เคยสงสัยไหม เวลาเราฟังอะไรไม่รู้เรื่อง รูปร่างหน้าตาของ "ความไม่รู้เรื่อง" นั้นจะเป็นอย่างไร
"...... .. .. . ..... ... .. .... .. .. ... ... .. .."
น่าจะประมาณนี้แหละ
เปล่า, ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษหรอก เพียงแต่เป็นการย้ำเตือนของ "คนแปลกหน้า" ที่กำลังสาวเท้าผ่านตึกรามบ้านช่องแปลกตา ในย่าน "ต่างถิ่น" ว่า เรากำลังอยู่ที่นี่
พอๆ กับก้อนภาษาหน้าตาประหลาดๆ ที่ลอยไปลอยมาอยู่ในหูก็ช่วยเพิ่มทักษะ และความกระตือรือล้นในการพยายามสื่อสารกันของคนเราได้มากขึ้นด้วย เพราะจริงๆ คนเราก็พยายามสื่อสารกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว รอยสีซีดๆ บนผนังถ้ำก่อนประวัติศาสตร์ หรือแอพลิเคชั่นแปลภาษา
ทุกอย่างล้วนเป็นหลักฐานของความพยายามสื่อสารทั้งนั้น
ใครหลายคนเคยบอกว่า การทลายกำแพงของภาษาลงได้นั้น ก็เหมือนกับการหลุดเข้าไปอยู่ในขอบเขตใหม่ๆ ของโลกใบนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านักเดินทางที่มีทักษะภาษาระดับพอถูๆ ไถๆ ไปได้จะเข้าไม่ถึง
อย่างน้อย...
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของลำน้ำหมาดสายฝนที่มีลำนำดนตรีเคล้าคลอก็ยิ่งทำให้ "ลำน้ำหอม" เมืองเวียดนามเหมือนฉากโรแมนติกในหนังรักคลาสสิกสักเรื่อง
สายลม และแสงแดดริมทุ่งข้าว ตรงฝั่งสายน้ำคิตาโตเนะคาว่า ยิ่งสร้างความกระฉับกระเฉงให้กับรุ่งเช้าของญี่ปุ่นให้สดใสมากขึ้น
บรรดารูปปั้นกองทัพทหารหินที่ยืนกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในสุสานจักรพรรดิ์แห่งฉินก็พลอยกระตุกจินตนาการให้หวนรำลึกถึงความยิ่งใหญ่นับพันปีของดินแดนมังกร
และอีกหลายต่อหลายที่
สิงคโปร์ ก็เหมือนกัน ระหว่างทางเดินบนถนน เสียงผู้คน สัญญาณไฟจราจร ตึกรูปทรงทันสมัย ข้างๆ ร่มไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา เสียงของ "เธอ" กำลังกระซิบบอกอะไรอยู่
ริมเวิ้งน้ำ อ่าวมารีน่า
ต่อให้เดินทางมาสิงคโปร์นับครั้งไม่ถ้วน แต่หลายคนก็น่าจะสังเกตได้ว่า ดินแดนสุดปลายคาบสมุทรมาเลย์แห่งนี้ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
อย่าง การ์เด้นส์ บาย เดอะ เบย์ (Gardens by the Bay) แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ถูกขนานนามว่าเป็น โอเอซิสแห่งใหม่ใจกลางประเทศ เมกะโปรเจ็คริมอ่าวมารีน่าเบย์ ตรงที่ว่างด้านหลังโรงแรม Marina Bay Sands ก็เป็นพื้นที่ส่วนขยายที่พัฒนาขึ้นมาในระยะเวลา 5 ปี
ที่นี่ เป็นสถานที่รวบรวมพรรณไม้นานาชนิดจากทั่วทุกมุมโลก ด้วยการแบ่งสัดส่วนของเทคโนโลยีเข้าไปผสมกับพฤกษศาสตร์เอาไว้ด้วยกัน ตั้งแต่ สวนเบย์ เซาธ์ (Bay South) สวนเบย์ อีสต์ (Bay East) และสวนเบย์ เซ็นทรัล (Bay Central) โดยที่เบย์ เซาธ์นั้นจะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากเป็นพิเศษเพราะที่นี่เป็นที่ตั้งของ ฟลาวเวอร์ โดม (Flower Dome) ส่วนจัดแสดงพรรณไม้จากเขตร้อนชื้นแถบเมดิเตอร์เรเนียน และ คลาวด์ ฟอร์เรสต์ (Cloud Forest) ส่วนจัดแสดงพันธุ์พืชและพันธุ์ไม้ในเขตป่าดิบชื้น
ถัดมาเป็นโซน ซูเปอร์ทรีส์ (Supertrees) นำเสนอโครงสร้างแบบต้นไม้ขนาดใหญ่ออกแบบให้มีความสูงตั้งแต่ 25 - 50 เมตร หรือราวตึก 9 - 16 ชั้น จำนวนทั้งสิ้น 18 ต้น เป็นการออกแบบพิเศษให้เป็นสวนแนวตั้งขนาดใหญ่ ปกคลุมด้วยไม้เลื้อยเขตร้อน พืชอิงอาศัย และเฟิร์นเมืองร้อน มีไฮไลท์อยูที่แสงสียามค่ำคืนที่สามารถชมบรรยากาศบน ทางเดินลอยฟ้า (OCBC Skypwalk) ที่เชื่อมซุปเปอร์ทรีส์ยักษ์สองต้นเข้าไว้ด้วยกัน และ สวนเรือนกระจก ที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เฮอร์ริเทจ การ์เด้นส์ และเวิล์ด ออฟ แพลนทส์ ทั้งหมดประกอบด้วยสวนย่อย 10 สวน
แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า จนถึงตอนนี้ โอเอซิสแห่งสิงคโปร์ก็ได้กลายเป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว
ริมอ่าวมารีน่านี้ อีกแห่งที่จะไม่พูดถึงเลยคงไม่ได้ นั่นก็คือ พิพิธภัณฑ์ศิลป์และศาสตร์ (Art Science museum) ที่สร้างขึ้นบนพื้นที่ 6,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย 21 แกลอรี่ ภายในอาคารรูปกลีบบัว ที่จัดแสดงงานครอบคลุมตั้งแต่ ศิลปะและวิทยาศาสตร์, สื่อและเทคโนโลยี รวมไปถึงการออกแบบและสถาปัตยกรรม โดยมีชุดผลงานถาวรชื่อว่า "ท่องสู่โลกแห่งการสร้างสรรค์" เปิดบทสนทนาระหว่างศิลป์และศาสตร์ สื่อถึงความสัมพันธ์ที่ไม่อาจแยกออกจากกันเป็นความผสมผสานที่ลงตัว ผู้เข้าชมจะได้ศึกษาและค้นหาความสัมพันธ์อันลึกลับผ่าน 3 แกเลอรี่ ได้แก่ Curiosity (ความใคร่รู้), Inspiration (แรงบันดาลใจ) และ Expression (การแสดงออก)
ที่ตอนนี้ถึงงานแสดงนิทรรศการชุด ไดโนเสาร์: รุ่งอรุณสู่การสูญพันธ์ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวยุคก่อนประวัติศาสตร์ Precambrian Triassic Jurassic และ Cretaceous เพื่อดูสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่ไดโนเสาร์เคยอาศัยอยู่ จะสิ้นสุดการแสดงไปแล้ว แต่ก็ยังมีงานนิทรรศการของ แอนนี เลโบวิตช์ (Annie Leibovitz) ช่างภาพหญิงมืออาชีพ วัย 64 ปี ผู้มีชื่อเสียงในฐานะที่เป็นผู้ถ่ายภาพ Celebrity, Rock star และนักการเมือง มากหน้าหลายตา มายาวนาน กว่า 4 ทศวรรษจัดแสดงเอาไว้อยู่
สิ่งที่น่าสังเกตของแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่นี้น่าจะอยู่ตรงที่ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงความรู้ หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะอย่างนี้สามารถประกอบเป็นส่วนหนึ่งของย่านโรงแรม คาสิโน รวมทั้งแหล่งบันเทิงเอาไว้อย่างลงตัวนั่นเอง
จีนถิ่นสิงคโปร์
ไชน่าทาวน์ยังไงก็ยังเป็นไชน่าทาวน์...ตึกจีน อาหารจีน คนจีน และความคึกคักของย่าน
ไชน่าทาวน์ของสิงคโปร์ก็ถือว่าเป็นย่านที่คึกคักที่สุดอีกแห่งหนึ่ง เพราะย่านนี้เต็มไปด้วยร้านค้า ของฝาก โรงแรมและที่พัก รวมทั้งร้านอาหาร ย่านคนจีนของสิงคโปร์ก่อตั้งขึ้นราวปี ค.ศ.1821 ซึ่งมีเรือจีนลำแรกเดินทางเข้ามาบุกเบิก และปรับเกาะเล็กๆ ให้เป็นจุดพักเรือสินค้าปลอดภาษี ทำให้มีสำเภามากมายแล่นมาจอด มีผู้คนมากมายย้านถิ่นฐานเข้ามาจับจองที่ทางทำกิน
เซอร์ สแตมฟอร์ด ราฟเฟิล (Sir Stamford Raffles) ผู้ก่อตั้งสิงคโปร์ จึงได้แบ่งผังเมืองไว้สำหรับให้คนจากหลายเชื้อชาติเข้ามาตั้งรกรากตามสองฝั่งแม่น้ำสิงคโปร์ คนจีนซึ่งในตอนนั้นมีมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมด ถูกจัดแบ่งให้รวมกลุ่มกันอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของแม่น้ำสิงคโปร์ ซึ่งกลายมาเป็นไชน่าทาว์นในปัจจุบันนี้
ความโดดเด่นของที่นี่อยู่ตรงตัวตึกทรงโคโลเนียล ที่ปัจจุบันถูกดัดแปลงทาสีให้เข้ากับยุคสมัย หลายตึกถูกทำให้เป็นบูติคโฮเต็ลสำหรับคนที่มองหาที่พักในสิงคโปร์ ไชน่าทาว์น เป็นย่านที่พักราคาไม่แพงที่แต่ละโรงแรมมีคอนเซปต์เป็นของตัวเอง
นอกจากรถไฟใต้ดิน MRT สถานีไชน่าทาวน์ที่จะโผล่ขึ้นมาบนถนนสายหลักของย่านแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งรวมของที่ระลึกจำพวกพวงกุญแจ ที่ติดตู้เย็น ตะเกียบ และอื่นๆ โดยสนนราคาของสินค้าย่านนี้นั้นจะค่อนข้างมีราคาถูกกว่าที่อื่น รวมทั้งร้านขายหมูแผ่นชื่อดังของสิงคโปร์ด้วย
สำหรับใครที่มองหาความเป็นมา และต้องการเข้าใจวัฒนธรรมมังกรบนแผ่นดินสิงโตทะเลแห่งนี้สามารถแวะไปที่ Chinatown Heritage Centre พิพิธภัณฑ์ที่ดัดแปลงมาจากช็อปเฮาส์ 3 ชั้น บนถนน Pagoda Street ไม่ก็กราบขอพร วัดพระเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) ชั้นบนสุดได้เก็บพระบรมสารีริกธาตุ พระเขี้ยวแก้ว (พระทนต์) ของพระพุทธเจ้าไว้ วัดนี้ ว่ากันว่าทางสิงคโปร์ใช้ทุนทรัพย์สร้างมหาศาล ประมาณ 99 ล้านดอลลาร์ จนได้วัดศิลปกรรมจีนสมัยราชวงศ์ถังผสมผสาน กับศิลปะมันดาลา (ภาพวาดผังโลก สวรรค์ แบบมหายาน) ที่สวยงามเป็นอาคารสีแดงสดที่เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน
หรือจะเดินทางทางถนน Telok Ayer เพื่อสักการะเจ้าแม่มาจู่ เทพธิดาแห่งท้องทะเลที่ วัดเทียนฮกเก๋ง หรือ วัดเทียนฮกเกี้ยน (Thian Hock Keng Temple) วัดจีนที่สวยงามที่สุดบนเกาะสิงคโปร์ ที่มีความน่าสนใจคือ โครงสร้างที่มีการยึดติดเข้าด้วยกัน ไม่ได้มีการใช้ตะปูเลยแม้แต่ตัวเดียว
ไม่เพียงเท่านั้น ย่านนี้ยังมี วัดศรีมาริอัมมัน (Sri Mariamman Temple) วัดฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์เพื่อสักการะพระแม่อุมาเทวี เจ้าแห่งอำนาจและสันติสุข อีกทั้งยังเป็นสถานที่จัดงาน Theemidhi Festival หรือการเดินลอดไฟที่สำคัญของศาสนาฮินดู ซึ่งจัดขึ้นในเดือนตุลาคม แต่ถ้าหากใครเดินทางเข้าไป ต้องไม่ลืมว่าการเข้าวัดแขกนั้น เราต้องถอดรองเท้า เคาะระฆังก่อนเข้าประตูวัด ล้างมือ ล้างเท้า พรมน้ำลงบนศรีษะ และท้ายสุดคือการทุบมะพร้าว โดยแต่ละขั้นตอนนั้นทำเพื่อให้ร่างกายเราบริสุทธิ์พร้อมให้การสักการะนั่นเอง
หม้อหลอมวัฒนธรรม
นอกจากย่านวัฒนธรรมชุมชนชาวจีนแล้ว ยังมีย่านที่เป็นศูนย์รวมของหลากหลายวัฒนธรรม จนมีคนเคยเปรียบเปรยให้เป็นหม้อหลอมทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกแห่งของภูมิภาค เพราะนอกจากจะมี จีน และอินเดียเยอะแล้ว คงต้องไม่ลืมคนเชื้อสายมาเลย์ ศาสนาอิสลาม และยังมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในอดีตกับทางอาหรับด้วย
เรื่องนี้ เห็นได้ชัดๆ ที่ย่าน Kampong Glam ย่านการค้าของชนชาติอาหรับ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ท่ามกลางร้านรวงนั้น คือ มัสยิดสุลต่าน หรือ Masjid Sultan หรือ Sultan Mosque มัสยิดอายุ 195 ปี มีการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมอาหรับ-อินเดีย-มาเลย์
ตัวมัสยิดตั้งอยู่บน ถนนบัสโซราห์ (Bussorah Street) จัดเป็นมัสยิดขนาดใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ที่สามารถรองรับชาวมุสลิมได้ถึง 5,000 คนในงานชุมนุมสวดมนต์ มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1928 มีจุดเด่นคือโดมสีทองขนาดใหญ่ และเป็นสถาบันทางศาสนาที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของสิงคโปร์
ด้านหน้าของมัสยิดจะมีบัสโซรามอลล์ (Bussorah Mall) ที่นี่มีร้านค้าที่ได้รับการบูรณะ และอนุรักษ์เอาไว้เป็นที่ขายเสื้อผ้า สิ่งของ งานฝีมือ เครื่องเรือน และเครื่องเพชรพลอยแบบโบราณ สำหรับนักชิมอาจเดินเที่ยวไปตามถนนคานดาฮาร์ (Kandahar Street) เพื่อลองชิมอาหารมาเลย์โบราณก็ได้
ส่วนถนนอาหรับ (Arab Street) ที่อยู่ติดกันนั้น เป็นศูนย์กลางของชุมชนชาวมุสลิม ที่นี่เคยเป็นแหล่งขายหมวกสำหรับชายชาวมุสลิม (Songkok) คัมภีร์อัลกุรอ่าน เสื่อรองสวดมนต์ และสิ่งทอแบบต่างๆ ในปัจจุบันนี้ ถนนอาหรับเป็นสถานที่ในฝันอีกแห่งของนักออกแบบเสื้อผ้า ที่นี่มีอุปกรณ์แฟชั่นแวววับและหรูหราอยู่เป็นจำนวนมาก อาทิ ผ้าลูกไม้เนื้อดี หินสี ขนนกกระจอกเทศ พลอยเทียม ด้ายทอง และไหมที่ห่อแบบขายส่ง ผ้าไหมโปร่งแสง รวมทั้งผ้าเส้นทองที่ส่องประกายสีรุ้ง
ถนนอีกเส้นหนึ่งที่น่าสนใจ ถือเป็นภาพอีกฟากและสวนทางกับวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่ก็ประกอบเป็นเนื้อเดียวกัน นั่นคือ Haji Lane เป็นย่านชิค ที่เต็มไปด้วยร้านขายของประเภทไอเดีย ดีไซน์ อีกทั้งยังมีลวดลายบนกำแพงสไตล์ Graffiti ไว้เอาใจคอ Selfie ทั้งหลายให้เลือกมุมเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย
+++++
แน่นอนว่า ภาพการเป็นมหานครแห่งการชอปปิงของสิงคโปร์อาจเป็นนิยามแรกๆ สำหรับใครที่นึกถึงเจ้าสิงโตทะเลตัวนี้ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชีวิตทันสมัย ก็คือเหง้ารากทางวัฒนธรรม ที่ถึงแม้บางอย่างจะเป็นของใหม่ เราก็ยังได้เห็นความพยายามจะสร้างอัตลักษณ์ และตัวตนเพื่อเดินไปพร้อมๆ กับทุกความเคลื่อนไหวบนโลกใบนี้
จะบอกว่า เราได้เห็นสายตาใครบางคนที่มองมาใต้ผ้าคลุม หลังแท็บเล็ตหน้าร้านกาแฟแบรนด์ดังที่ติดกับถนนเก่าแก่ตั้งแต่ยุคอาณานิคมก็คงไม่ผิดนัก
แล้วคุณล่ะ เธอกระซิบว่า...
การเดินทาง
เนื่องจากประเทศสิงคโปร์เป็นจุดผ่านที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงทำให้สะดวกต่อการเดินทางไปยังจุดสำคัญต่างๆ ในภูมิภาค เครื่องบินจะลงจอดที่สนามบินชางฮี ซึ่งเป็นหนึ่งในสนามบินที่ติดอันดับโลก โดยมีมากกว่า 80 สายการบินให้บริการไปยัง 200 เมืองใน 60 ประเทศทั่วโลก สนามบินชางฮีตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศ ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์จากตัวเมืองเป็นเวลาประมาณ 30-40 นาที สำหรับประเทศไทยนั้น สายการบินแอร์เอเชียได้เปิดให้บริการการเดินทางไปยังสิงคโปร์จำนวน 6 เที่ยวบินต่อวัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0 2515 9999





