ราตรีแห่งริมน้ำฮาน ที่ดานัง ในวันที่พระจันทร์เต็มดวงและมีขนาดใหญ่กว่าปกติที่เรียกว่า Supermoon นั้น
มักจะปรากฏในเห็นในช่วงขึ้นหรือแรม 15 ค่ำค่ำคืนวันที่ 12 ก.ค. 2557 ที่ผ่านมาก็เช่นเดียวกัน ที่ผมมีโอกาสเดินเตร็ดเตร่ ปะปนไปกับผู้คนชาวดานัง ภาคกลางแห่งเวียดนาม ด้านที่ติดกับทะเลจีน ร่วมชื่นชมธรรมชาติ แสงจันทร์งามตาและสัมผัสบรรยากาศบ้านเมืองของเขาในยามสงบสุข รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ จึงเจืออยู่บนใบหน้าของผู้คนชาวเวียดนาม
แต่ทว่า หากย้อนหลังไปร่วม 50 ปี บรรยากาศของเมืองที่ทะเลและภูเขาจับมือกันล้อมไว้นี้ คงคลาคล่ำไปด้วยทหารที่กรำศึกมาจากแนวหน้า ได้มาพักผ่อนกันอย่างสำราญ ภายใต้การสนับสนุนของกองทัพอเมริกาที่มีฐานทัพใหญ่อยู่ที่ดานัง ชายหาดแทบทุกด้าน คงเกลื่อนไปด้วยทหารอเมริกันและพันธมิตรที่มากิน ดื่ม สูบ และเสพกันอย่างสำราญ ในเมืองก็คงมีสภาพไม่ต่างกัน เครื่องบินขนส่ง เฮลิคอปเตอร์คงบินขึ้น-ลง วันละหลายเที่ยว ในสภาวะสงครามเวียดนาม ดานังคือพื้นที่ปลอดภัยที่นักรบที่รอดชีวิตมาจากชายแดนได้มาพักผ่อน ใช้ชีวิตในวันนี้ให้คุ้มค่า เท่าที่ตัวเองจะเรียกได้ว่านั่นคือความสุข
เมื่อสงครามสงบ เวียดนามปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม แต่ระบบเศรษฐกิจเป็นทุนนิยมไม่ต่างจากหลายๆ ประเทศ ภายใต้นโยบายที่ว่า “เวียดนามจำแต่ไม่แค้น” ทุกวันนี้ ดานังจึงเป็นเมืองที่เปิดกว้างให้คนทุกชาติ ทุกภาษา เข้ามาท่องเที่ยว มาลงทุนได้ แม้กระทั่ง “อเมริกัน”
ผมทิ้งว่างห่างดานังมาเกือบ 5 ปี ที่ไม่ได้กลับไปเยี่ยมเยือนอีก แต่เป็น 5 ปีที่คอยสดับตรับฟังข่าวสารของเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้อย่างสม่ำเสมอ เมื่อปีกลาย ดานังโดนพายุเข้าถล่มอยู่หลายลูก ถึงขนาดที่ว่า อาคารหลายหลังพังพินาศ หลังคาปลิวว่อน น้ำท่วมและผู้คนที่ประสบชะตากรรม ในช่วงกรกฎาคม แม้ไทยและลาวจะมีฝนที่กำลังตกกระหน่ำ แต่ที่เวียดนามกลาง ยังคงมีแดดเปรี้ยง ช่วงมรสุมของเวียดนามจะเริ่มราวสิงหาคม-กันยายน เมื่อถึงช่วงนั้น คนดานังจึงค่อยมาลุ้นกันว่าปีนี้จะมีพายุเข้าถล่มดานังกี่ลูก และบ้านเมืองจะผ่านพ้นภัยธรรมชาติปีนี้ไปได้หรือไม่ สิ่งที่เมืองดานังเตรียมต่อกรกับภัยจากท้องทะเลก็คือ ปลูกต้นสนทะเลหนาราว 5 เมตร ตามแนวหาด แม้กันไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็พอบรรเทาไปได้ส่วนหนึ่ง แปลกที่เวียดนามใช้ธรรมชาติกันคลื่นลม แต่ไทยเราใช้แนวผนังปูน
เรือกระด้งที่หาดดานังนั้นยังคงบ่งบอกเอกลักษณ์ของดานังได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ลอยน้ำสานจากไม้ไผ่ เคลือบด้วยสิ่งที่คล้ายน้ำมันยางคล้ายๆ ลอมตีข้าวในบ้านเรานี้ สามารถรับน้ำหนักได้เป็นตันๆ เรือกระด้งเคยทำหน้าที่ขนถ่ายสิ่งของจากเรือใหญ่เข้าฝั่ง คนเวียดนามใช้ออกทะเลทำประมงชายฝั่ง ครั้งน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ปี 2554 แม้ทางการเวียดนามไม่ประกาศตัวเป็นมหามิตรเหมือนมหาอำนาจบางประเทศที่ออกมาทวงบุญคุณเรา แต่ในยามทุกข์ของไทย เวียดนามก็ส่งเรือกระด้งมาช่วยเรานับร้อยลำ ผลคือไทยเราพายแล้วเรือไม่ไปข้างหน้าแต่หมุนไปมาจนคนพายเวียนหัว เลยต้องเอามาใส่ของแล้วลากเข้าไปช่วยบ้านที่ถูกน้ำท่วมอีกที เมื่อมาเห็นคนเวียดนามจ้วงเรือกระด้งเคลื่อนไปข้างหน้าราวติดเครื่องยนต์จึงทั้งทึ่งทั้งแปลกใจ
แต่ก่อนริมถนนเลียบหาดดานังเคยมีสุสานขนาดใหญ่ รวมทั้งตึกแถวทรงกล่องที่หน้าแคบๆ แล้วสร้างสูงขึ้นไปบนฟ้าโด่เด่ริมหาด หายไปเกลี้ยงด้วยอำนาจของการปกครองแบบสังคมนิยม บางพื้นที่ที่เคยเป็นสันทรายธรรมชาติกว้างถูกล้อมรั้วและขึ้นโครงการสร้างโรงแรมหรูหรือหมู่บ้านของเศรษฐีจากทั่วโลกที่อยากมาพักผ่อนริมทะเล โดยไม่ต้องรอเวลาถูกส่งตัวออกไปรบเมื่อหมดวันพักเหมือนทหารอเมริกาในอดีต นี่กลับเป็นผลพวงของระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม แต่ที่ยังคงค้างคามาจนทุกวันนี้ก็คือ ซากฐานทัพของทหารอเมริกันในดานังที่ยังคงถูกล้อมรั้วปิดตาย สิ่งปลูกสร้างอย่างอาคารเก็บเครื่องบินยังไม่ถูกแตะต้อง อาจจะเพราะยังกังขากับพิษภัยสิ่งที่เรียกว่า ”ฝนเหลือง” ที่อาจเคยอยู่ที่ตรงนี้ก่อนออกไปแสดงฤทธิ์เดชเกือบทั่วประเทศเวียดนามนั่นก็ได้
ดานังเป็นเมืองท่าทางทะเลมาแต่อดีต ครั้งกษัตริย์มินต์มางที่ยอมให้ฝรั่งเศสใช้ประโยชน์และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นนำพาฝรั่งเศสมาพัวพันบนแผ่นดินนี้ จนญี่ปุ่น และอเมริกามารับช่วง และเมื่อปลดปล่อยเวียดนามได้ทั้งประเทศ ดานังจึงเป็นคนของเวียดนามอย่างแท้จริงเสียที
อาคาร ตึกรามบ้านช่องของดานังเดี๋ยวนี้ดูเกิดขึ้นมากมาย แต่ตึกสูงกลับมีไม่มาก อาจจะเพราะปัญหาเรื่องใต้ฝุ่นที่มากวนบ่อยๆ โรงงานอุตสาหกรรมหลายอย่างเกิดขึ้น ความเป็นเมืองท่าค้าขายทางทะเลก็ยังดำเนินมาจนปัจจุบัน แม่น้ำฮานยังมีเรือขนาดใหญ่เข้าออกตลอด สะพานข้ามแม่น้ำที่นี่จึงต้องออกแบบให้เปิด หรือหมุนหลบเรือใหญ่ได้
ลานอเนกประสงค์ริมแม่น้ำฮานย่านตัวเมือง ตอนเย็นจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาเดินเล่น รอดูมังกรบนสะพานพ่นไฟ หรือดูแสงสีที่ตกแต่งบนสะพานทั้งสี่แห่งในดานัง ผู้คนดาษดื่นราวกับมีงานบนสะพาน
บรรยากาศของความสุขริมแม่น้ำใหญ่กลางเมืองดานัง พลอยทำให้ผู้ไปเยือนอย่างผมยินดีไปกับความสุขของคนเวียดนามไปด้วย เหล่านี้ล้วนเป็นภาพเมื่อตามทัวร์คนไทย (www.tourkhonthai.com โทร. 0 2969 6726-8) ไปให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเพื่อนบ้าน ก่อน AEC จะมาเยือนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
เห็นรอยยิ้มของคนดานัง แล้วสะท้อนใจที่ฉนวนกาซาเกิดการฆ่าฟันกันจนล้มตายมากมาย คนยิงเครื่องบินโดยสารเพื่อบีบให้ประเทศคู่ขัดแย้งมานั่งลงเจรจา เมื่อไหร่โลกจะไม่มีสงคราม เมื่อไหร่รอยยิ้มและสันติจะแผ่ไปทุกที่บนโลกใบนี้
เมื่อไหร่ ?...





