกลับมาสู่โรงภาพยนตร์พาณิชย์ในยุคนี้ ยังเป็นการส่งต่อ มรดกทางศิลปะภาพยนตร์สู่ผู้ชมยุคใหม่ด้วย

" หนังเก่าถ้าได้รับการอนุรักษ์อย่างดี มันมีคุณภาพ เมื่อมีการฉาย คนดูก็ impressed คุณภาพของภาพที่เห็น มันดูสวยมาก"

ดนตรีสด มากกว่าซาวนด์แทร็ค

ปี 2014 ที่โรงภาพยนตร์ลิโด้ 2 เมาด์ เนลิสเซ่น ชาวเนเธอร์แลนด์ และ มิเอะ ยานาชิตะ ชาวญี่ปุ่น สองนักเปียโนอาชีพเล่นดนตรีประกอบภาพยนตร์เงียบ (silent-film accompanist) ได้มาร่วมบรรเลงสด และสร้างความเข้าใจต่อวิถีของเสียงนอกจอประกอบภาพยนตร์ ในการรื้อฟื้นธรรมเนียมการบรรเลงเปียโนประกอบภาพยนตร์ ซึ่ง ชลิดา เผยว่า

"ก่อนหน้านี้ (หอภาพยนตร์)เราได้พยายามฉายหนังเงียบ และลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง พอไปเห็นในเทศกาลฯ เมืองนอกหลายครั้ง เราก็อยากให้คนดูในไทยเห็นว่า การมีนักดนตรีที่มี skill ทำงานแบบนี้ เป็นยังไง เมืองไทยก็มีคนเล่นเปียโนเก่งเยอะนะ และเล่นกับหนัง ก็ไม่ใช่แค่เล่นเปียโนเก่งอย่างเดียว ต้องมีส่วนร่วมในหนัง มีความรู้ความเข้าใจบางอย่างด้วย"

นอกจากนี้เธอเสริมว่า การเสนอดนตรีสด เดี่ยวเปียโน แทนที่จะเป็นวงออเคสตราเต็มวงนั้น มีสองเงื่อนไข นั่นคือ

"เราว่าการบรรเลงเปียโน มันอาจจะเข้ากับยุคสมัยของตัวหนังจริงๆ ตามยุคสมัยมากกว่า ไม่ดูเป็นคอนเทมโพรารีมาก"

และยังเป็นคำตอบที่ว่าการฉายหนังเงียบของชาร์ลี แชปปลินอาจจะเกินกำลังของหอภาพยนตร์ตอนนี้ "เพราะดนตรี Strict มากว่า ต้องทำ score เป๊ะๆ เป็นวงออเคสตราเล่นสดจริงๆ ก็เลยยังไม่สามารถจัดได้" ชลิดา กล่าว

เมาด์ เนลิสเซ่น เผยถึงบทบาทของ accompanist แจงข้อสงสัยหากพวกเขาต้องแต่งดนตรีหรือ score มาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์หรือการบรรเลงสด ด้วยอารมณ์ความรู้สึก เป็นปฏิกิริยาตอบรับต่อภาพเคลื่อนไหวบนจอ ณ ขณะนั้นหรือไม่อย่างไร ไว้ว่า

"การเตรียมตัว เพื่อบรรเลงดนตรีประกอบ มันขึ้นอยู่กับฌองร์( genre-ตระกูลภาพยนตร์) ของหนังที่ฉาย และแบ่งได้เป็น การเตรียมดนตรีเป็นสกอร์ไว้ก่อน 70 เปอร์เซ็นต์ และอีก 30 เปอร์เซ็นต์ คุณต้องมี skill ที่จะ improvise เรื่องที่สำคัญ(เล่นยาก)มาก คือ แนวตลก (comedy genre) เพราะฉันไม่เชื่อในการอิมโพรไวส์ร้อยเปอร์เซ็นต์สำหรับบรรเลงประกอบคอมเมดี้ และมันขึ้นอยู่กับต้นฉบับของที่มาหนังตลกแต่ละเรื่องด้วย ฉันจึงเตรียมตัวมาอย่างดีสำหรับการเล่น ยกตัวอย่าง หนังเงียบของ ชาร์ลี แชปปลิน ทุกเรื่อง ฉันจะเตรียม score มาครบทุกตัวโน้ตเลย

เพราะแชปปลินเป็นศิลปินที่นิยมความสมบูรณ์แบบ เป็นเพอร์เฟคชันนิสต์ตัวยง เวลาเขาถ่ายหนัง ฉันคิดว่าเขาถ่ายเป็น 80-100 เทค ในแต่ละฉาก บางครั้งมีคนขอให้เราเล่นเพลงประกอบในหนังดีวีดีของแชปปลิน แล้วคนจัดงานบอกว่าไม่ต้องเตรียมอะไรมาก ให้มาอิมโพรไวส์เอา แต่ฉันไม่เอาด้วย เพราะฉันอยากจะซื่อสัตย์ต่องานของแชปปลิน ต่อความเป็นเพอร์เฟคชั่นนิสต์ ด้วยการเตรียมสกอร์มาให้พร้อม และสำหรับตัวฉันเอง อาจไม่ใช่นักดนตรีอื่นๆ นะว่า การเตรียมตัวมาให้พร้อม มันจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทั้งต่อคนเล่นและคนดู ฉันจึง compose ดนตรีมาก่อนให้เสร็จ 100-200 เปอร์เซ็นต์เลยสำหรับหนังแชปปลิน แต่สำหรับหนังแนวอื่น(ที่ไม่ใช่ตลก) มันค่อนข้างง่ายกว่าเยอะเลย แต่ก็ขึ้นอยู่กับหนังแต่ละเรื่องอยู่นั่นเอง"

นักเปียโน ชาวเนเธอร์แลนด์ ที่คร่ำหวอดกับงานรูปแบบนี้ ได้แสดงให้เห็นถึง รูปแบบและสไตล์ ที่ "นักดนตรีเฉพาะบุคคล" ได้สร้างสรรค์ต่อภาพยนตร์แต่ละเรื่อง

ดังเช่น งานรอบเปิดเทศกาลฯ เมื่อ วันพฤหัสที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ในรอบฉาย The Pleasure Garden ผลงานการกำกับเรื่องแรกของ อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก เรื่องราวรักหลายเส้าของสาวนักเต้นระบำในโรงระบำเพลสเชอร์ การ์เดนท์ กรุงลอนดอน กับหนุ่มต่างฐานะ ในบรรยากาศที่ภาพยนตร์พาผู้ชมเข้าสู่โรงระบำ ได้เห็น "ต้นแบบ" ของ การใช้ "การจ้องมองเรือนร่าง (เรียวขา)หญิงสาว" ที่กลายเป็นหนึ่งในลักษณะเด่นของงานผู้กำกับคนนี้แล้ว

เสียงดนตรีสดจากเปียโนของ เนลิสเซ่น ได้ "แสดงตัวตน" ที่ทำให้เรื่องราวเงียบงัน ดูโลดโผน โดยไม่ต้องอาศัยบทสนทนา ลีลาการแสดงของนักแสดงในยุคก่อน ที่เทียบเคียงได้กับการแสดงที่คนไทยคุ้นเคยในละครหลังข่าวทุกเมื่อเชื่อวัน ยังสะท้อน "ความร่วมสมัย" ของภาพยนตร์เงียบกับผู้ชมชาวไทยได้

สำเนียงดนตรีและลีลาลูกเล่นของเมาด์ เนลิสเซ่น ชัดเจน หนักแน่น และ "ปลุกเร้า" ผู้ชมที่ได้ฟัง ตอบรับทั้งฉาก เริงระบำ และฉากระทึกขวัญ เมื่อความขัดแย้งของตัวละครก่อให้เกิดอาชญากรรมบนจอ

ความชัดเจนของเสียงดนตรีประกอบ ทำให้ผู้ฟังเตลิดไปถึงงานคอนเสิร์ตแสดงดนตรีแบบไม่ต้องมีภาพประกอบของนักเปียโนคนนี้ ก็น่าจะยังเร้าอารมณ์และสร้างจินตภาพในหัวของผู้ฟังได้ไม่ยาก

ที่มาของแนวทางการเล่นดนตรีของ เนลิสเซ่น อาจจะอธิบายได้ด้วย คำบอกเล่าของอิทธิพลทางดนตรีที่เธอได้รับจากคีตกวีฝรั่งเศสยุคปลายโรแมนติกของดนตรีโรแมนติก อย่าง Ravel , DeBussy ซึ่ง อาจารย์อานันท์ นาคคง แห่ง วงกอไผ่ ได้ช่วยเสริมวงสนทนานั้นว่า เป็นยุคของคลาสสิกที่เรียกว่า อิมเพรสชั่น และใช้ประโยชน์เสียงงึมงัมจากเปียโนในงานดนตรีของพวกเขาเป็นอย่างมากนั่นเอง

เนลิสเซ่น ยังอธิบายถึงสไตล์ส่วนตัวของเธอคร่าวๆ ว่า สิ่งที่ผู้ฟังได้ยินอาจจะเป็นผลจากความคลั่งไคล้ส่วนตัวต่อเสียงเปียโน และแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากเสียงเปียโน ที่เธอได้อิทธิพลจากดนตรียุคอิมเพรสชั่นนั้น ร่วมกับคีตกวียุคโมเดิร์นแนวก้าวหน้าของฝรั่งเศส ก่อร่างสร้างฐานงานของเธอให้มีทั้งความสุดโต่ง ใส่อารมณ์ขัน กับ ความมืดและความหม่นในเสียงดนตรีที่บรรเลงออกมาด้วย

การส่งเสียงดนตรีที่ให้แรงสั่นสะเทือนรุนแรงยังหมายถึง การใช้ความเงียบ ในการพาผู้ชมเข้าสู่ไคลแม็กซ์ของ Prix de Beaute (Miss Europe) หนังเงียบปี 1930 ผลงานเรื่องสุดท้ายของดาราสาวชื่อดัง หลุยส์ บรู๊ค ซึ่งความสวยของเธอยังเป็นพิมพ์นิยมของนางแบบในแคตวอล์ค หรือห้องเสื้อหรูมาจนถึงทุกวันนี้ ในเรื่องราวของสาวเสมียนในโรงพิมพ์เมืองเล็กๆ ที่เกิดได้ตำแหน่งนางงามฝรั่งเศส และชนะเลิศเวทีสุดยอดนางงามยุโรป โดยแฟนหนุ่มพนักงานเรียงพิมพ์ในสำนักพิมพ์เดียวกันไม่พึงพอใจ ชีวิตของเธอกลายมาถึงจุดทางแยก จะเป็นดาราเจิดจรัสในวงการบันเทิงที่ปารีส หรือจะเป็นสาวคนรักภักดีต่อหนุ่มคนซื่อที่บ้านเกิด

ความฟรุ้งฟริ้งของงานถ่ายภาพ แม้จะเป็นขาวดำ จังหวะฉับไวของหนังเงียบฝรั่งเศสเรื่องนี้ ถูกเสริมส่งให้เร้าอารมณ์ด้วยดนตรีจากเสียงเปียโนของเมาด์ เนลิสเซ่นในรอบฉาย ช่วงค่ำวันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม และเนลิสเซ่นได้พาผู้ชมไปสู่ความระทึกขวัญด้วยการบรรเลงหนักแน่น และปล่อยให้ผู้ชมดำดิ่งไปกับด้านมืดและโศกนาฎกรรม เมื่อสิ้นเสียงปืนนัดเดียว จัดการปัญหาชีวิตสามเส้าของตัวละคร ความเงียบในฉากสุดท้าย ได้เสริมพลังของหนัง ผู้ชมในโรงลิโด้ กลั้นลมหายใจ ความเงียบงันปกคลุม แว่วเสียงจากท่อแอร์เก่าในโรงแทรกเป็นเสียงประกอบ เท่านั้นเอง

อีกหนึ่งนักเปียโนที่รับหน้าที่ accompanist หลักในงานเทศกาลฯ นี้ คือ มิเอะ ยานาชิตะ ชาวญี่ปุ่น

ในรอบฉาย Little Toys หนังเงียบจากประเทศจีนเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ ที่เป็นกึ่งชวนเชื่อให้รักชาติ จากการผ่านสงครามหลายรอบช่วงทศวรรษ 1920-1930 เล่าผ่านชีวิตครอบครัวชาวจีนที่ทำธุรกิจผลิตของเล่นเล็กๆ เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การเข้ารุกรานเพื่อยึดครองจีน การรุกรานของตะวันตก ผ่านอุตสาหกรรมของเล่นทันสมัยที่ปลุกเร้าให้ชาวจีนต้องพัฒนาตัวเองและยึดมั่นในความเป็นชาติ

ดนตรีสดบรรเลงประกอบของ มิเอะ ยานาชิตะ มิใช่เพลงชาติหรือเพลงมาร์ชออกรบ แต่เป็นดนตรีที่สะท้อนให้เห็นแนวทางที่ต่างจาก เมาด์ เนลิสเซ่นอย่างเห็นได้ชัด

เสียงเปียโนของมิยาซาว่า ในบางช่วงเลือนหายไปจากการรับรู้ของผู้ชม แม้ผู้ชมจะยังตื่นอยู่ แต่ดูเหมือนว่า ดนตรีนั้นมันกลืนกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ไปแล้ว

มิเอะ ยานาชิตะได้อธิบาย วิธีการทำงานของเธอ ในงานเสวนาเมื่อบ่ายวันเสาร์ ไว้ว่า

"เราควรจะดีด(เปียโน) จากมุมมองของคนดู แต่ไม่ใช่การดีดเอาใจคนดูทุกคน ซึ่งนั่นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่เป็นหน้าที่ของตัวเอง ที่ดูหนังไป ดีดเปียโนไป จึงถือว่าตัวเองเป็นคนที่เข้าถึงหนังได้มากที่สุดในเวลานั้น เพราะต้องเล่นดนตรีไปด้วย ดังนั้น(การเล่นผ่านมุมมองของตัวเอง) ตัวเองจึงเป็นสื่อที่ดีที่สุด ที่สามารถสื่อความรู้สึกของหนังเรื่องนั้นไปสู่คนดูได้ และยังเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโรงขณะนั้นด้วย เพราะไม่ใช่แค่ดู แต่ได้ถ่ายทอดดนตรีไปด้วย นั่นคือหลักการทำงานของตัวเอง ส่วนการเปลี่ยนคนดูต่างประเทศ ไม่มีผลแตกต่างสำหรับการเล่นสักเท่าไร เพราะเชื่อว่า แม้การศึกษาด้านภาพยนตร์ ความรู้จะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันแน่ๆ คือ ความสามารถในการเข้าใจอารมณ์ของหนัง อารมณ์เป็นพื้นฐานของหนัง และตัวเองอยากสื่ออารมณ์ที่ว่านั้นผ่านทางดนตรีที่เล่นออกไป เป็นส่วนสำคัญมากๆ และเชื่อว่าเวลาที่ดูหนัง ทุกคนอาจไม่ได้เข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งของหนังทั้งหมด แต่อย่างน้อยจะสามารถเข้าใจอารมณ์ว่า ตอนนี้ผู้กำกับต้องการสื่ออารมณ์ไหน การที่ตัวเองสามารถสื่อสิ่งพื้นฐานของหนังไปถึงผู้ชมได้ ถือว่าทำได้แล้ว ไม่ว่าคนดูจะเป็นชาติอะไร"

การฉายภาพยนตร์เงียบ ในโรงภาพยนตร์ประเทศไทย ในรูปแบบบรรเลงดนตรีสดประกอบระหว่างฉาย เป็นกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม ที่หาดูได้ยาก ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีกิจกรรมนี้เกิดขึ้น เพียงสองวาระ เทศกาลภาพยนตร์พุทธปัญญานานาชาติ กรุงเทพฯ เมื่อสามปีที่ผ่านมา มีการจัดฉายภาพยนตร์เงียบ The Light of Asia พุทธประวัติจากอินเดีย และบรรเลงดนตรีประกอบโดยวงกอไผ่ และครั้งล่าสุดในเทศกาลฯ ที่ผ่านมา อนาคตจะมีต่อไปหรือไม่

"การจัดเทศกาลครั้งต่อไปก็น่าจะเป็นไปได้ เพราะครั้งแรกมีการตอบรับดี และตอนนี้มีการทำดิจิตอลรีสโตเรชั่น หรือ DCP เราไม่ต้องเอาฟิล์มมาฉายเอง ซึ่งบางหอภาพยนตร์ที่เป็นเจ้าของหนัง เขาก็ไม่ยอมหรอก เพราะมันเสี่ยงที่จะทำฟิล์มเขาพัง พอมีหนังที่เป็นฉบับบูรณะมาเป็นดิจิตอล ก็ทำให้มี choices ภาพยนตร์ให้เลือกมากขึ้น และคนดูมีโอกาสมากขึ้น " ชลิดา กล่าว

''''''