อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ในนามของความเป็นส่วนตัว

เปิดประเด็นการสนทนาว่าด้วยการออนไลน์อย่างทัดเทียม และเท่าทัน
เมื่อเรื่องส่วนตัวกับพื้นที่ส่วนร่วมกลายเป็นเรื่องเดียวกัน โดยเฉพาะในสังคม 2.0 ในวันนี้
"ฉาว-แชร์-แชท-แฉ" เป็นเรื่องปกติ จนบ่อยครั้งกลายเป็นการ "ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล" โดยไม่รู้ตัว
มิจฉาชีพ และ การล่าแม่มด
ยังไม่นับการโจรกรรมข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต หรือ แฮกเกอร์ ที่ไทยรั้งอันดับอยู่ที่ 2 ของโลก ซึ่งทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน
คำถามจึงอยู่ตรงที่ว่า ช่องว่าง และความเหมาะสมของ ความเป็นส่วนตัว บนโลกออนไลน์ จะขีดเส้นอยู่ตรงไหน
อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล จากเครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) มีคำตอบ
จนถึงทุกวันนี้ สังเกตว่า เรายังคงตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องความเป็นส่วนตัวในโลกออนไลน์อยู่ ในเมื่อ ล็อกอิน กับเครื่องคอมพ์ของเราก็อยู่กับตัวเราอยู่แล้ว ทำไมถึงต้องไปใส่ใจเรื่องพวกนี้ด้วย
อันหนึ่งก็คือ เราคุ้นกับสภาพแวดล้อมแบบที่จับต้องได้กันเยอะ มือถืออยู่กับเรา คอมพิวเตอร์อยู่กับเรา โต๊ะเก้าอี้อยู่กับเรา ทุกอย่างจับต้องได้ หรือแม้แต่ของที่อาจจะไม่ใช่ของเรา อย่างคอมพิวเตอร์สำนักงานก็ตาม แต่เราก็เห็นมันอยู่ เมื่อเราจับต้องได้ เราควบคุมมันได้ เราก็จะรู้สึกว่าโอเค มันไม่น่าจะมีอะไร แต่ทีนี้ มันยังมีของอีกจำพวกหนึ่ง ที่เราอาจจะคิดว่าเป็นของของเรา หรืออยู่ในความควบคุมของเรา แต่สุดท้ายแล้วเรามองไม่เห็น นั่นคือ ข้อมูล ซึ่งพอมองไม่เห็นปุ๊บ เราจะมั่นใจได้ไหมว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนควบคุมมัน
เวลาเราพูดถึงข้อมูล มันก็จะมี 2 แบบ คือข้อมูลที่อยู่ในมือถือ ข้อมูลที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์เรา กับข้อมูลที่เราพิมพ์เข้าไป ซึ่งไอ้ข้อมูลอันนี้แหละ เราเห็นว่าพิมพ์เข้าไป แต่มันไม่ได้อยู่ในเครื่องเราหรอก มันวิ่งไปอยู่อีกที่หนึ่ง ไปอยู่ในเฟซบุ๊คบ้าง อยู่ในจีเมล์บ้าง ไปอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทเราบ้าง บริษัทลูกค้าเราบ้าง อะไรอย่างนี้
ทีนี้ ปัญหาอย่างหนึ่งของ Privacy หรือความเป็นส่วนตัวทุกวันนี้ก็คือว่า สุดท้ายแล้วเราไม่ได้เป็นคนควบคุม แม้กระทั่งว่า ข้อมูลอันนั้นอยู่ที่ไหน เรายังไม่รู้เลย
ข้อมูลต่างๆ ในออนไลน์ วันนี้เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มันอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนรับผิดชอบ ใครเป็นคนจัดเก็บ ตรงนี้ จึงทำให้แม้แต่คิดที่จะควบคุมยังยากเลย เพราะไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อน ที่ใกล้ตัวที่สุดที่คิดว่าน่าจะควบคุมได้ก็อย่างผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ไม่รู้ว่าจะเป็นปลายทางไหม หรือการใช้ข้อมูลของเรา มันวิ่งไปไหนบ้าง แต่ถ้าเน็ตเจ๊ง เฟซเข้าไม่ได้ นู่น นี่ นั่น ก็จะเป็นผู้ให้บริการก่อนเลยที่เราคิดถึง ซึ่งจริงๆ แล้ว เขาเป็นคนรับผิดชอบหรือเปล่า..อาจจะไม่ใช่ก็ได้
ผู้ให้บริการอีกขั้นหนึ่ง ก็จะเป็นพวกเฟซบุ๊ค พวกกูเกิ้ล อะไรทำนองนี้ โอเค เราใส่ข้อมูลไปให้เขา ข้อมูลก็จะอยู่ที่เขา แต่สุดท้ายถามว่าข้อมูลตรงนั้นจริงๆ มันอยู่ไหนกันแน่ เพราะเฟซบุ๊คเองก็มีเซิร์ฟเวอร์เยอะแยะไม่รู้เท่าไหร่ ไม่รู้กี่ชั้นก่อนจะมาถึงเรา คลิปยูทูบที่คนนิยมดูเยอะๆ ถ้าทุกอย่างไปเก็บที่กูเกิลก็จะช้า เพราะคนเข้าไปดูเยอะ เขาก็จะมีวิธีการที่เรียกว่า Content Delivery Network (หรือ Content Distributed Network : CDN) คือ ข้อมูลไหน หรือ คลิปไหนที่นิยมในประเทศไหนเยอะๆ เขาก็จะส่งคลิปหรือข้อมูลนั้นๆ เก็บไว้ในประเทศนั้นเลย เพื่อที่เวลาคนในประเทศนั้นๆ ไปดูจะได้เร็วขึ้น
แต่ทีนี้ในฐานะที่เป็นคนดูคลิป เรารู้ไหมว่า ข้อมูลนั้นมันอยู่ไหน เราก็ไม่รู้หรอก เพราะมันเป็นการจัดการภายในของกูเกิ้ลเขา
หลักใหญ่ใจความก็คือว่า ของจำนวนมากมันทำงานหลังฉากเรามากขึ้นเรื่อยๆ เวลาเราบอกว่า เราใช้อินเทอร์เน็ต ใช้เฟซบุ๊ค ใช้แอพพลิเคชั่น ใช้ไลน์ หรืออะไรก็ตาม สิ่งที่เราจับต้องได้มีแค่มือถือที่พิมพ์แล้วก็กดส่ง เรารู้แค่ว่า โอเคมันทำงานได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นข้างหลัง มันอะไรก็ไม่รู้ ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ทันทีที่ Enter หรือ Save ลงไป คนใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมากไม่รู้ว่าแล้วมันเกิดอะไรขึ้น
มันแปลว่าอะไร
เราต้องพึ่งพาช่างมากขึ้น (หัวเราะ) คอมพิวเตอร์เมื่อก่อนนี้เราเปิด เราถอดอะไรได้ใช่ไหม ถอดมามีการ์ดจอ มีอะไรต่ออะไร เดี๋ยวนี้อย่างเครื่อง Mac เนี่ยแกะไม่ได้เลย แค่เปลี่ยนแบตเตอรี่ก็ยังเปลี่ยนไม่ได้ เทคโนโลยีมันไปในทางนั้นมากขึ้น สำหรับผู้ใช้ก็ง่าย แต่ถ้าเสียขึ้นมาเรามีแนวโน้มที่จะต้องพึ่งพาผู้ผลิตมากขึ้นเพราะว่า มันซับซ้อนจนเราเข้าใจไม่ได้ พอเป็นแบบนี้ ยิ่งเราต้องพึ่งพาใครมากขึ้น ก็แสดงว่า เรามีอำนาจในการต่อรองลดลง ซึ่งผมคิดว่า อันนี้แหละ มันเป็นหลักใหญ่ใจความของเรื่องข้อมูลในปัจจุบัน
ข้อมูลสมัยก่อนมันอยู่บนกระดาษ อยู่บนบัตร มันอยู่บนอะไรบางอย่างที่เราเห็นกับตา และพอจะจัดการได้ เราไปที่อำเภอเขาก็เปิดแฟ้มขึ้นมาดูว่ามันอยู่ตรงนั้นนะ แต่ตอนนี้เราไม่รู้มันอยู่ตรงไหนแล้วไง
ถ้าอย่างนั้น วันที่เรากำลังอยู่ท่ามกลางระบบอันซับซ้อนขึ้นแบบนี้ สำหรับผู้ใช้เองควรจะมีความรู้ หรือมีความจำเป็นต้องรู้เบื้องหลังของระบบระดับไหน
แน่นอนว่าจะให้ผู้ใช้รู้ไปหมดทุกอย่างมันเป็นไปไม่ได้ เพราะทุกวันนี้เราใช้ของเหล่านี้ก็เพื่อประหยัดเวลา ถ้าจะต้องเอาเวลาไปทำความเข้าใจกับทุกอย่าง ไอ้ที่จดใส่กระดาษอาจจะประหยัดเวลากว่าก็ได้ (ยิ้ม) แต่ความจำเป็นที่เราควรรู้ก็น่าจะต้องเป็นหลักการกว้างๆ บ้าง เวลาใช้เน็ตมันมีสิ่งที่เรียกว่า IP Address ในการที่จะระบุได้ว่าเครื่องนี้วิ่งไปหาเครื่องนี้ ซึ่งมันเป็นการบอกเราว่า ผู้ให้บริการอย่างน้อยเขาก็รู้ตลอดว่าใครติดต่อใคร ข้อมูลไปทางไหนมาทางไหน ซึ่งก็จะทำให้เราระวังตัวด้วย หากบางทีมีผู้ไม่หวังดีมาขโมย IP Address ของเราไป อาจจะทำให้เราตกอยู่ในอันตรายก็ได้ หรือว่าถ้าเกิดมีใครมารู้มาดักข้อมูลอะไรต่างๆ ของเราไป
อีกทางหนึ่งคือว่า ถ้าเรารู้ว่า มันมีกลไกอะไรอย่างนี้อยู่ บางทีมันช่วยเราได้ด้วย เช่น ปีที่แล้วเพื่อนผมรถถูกงัดที่เชียงใหม่ ถูกขโมยโน้ตบุ๊ก แต่เขาก็รู้ว่า มันน่าจะต้องตามได้ เพราะถ้าเปิดเครื่องขึ้นมาปุ๊บแล้วต่อเน็ต มันจะมีการติดต่ออะไรบางอย่าง ตอนนั้นเขาใช้ Dropbox ก็จะมีบันทึกไว้ตลอดว่า คุณล็อกอินครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ หรือที่ไหน ซึ่ง Dropbox บันทึกว่า จาก IP ไหน ก็เอา IP นี้ไปถามทาง ISP (Internet Service Provider หรือ บริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ต) ก็สามารถระบุพื้นที่ให้แคบลง สุดท้ายก็ไปตามจับได้ที่ลำปางแทนที่จะต้องไปตามหาทั้งประเทศ
ความรู้เบื้องต้นแบบนี้อย่างน้อยก็ทำให้เราสามารถระบุตำแหน่งได้ หรือเวลาบอกว่าเราใช้แอพฯ ต่างๆ ส่งข้อมูล ก็จะรู้ว่า ข้อมูลไม่ได้อยู่แค่ในมือถือนะมันวิ่งไปข้างนอกด้วย ทีนี้ที่เราบอกว่า ลบข้อมูลในมือถือแล้ว บางทีมันอาจจะมีข้อมูลอะไรบ้างอย่างอยู่ที่ผู้ให้บริการก็ได้ ซึ่งในกรณีที่เราต้องการลบ การมีความรู้แบบนี้ก็รู้ว่า โอเคลบในเครื่องไม่พอต้องไปลบที่เซิร์ฟเวอร์ด้วย หรือสมมติว่าเราทำเครื่องหาย ข้อมูลอยู่ในเครื่องหมดเลยทำไงดี ไม่ต้องตกใจ ข้อมูลนี้ยังอยู่ที่เซิร์ฟเวอร์ ซื้อเครื่องใหม่มาปุ๊บ เดี๋ยวนี้โทรศัพท์หลายอันมีบริการที่เป็น Cloud คือ Back up เก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ ซื้อเครื่องใหม่มาเมื่อไหร่ก็ล็อกอินเข้า Account เดิม ข้อมูลทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม
มันทำให้เห็นว่า ข้อมูลชุดเดียวกันนี้ทำได้หลายอย่าง ทั้งป้องกันตัวเอง ไม่ต้องตกใจเวลาเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้น ซึ่งคอมพิวเตอร์ หรืออินเทอร์เน็ตอะไรต่างๆ เนี่ยมันก็มีหลักการกว้างๆ พวกนี้อยู่ วิ่งจากไหนไปไหน เก็บอยู่ที่ไหน ผมคิดว่าเอาแค่รู้ Flow ก็พอว่า ข้อมูลมันวิ่งจากไหนไปไหน อยู่ยังไง ใครเป็นคนดูแล ส่วนที่ว่ามันทำงานยังไง ในทางเทคนิคอาจจะไม่จำเป็น เพราะสุดท้ายสำคัญที่สุดในการใช้งานต่างๆ ก็คืออุปกรณ์สำหรับการประมวลผลข้อมูล หรือว่าจัดเก็บข้อมูล ดังนั้นที่สำคัญที่สุดก็คือข้อมูลอยู่ดี
แสดงว่า พื้นที่ออนไลน์ที่ใครหลายๆ คนประกาศว่า เป็นพื้นที่ส่วนตัว จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ส่วนตัว ?
อย่างที่บอกว่า ถ้าเรารู้ Flow ของข้อมูลเหล่านี้ เราก็พอตัดสินได้ว่า มันมีระดับของความเป็นส่วนตัวแค่ไหน โอเค ในแง่หนึ่งคนจะมองว่า เป็นเรื่องพฤติกรรม ก็เหมือนว่า เวลาคุณไปอยู่ที่ไหนก็อาจจะต้องเรียนรู้หน่อยว่า สิ่งแวดล้อมรอบๆ เป็นอะไร ยังไงบ้าง ในโรงหนังมีการแสดงว่า ทางหนีไฟอยู่ตรงไหน หรือว่า ในตึกพื้นที่ต่างๆ ก็ต้องมีสัญลักษณ์ทำนองนี้แสดงอยู่ แต่คนเรามักไม่ค่อยสังเกตเห็น ซึ่งจริงๆ มันเป็นเรื่องความปลอดภัย คือ คุณรู้ว่า คุณสามารถเดินจากไหนไปไหนได้บ้างในพื้นที่นี้ และถ้าเกิดมีเหตุอะไรขึ้นมา โอเค คุณออกไปทางนี้นะ อันนี้มันก็เป็น Flow เหมือนกัน เป็น Flow การเดินทางของเรานั่นแหละ ว่าไปอยู่ในพื้นที่ไหนแล้วเราปลอดภัย เดินไปตามถนน ยืนบนฟุตบาทโอเค ยืนบนถนนไม่โอเค
ผมคิดว่า ถ้าเราลองเทียบการจัดการ การพยายามวางตัวเองไปในพื้นที่ทางกายภาพกับตัวข้อมูลมันคล้ายกัน เราไม่สามารถเอาตัวเองไปอยู่ในอินเทอร์เน็ตได้ สิ่งที่แทนตัวเราก็คือข้อมูล อย่างเวลาธนาคารเขาทำธุรกรรมกับเราทางคอมพิวเตอร์ เขาก็ทำธุรกรรมกับข้อมูลที่แทนตัวเรา รหัสผ่าน ข้อมูลของลายเซ็นต์ที่ยืนยันว่า มันเป็นตัวเรา เพราะงั้น ถ้าอยากให้ตัวตนของเราที่แทนด้วยข้อมูลมันปลอดภัย ออนไลน์ก็คล้ายกับพื้นที่ทางกายภาพ ที่ต้องหาทางจัดการให้ข้อมูลพวกนี้มันไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เราก็ต้องรู้ Flow ของข้อมูลเหล่านี้เป็นยังไงเหมือนกัน
ทีนี้ ถ้าเรารู้การทำงานว่า แอพฯ นี้ พิมพ์เข้าไปปุ๊บมันเก็บในเครื่องอย่างเดียว แล้วเรารู้ว่า ตอนที่ Install App นี้ มันถามว่า จะขอเข้าใช้อันนั้นอันนี้ได้ไหม บางแอพฯ ถามขอใช้ Network บางแอพฯ ขอเข้าถึงข้อมูลโทรศัพท์ เราก็พอจะประเมินได้ว่า ข้อมูลที่เราพิมพ์ไปมันมีความเป็นส่วนตัวแค่ไหน ตราบใดที่ผู้ให้บริการยังรักษาสัญญาในการรักษาความเป็นส่วนตัวของเราอยู่ แต่เมื่อไหร่ที่ผู้ให้บริการเอาข้อมูลนี้ไปให้กับบุคคลที่ 3 ความเป็นส่วนตัวก็จะลดลง ซึ่งมันก็จะลดๆ ลงเรื่อยๆ จากการแชร์ หรือบอกต่อ
คนไทยตระหนักถึงเรื่องนี้แค่ไหน
ถ้าอย่างกรณี Cookie Run มันอาจจะเป็นเรื่องการเงินก็ว่าไป แต่สุดท้ายก็ยังโยงอยู่กับข้อมูลอย่างน้อย 1 ชนิด ก็คือ เบอร์โทรศัพท์ เคสนี้เป็นการตัดเงินจากโทรศัพท์ที่ใส่ข้อมูลไปแล้ว และยินยอมให้ Google Play Store หรือ Cookie Run ตัดเงิน ข้อมูลการยืนยันมันก็วิ่งไปอยู่ที่กูเกิลเรียบร้อย จนกว่าเราจะยกเลิก มันก็ยังอยู่ที่นั่น เราอาจจะบอกว่า เราใส่ไว้ครั้งเดียวเอง ตอนหลังๆ ที่ซื้อเนี่ยเราไม่ได้มีการกดยืนยันหรืออะไรเลย แต่กลไกของมันคือ คุณเคยยืนยันไปครั้งหนึ่งแล้วไง ซึ่งถ้าจะคิดในแง่ของข้อมูลคือว่า เรามีข้อมูลต่างๆ มากมายที่ต้องจัดการ
จริงๆ เกือบทุกคนนั่นแหละบางทีก็ลืมไปว่า ไอ้ข้อมูลเล็กๆ เหล่านี้มันอยู่ตรงไหนบ้าง แม่ผมก็โดนประจำ บางทีบิลโทรศัพท์มาที่บ้าน เฮ้ย ทำไมเดือนนี้เป็นพันเลย พอไล่เช็คดู ไปสมัครเสียงรอสายไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เวลาคนโทรมาก็เลยโดนตัดเงินไปเรื่อยๆ ก็ต้องโทรไปยกเลิก คือ สุดท้ายแม่ผมก็เป็นคนสมัครนั่นแหละ หรือบางทีก็จะมีแบบว่า ใช้ฟรี 7 วัน หลังจาก 7 วันถ้าไม่ยกเลิก ก็จะคิดเงินไปเรื่อยๆ แต่ครั้งแรกถามว่าเราใช่ไหมที่สมัคร แล้วก็ลืมไง พอมีข้อมูลอะไรเยอะๆ เข้ามา แต่ในระบบมันไม่ลืมแล้วมันก็กินเงินเราไปเรื่อยๆ ซึ่งชัดเจนว่ามันมีความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ
แต่มันก็จะมีข้อมูลอีกจำพวกหนึ่ง ที่เราก็หลงลืมเหมือนกันว่า เราเคยไปให้ข้อมูลนี้กับบริษัทนั้น ให้ข้อมูลนี้กับมีคนมาสำรวจ กรอกแบบสอบถาม หรือลืมว่า คนเหล่านั้นเป็นใคร แล้วเราจะแน่ใจได้ยังไงว่า วันหนึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายเรา หรือทำให้เราเกิดความเสียหาย เช่น เราอาจจะเคยโพสท์ข้อมูลไปปาร์ตี้กับเพื่อน สนุกๆ แล้วก็โพสท์ลงบนเฟซบุ๊ค ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะมีแต่เพื่อนเรา มาวันหนึ่ง คุณไปสมัครงาน แล้วบังเอิญคนในบริษัทนี้อาจจะไปค้นข้อมูลบนเฟซบุ๊คเพื่อประกอบผลการตัดสินใจ
หรืออย่างกรณีประกวดนางงามที่เพิ่งเป็นข่าวไป ?
ใช่ จริงๆ นั่นก็ถือเป็นเรื่องส่วนตัวนะ ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับการประกวด หรือตำแหน่งที่ได้ แต่สุดท้ายพอคนไม่พอใจมากๆ เข้า มันก็เป็นแรงกดดัน และไปกระทบกับตัวเขาในที่สุด ก็มาตระหนักตอนมันเกิดผลกระทบแล้ว และในลักษณะมาชี้นิ้วว่า ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ ค่ายโทรศัพท์มือถือ เกมส์สิ กูเกิลสิ พ่อแม่สิ เด็กสิ คือมันดูที่ปลายเหตุแล้ว แทนที่จะป้องกันตั้งแต่แรก
กลายเป็นว่า เป็นความผิดเรื่องเด็กติดเกม หรือเป็นเรื่องความผิดว่า พ่อแม่ไม่ดูแลเด็ก แต่เรื่องของความระมัดระวังในการแชร์ข้อมูล หรือการไปให้ความยินยอมกับผู้ให้บริการไว้ล่วงหน้า เหมือนจะลืมไป ซึ่งจริงๆ มันแก้ปัญหาเรื่องอื่นได้ด้วย ทั้งเรื่อง Spam mail หรือจดหมายขยะ คนโทรมาขายของ ถ้าเกิดว่า เราตัดวงจรไปตั้งแต่แรกเพื่อที่จะลดโอกาสความเสียหายที่มันอาจเกิดขึ้นได้ ผมคิดว่า เรื่องนี้อาจจะยังพูดถึงน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องแบบผู้ให้บริการโกง หรือเด็กแย่ วันๆ เล่นแต่เกม
พูดได้ไหมว่า ถ้าเรามีความระมัดระวังอย่างนั้นจริงๆ ก็จะออนไลน์อย่างปลอดภัยในทุกสถานการณ์
ก็ยังได้อยู่... โอเค ในสภาวการณ์ปกติ เราก็รู้ว่า Flow ของข้อมูลมันไปอย่างหนึ่ง ทีนี้ในสภาวะไม่ปกติ อาจจะด้วยทางเทคโนโลยี หรือกฎหมายก็ตาม มันทำให้ Flow ของข้อมูลผิดปกติ สมมติรถที่วิ่งบนถนน ถนนอาจจะไม่มีอะไรเสียหาย แต่มีแผงเหล็กมากั้นไว้ รถวิ่งไม่ได้ ถามว่า ในทางเทคโนโลยีถนนมันเสียไหม มันวิ่งไม่ได้หรือเปล่า ก็ไม่ แต่บังเอิญมีแผงเหล็กมากั้นไว้ มันก็คล้ายๆ กับการบล็อกเน็ต เซิร์ฟเวอร์ที่จะไป หรือเว็บไซต์ที่เราจะเข้ามันก็ยังเปิดอยู่ แต่เส้นทางที่จะวิ่งไปเนี่ย มันวิ่งไปที่นั่นไม่ได้
ถ้าเรารู้ว่า Flow มันเป็นแบบนี้ รู้ว่าเซิร์ฟเวอร์ยังทำงานอยู่ เพียงแต่ถนน หรือลิงค์ที่จะไปตรงนั้นมันถูกปิด เราก็สามารถเลี่ยงไปใช้ถนนเส้นอื่นได้ มันก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า Proxy บ้าง มีโปรแกรมอย่าง Tor บ้าง หรือโปรแกรมอื่นๆ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ช่วยหา "ทางวิ่ง" อาจจะถึงช้าหน่อยเพราะต้องอ้อมไป แต่อย่างน้อยผมก็ยังมาทำงานได้ หรือเข้าเว็บไซต์ได้
แต่ถ้าเหตุการณ์เป็นอีกแบบหนึ่ง ตึกพัง หรือตึกปิดซ่อม เข้าไม่ได้ หรือเน็ตที่ว่า มันปิด มันไม่ใช่เรื่องของตำรวจปิดถนน หรือเป็นการที่ ICT บล็อกเว็บแล้ว มันเป็นเรื่องที่เว็บนั้นใช้ไม่ได้เองจริงๆ ก็ต้องรอจนกว่าจะซ่อมเสร็จ ตรงนี้ผมก็คิดว่า ที่ผ่านมาเนี่ย จริงๆ แล้วคือ พอสถานการณ์ไม่ปกติเนี่ย มันก็เข้าใจได้แหละ แต่คนก็พาลอีกไง เฮ้ย เกิดอะไรขึ้น อย่างวันที่เฟซบุ๊คเข้าไม่ได้ครั้งแรกอันนี้เป็นเรื่องของการบล็อกใช่ไหม คนก็ตกใจไปต่างๆ นานา จนเข้าได้ก็โอเค พอไม่กี่วันที่แล้วเฟซบุ๊กมีปัญหา เข้าไม่ได้ คนก็พาลกันอีก บล็อกอีกแล้ว แต่จริงๆ ไม่ใช่ อันนี้เป็นปัญหาที่เฟซบุ๊คเอง
ที่พูดถึงเพราะว่า ถ้าเกิดเราไม่เข้าใจว่า จริงๆ มันทำงานยังไง บางทีก็มีการไปโทษคนอื่น ซึ่งเขาอาจจะไม่ได้ทำก็ได้ อย่างวันที่เฟซเจ๊งขึ้นมาจริงๆ ปรากฏว่า ICT โดนด่า ตำรวจโดนด่า คสช.โดนด่า เอาอีกแล้วเหรอ แต่จริงๆ มันไม่ใช่ เขาไม่ได้ทำ
แต่มันก็ทำให้เห็นว่าวันนี้ "ออนไลน์" เข้าไปมีบทบาทกับชีวิตคนมากจริงๆ ?
มันเข้าถึงชีวิตคนแบบค่อนข้างเยอะ เหมือนอย่างที่บอกว่า หลายๆ ครั้งอย่างกรณีเซิร์ฟเวอร์ล่ม หรือในสถานการณ์ความขัดแย้งอื่นๆ ในการรายงานข่าว ข้อมูลต่างๆ ที่โผล่มาเป็นอันดับแรก มันก็มาจากอินเทอร์เน็ต อย่างกรณีเฟซบุ๊คใช้ไม่ได้ไปเกือบชั่วโมง ก็น่าสนใจเหมือนกัน คือ คนเขาก็พยายามเช็คนะ ว่าเกิดอะไร เฟซบุ๊คใช้ไม่ได้ ทวิตเตอร์ยังใช้ได้ ผมอยู่อยุธยาครับใช้ได้ เชียงใหม่ใช้ไม่ได้ คือ มันก็มีความพยายามเช็คแบบนี้อยู่
ผมคิดว่า คนจำนวนมากเหมือนกันนะในช่วงนี้ คือ เราก็ผ่านเหตุการณ์อะไรกันมาเยอะตั้งแต่ช่วงความขัดแย้งทางการเมืองปี 53 เป็นต้นมา ตอนนั้นยูทูบ เฟซบุ๊คเริ่มฮิตแล้ว มีการโพสท์ภาพเอาเด็กมาชุมนุม ก็ด่า อันนี้ละเมิดสิทธิเด็กอะไรต่างๆ อีกทางหนึ่ง คนก็พยายามจะแชร์ภาพในเหตุการณ์เนี่ย เป็นว่า เฮ้ย แต่เขามากันทั้งครอบครัวไม่ได้เอาเด็กมาเสี่ยงนะ อะไรก็ว่าไป
มีการบาลานซ์ข้อมูล ?
มันก็มีความพยายามอยู่ มีหลายๆ มุมแหละ ทีนี้ถามว่า เวลาเราอ่าน เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ครบหรือเปล่า หรือเรายินดีที่จะเข้าไปอ่านข้อมูลให้มันครบหรือเปล่า บางที อยู่จุดนี้ผมก็เป็น คือขี้เกียจเข้าเว็บนู้นเว็บนี้ เวลาอ่านข่าวส่วนใหญ่ก็คือรอให้เพื่อนแชร์ ทีนี้มันไม่ใช่ผมเป็นคนคัดกรองคนเดียวแล้ว เพื่อนผมคัดมาให้ผมอีกรอบ แต่ถ้าเกิดว่า เผอิญเพื่อนผมเกิดมีความเห็นไปในทางใดทางหนึ่งเยอะ ผมก็มีแนวโน้มจะอ่านข่าวทางซีกนั้นเยอะ
ไอ้การที่บอกจะให้ข้อมูลมาบาลานซ์กันหรือไม่ ทำไปทำมา ผมต้องพึ่งเพื่อนผมเยอะไง แล้วถ้าเพื่อนผมพึ่งพาไรไม่ได้ ก็จบ ดังนั้นที่ผ่านมา ผมก็รู้สึกว่าปัญหาอย่างหนึ่งก็คือว่า เราอาจจะเชื่อใจเพื่อนกันมากเกินไป คือในทางคบหาเป็นเพื่อนรู้สึกว่า คนนี้เป็นคนดี มันไม่เคยโกงเรา ไม่เคยโกหกเรา แล้วก็เป็นคนที่คบกันมาเป็น 10 ปี หน้าที่การงานก็ดี ดูมีความรู้ ไม่น่าพูดอะไรไม่น่าเชื่อ หรือไม่น่าถูกหลอกง่ายๆ เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่แชร์มาเราก็คิดกันไปว่า น่าจะเป็นเรื่องจริง
บางคนอาจคิดว่าถูกคัดกรองมาแล้วล่ะ ?
เออ มันก็คงกรองมาให้เราแล้วแหละ แต่พอเป็นแบบนี้เยอะเข้า บางทีไอ้คนนั้นตอนที่มันแชร์มันก็อาจจะไปแชร์ของคนอื่นแล้วคิดแบบเดียวกับเรา แล้วพอมันเป็นทอดๆ แบบนี้ บางทีต้นตออาจจะมั่วก็ได้ แต่ว่ามันถูกทำให้น่าเชื่อถือ ไม่ใช่ตัวเนื้อข่าวเอง แต่เป็นตัวคน ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนฝูง คนที่เราเชื่อถือ มันทำให้กระบวนการคัดกรอง ความคิดเรื่องการคัดกรองหายไป เราก็ต้องเป็นฝ่ายหาด้วย เพื่อแชร์กลับไปให้เพื่อนบ้าง คืออย่ารับอย่างเดียว อาจจะไปหาอะไรที่มันแบบเสริมเขาบ้าง หรือบางทีถ้าไปเจออะไรที่ไม่น่าใช่ สมมติเจอกับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง เออ ก็แชร์กลับไปบ้าง อีกมุมมหนึ่ง ผมว่า แบบนี้นอกจากจะช่วยตัวเราเอง ในแง่ของการรับข้อมูลข่าวสารแล้ว มันยังช่วยเพื่อนๆ ในไทม์ไลน์เราด้วย
แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะไปจบที่การทะเลาะ ?
มันก็ถือเป็นผลกระทบของโซเชียลมีเดียนะ ซึ่งมีเยอะมาก คือ ทางหนึ่งมันก็ดีใช่ไหม ทำให้เราสามารถแชร์ข่าวสารกับคนที่เราว่า เชื่อใจได้ ไม่อย่างนั้นเราจะรู้สึกไม่ปลอดภัย มันก็มีความพยายามจำกัดวงให้ออนไลน์ไม่เป็นสาธารณะจนเกินไป มีความส่วนตัวบ้าง แต่ก็ไม่ใช่คุยคนเดียว มันอาจจะส่วนตัวแบบ 500 คน พันคน มันก็ทำให้เราสามารถพูดอะไรที่บางทีเรารู้สึกว่า พูดในที่สาธารณะมากๆ ไม่ได้ เรียกว่า อิสระเพิ่มขึ้นนั่นแหละ แต่มันก็มีโอกาสเกิดความเผอเรอ อันนี้มีแต่เพื่อนๆ เรานี่หว่า แชร์ไปเหอะ ไม่เป็นไร แต่ก็ลืมไปว่า เขา Copy & Paste ได้ เขาบอกต่อคนอื่นได้นะ คือ สุดท้ายมันเป็นเรื่องคุณควบคุมวงของข้อมูลได้แค่ไหน ซึ่งแน่นอน สิ่งที่คุณคุมไม่ได้นั้นคือคน เทคโนโลยีของคุณทำได้ทุกอย่างแหละ ทำเป็นกรุ๊ปลับซ่อนทุกอย่าง … ฉะนั้น ถ้ายิ่งกรุ๊ปคนยิ่งเยอะจึงแปลว่า ยิ่งควบคุมไม่ได้ คุมได้น้อย เออ แต่โอเค มันก็เรียนรู้ตามๆ กันไป
มันเป็นภาพสะท้อนเรื่องของ Privacy เหมือนกัน ?
ใช่ มันคือเรื่องเดียวกัน คอนเซปต์ของ Privacy สุดท้ายมันไม่ใช่เรื่องของความลับ มันเป็นเรื่องของการควบคุม คุณมีอำนาจเหนือข้อมูลของคุณ แปลว่าคุณมีความเป็นส่วนตัว เมื่อไหร่ที่คุณสูญเสียอำนาจในการควบคุมข้อมูลของคุณ นั่นคือ คุณสูญเสียความเป็นส่วนตัว รหัสข้อมูลก็เหมือนกัน มันป้องกันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันเป็นแค่การประวิงเวลา ทีนี้ ความปลอดภัยของข้อมูลมันก็คือ การคำนวณกันระหว่างว่า ข้อมูลอันนั้นมีมูลค่าแค่ไหน แล้วคนที่ต้องการจะได้ไปมันคุ้มที่จะลงทุนไหม
สมมติว่า ไอ้ข้อมูลนี้มีมูลค่า 10 บาท ถ้าเขาลงทุนเครื่องเจาะข้อมูล 8 บาทแล้วเจาะข้อมูลคุณไปได้เขาได้กำไร 2 บาท ก็คือ มันคุ้ม คุณอาจจะต้องหาวิธีเข้ารหัสแบบว่า ข้อมูลข้างในของคุณ 10 บาท ถ้าคนจะมาเจาะข้อมูลของคุณต้องลงทุน 12 บาท เขามีความรู้สึกว่ามันไม่คุ้ม และไม่เจาะก็ได้อะไรอย่างนี้ เรื่อง Privacy เรื่องการควบคุมอำนาจเนี่ยมันเป็นการชั่งใจ สมมติว่า บ้านคุณอยากให้ปลอดภัยมากก็จ้างยาม 100 คน มายืนรอบบ้านก็ได้ ถ้าคุณมีปัญญาจ่าย เอ่อ ก็ไม่มีใครมายุ่ง การเข้ารหัสก็เหมือนกัน คือ การเข้ารหัสทุกอย่างมันมีต้นทุน มันก็ขึ้นอยู่กับความระดับความเหมาะสมว่า คุณจะใช้อะไรยังไง.




