ขณะที่กำแพงหนาพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ทันสมัยมากมายกำลังถูกนำมาใช้กับระบบเรือนจำ อีกด้านหนึ่งของความมืดมิด ก็ได้ก่อเกิดกระบวนการดูแลจิตใจผู้ที่ถูกจองจำซึ่งกำลังทำหน้าที่อย่างเต็มที่ไม่แพ้กัน
“เราไม่น่ากลัวใช่ไหม”
“อยากบอกกับครอบครัวว่าเรารักครอบครัวตลอดเวลา”
“บางทีก็น้อยใจสามี เขาทำให้เรามาอยู่จุดนี้ ทำไมเขาถึงไม่มาดูแลเรา”
“ตอนนี้จะคิดถึงลูกมากเพียงไหน ก็ต้องอดทนต่อไป”
หญิงที่ถูกจำกัดพื้นที่การใช้ชีวิตไว้หลังกำแพงหนาระบายความรู้สึกผ่านประโยคสั้นๆ ซึ่งแม้จะกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม แต่ก็สัมผัสได้ว่าพวกเธอต้องใช้ 'ใจ' ต่อสู้มากเพียงใดเมื่อชีวิตต้องมาถึงจุดเปลี่ยน ไม่ใช่แค่อยู่ห่างบ้าน ห่างครอบครัว แต่ต้องห่างจากอิสระทั้งปวง
ขังตัว ไม่ขังใจ
ปัจจุบัน หญิงประมาณ 42,000 คน ถูกกักขังอยู่ในเรือนจำจากจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด 290,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากขึ้นกว่าเดิมเกือบ 7 เท่า ในขณะที่เรือนจำสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวน และก็ไม่ได้มีอยู่ในทุกจังหวัด ทำให้เรือนจำหลายๆ ที่ต้องสร้างแดนหญิงเล็กๆ ไว้ด้านหน้าแดนชาย
นัทธี จิตสว่าง รองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย อธิบายให้เห็นถึงความลำบากของผู้ต้องขังหญิงว่า "ผลที่ตามมาเมื่อไม่สามารถมีเรือนจำหญิงในทุกพื้นที่ก็คือ ผู้หญิงต้องถูกคุมขังในที่ที่ห่างไกลจากบ้านตนเอง ญาติก็เลยมาเยี่ยมไม่ได้ ผู้หญิงก็เลยประสบปัญหาในการคุมขังมากกว่าผู้ชาย ขณะที่ผู้หญิงเองก็ไม่ได้เป็นอาชญากรอาชีพ หลายคนทำผิดเพราะมีความจำเป็น"
ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำจึงมีขึ้นในปี พ.ศ.2553 โดยคำนึงว่า ผู้ต้องขังหญิงจะแตกต่างจากผู้ต้องขังชาย การดูแลจึงต้องดูแลเป็นพิเศษในเรื่องของสุขภาพอนามัย เช่น ไม่นำเครื่องพันธการมาใช้กับผู้ต้องขังหญิงขณะปวดท้องก่อนคลอด ไม่ใช้การลงโทษขังเดี่ยวกับผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์ และขณะเดียวกันก็ควรมีกระบวนการพัฒนาจิตใจผู้ต้องขังหญิงเพิ่มเติม
"ที่นี่กักขัง แต่ไม่สามารถกักขังหัวใจฉันได้ ใจฉันออกไปได้ ข้างนอกมีท้องฟ้า ที่นี่ก็มีท้องฟ้า มันคือที่เดียวกัน" ศิลปินหญิงสมัครเล่นในเรือนจำกลางขอนแก่น นามปากกา 'คลื่นทะเล' บรรยายความรู้สึกของตัวเองไว้ในบทกวี ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานจากกระบวนการที่เรียกว่า "จิตตปัญญาศึกษา"
กระบวนการนี้ถูกนำมาใช้กับผู้ต้องขังหญิงที่เรือนจำกลางขอนแก่นเพื่อให้ผู้ต้องขังรู้จักตนเองมากขึ้น โดยศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เชื่อว่า การพัฒนาจากด้านในหรือจิตใจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้
รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี ที่ปรึกษาโครงการ อธิบายได้น่าสนใจว่า หากกระบวนการนี้สามารถเดินเคียงคู่ไปกับความพยายามของกระบวนการยุติธรรมจะทำให้ผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นนักโทษเกิดการปรับทัศนคติและสามารถเตรียมตัวกลับเข้าสู่สังคมได้ง่ายขึ้น
"เราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีคุณค่า มีความหมาย มีศักดิ์ศรี มีความผิดพลาดในชีวิตของตัวเองทั้งสิ้นและพื้นฐานของทุกคนมีความสามารถที่จะพัฒนาตัวเองได้"
การพัฒนานักโทษที่มั่นคงยั่งยืนจึงควรพัฒนาความสามารถในการรู้เท่าทันจิตใจด้วย
"ความผิดพลาดของคนเรา ณ นาทีนั้น เรารู้ไม่เท่าทัน ถ้าเราพัฒนาให้จิตใจเรามั่นคงขึ้นเรื่อยๆ มันก็ช่วยในกระบวนการตัดสินใจ" รศ.ดร. อนุชาติกล่าว
ยอมรับตัวตน
เมื่อคุณค่าของคนถูกลดยามเข้าไปอยู่ในเรือนจำ วิธีการเพิ่มคุณค่าก็ต้องทำให้คนๆ นั้นรู้จักตัวเอง
มัลลิกา ตั้งสงบ หัวหน้าคณะกระบวนกรจิตตปัญญาชี้ให้ถึงสิ่งที่ทุกคนมีไม่ว่าจะเป็นคนประเภทไหน "ความรัก ความเมตตาซึ่งเป็นพื้นฐานที่คนทุกคนมีอยู่แล้ว เพียงแต่ช่วงที่เขาไปอยู่ในนั้น เขาไม่ได้เห็นว่าตรงนี้มันมีอยู่ในตัวเขา"
เมื่อเชื่อว่า คนทุกคนมีพลังที่แท้จริงอยู่ข้างใน โครงการใจสู่ใจ คุณค่า ความสุข และพลังภายในที่แท้จริงจึงเกิดขึ้น โดยมีผู้ต้องขังหญิง เรือนจำกลางขอนแก่นจำนวนกว่า 40 คน ได้เข้าร่วมกิจกรรมจิตตปัญญาศึกษาเดือนละ 4-5 วัน โดยมีกิจกรรมวาดภาพ แสดงละคร ฝึกสมาธิ เขียนบันทึก หรืออ่านหนังสือด้วยกัน
การเรียนรู้จากภายใน อาจดูเป็นนามธรรมเกินไป แต่กระบวนการเรียนรู้เหล่านี้จะเกิดขึ้นเองเมื่อผู้เข้าร่วมได้สังเกตตนเองจากกิจกรรม
มัลลิกา เล่าว่า "การลงโทษแค่คุมขังมันไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิดเขา หากแค่ขังไว้ จะเข้าใจไหมว่า แล้วฉันผิดเพราะอะไร มันไม่ได้เกิดการอธิบาย หรือการอธิบายก็อาจจะเป็นแค่คำพูด เราให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เขาทำมันพลาดหรือมันผิดพลั้งไปตรงไหน"
วุ้นเส้น หญิงสาวอายุ 27 ปี ถูกส่งมาจำคุกที่เรือนจำกลางของแก่นได้ 1 ปี 2 เดือน ในคดีฉ้อโกง และได้เข้าร่วมโครงการฯ เป็นเวลา 9 เดือน เล่าว่า ช่วงแรกที่เข้ามาในเรือนจำจะเป็นคนไม่ยอมใคร แต่เมื่อเข้าร่วมโครงการฯ นี้กลับทำให้เธอ "เข้าใจ" หลายๆ อย่างมากขึ้น
"ตอนแรก เราก็ไม่ยอมใคร เราคิดว่า ติดคุกก็พอแล้ว ทำไมเราต้องไปยอมคนอื่น พอเข้าโครงการฯ อย่างที่สอนเรื่องการกำหนดลมหายใจ เราก็ได้เอามาใช้ จากเมื่อก่อน เราจะบอกน้องทุกคนว่า มันร้ายแรงมากไหม ฉันจะต้องไปจัดการไหม แต่ตอนนี้เราก็ปล่อย ก็ช่างคนอื่นไป เรารู้สึกดีกับพวกเขามากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะเพื่อนในโครงการฯ แต่เป็นคนอื่นๆ ด้วย ตอนนี้จากที่เคยมีเรื่องกับคน 400 ก็จะเหลือแค่ประมาณ 200"
หลายเสียงที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ เล่าว่า โครงการนี้ทำให้เขาได้คิดทบทวน ได้หันมามองตัวเอง และเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และที่สำคัญได้เห็นว่า ทุกคนมีความแตกต่างกัน และสามารถเปลี่ยนแปลงได้
"การเรียนรู้หลายอย่าง สอนให้เรารักเพื่อน รักคนอื่น ย้อนกลับมามองที่ตัวเราเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เขาสอนให้เราใช้ชีวิตบนความเป็นจริง ทำให้เรากลับมาย้อนมองตัวเองว่า เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ จริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นอะไรที่เลวร้ายมาก เพียงแค่เรายอมรับมัน" มิ้นต์ สาวอายุ 25 ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำได้ 11 เดือนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
'ระบาย' ผ่านศิลป์
ศิลปะคือเครื่องมือหลักอย่างหนึ่งที่กระบวนกรนำมาใช้พัฒนาผู้ต้องขัง
รูปภาพหญิงสาวกำลังส่องกระจก มองหน้าตัวเองจากนิตยสาร ถูกนำมาติดไว้ในสมุด พร้อมข้อความว่า "มองแต่คนอื่น หันมามองตัวเองสิคะ" เป็นผลงานหนึ่งจากกิจกรรมสมุด 10 หน้า ซึ่งเกิดจากความตั้งใจนำกระดาษรูปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ต้นไม้ สัตว์ แฟชั่น ดารา รวมไปถึงข้อความมาแปะรวมกันไว้ตามใจศิลปิน
หญิงที่ใช้นามปากกาว่า 'ต้นหญ้า' เขียนถึงกิจกรรมนี้ว่า "สมุด 10 หน้า ทำให้เธอเห็นตัวเองมากขึ้นว่าชอบอะไร อยากได้อะไร แล้วก็ได้ข้อคิดเพิ่มขึ้นมาก กล้าพูด กล้าแสดงออก และก็กล้าทำหลายอย่างที่ตัวเองไม่เคยทำ"
"ปั่นป่วน-นิ่ง-น้ำไหล-ใบไม้ปลิว-ฉึกฉัก" คือ 5 หัวข้อของกิจกรรมวาดภาพดินสอสีถ่านที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ต้องกลัวว่าจะออกมาสวยหรือไม่ เพียงแต่ปลดปล่อยไปตามอารมณ์ของผู้จับดินสอเท่านั้น
ภาพวาดสายธารชีวิตที่มีครอบครัวทั้งพ่อ แม่ ลูก หรือแม้กระทั่งดวงอาทิตย์ธรรมดาๆ ที่วาดขึ้นด้วยสีน้ำ ก็แฝงความหมายไว้มากมาย ทั้งสิ่งที่พวกเขากำลังคิด สิ่งที่พวกเรารอ และสิ่งที่พวกเขาหวัง
ไม่น่าเชื่อว่า สมุดที่ตัดปะด้วยข้อความ และภาพหลากหลายแบบ ลายเส้นสีดำที่ตวัดไปมาบนกระดาษสีน้ำตาล กระดาษสีขาวที่แต่งแต้มด้วยแรงกดจากพู่กันหลากหลายสี จะบ่งบอกความเป็นตัวตนและความรู้สึกข้างในของแต่ละคนได้มากมาย
"ตัวเอง เหมือนดอกทานตะวันที่ยังบานไม่เต็มที่ พออบรมแล้ว เหมือนเราบานเต็มที่จากวิธีคิด" คำบรรยายใต้ภาพดอกทานตะวันใหญ่บอกไว้
นอกจากศิลปะภาพวาดแล้ว ยังมีศิลปะทางภาษาที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกข้างในของศิลปินในเรือนจำ
"ฉันเกิดมาครบ 32 ฉันดีใจมาก ฉะนั้นแล้วฉันจึงต้องดูแลทุกส่วนของร่างกายอย่างดี และขอบคุณอวัยวะทุกส่วนที่อยู่กับฉัน ถึงจะมีบางส่วนที่รู้สึกเจ็บบ้าง เช่น เข่า บางวันปวดจนแทบจะลุกขึ้นไม่ไหว ฉันจึงอยากดูแลเป็นพิเศษ" เจ้าของนามปากกว่า 'ลมเพลมพัด' บรรยายความรู้สึกตัวเองในบทกวีสั้นๆ ที่แม้จะใช้ภาษาง่ายๆ แต่กลับสะเทือนอารมณ์ผู้อ่านได้มากมาย
หรือเมื่อผู้ต้องขังได้แสดงละครร่วมกัน นอกจากจะช่วยปลดปล่อยความรู้สึกในใจ สัมผัสถึงอิสระของร่างกายแล้ว ก็ยังช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันได้ด้วย
ผู้ต้องขังที่เข้าร่วมกิจกรรมเล่าว่า "ละครมันเปลี่ยนมุมหนูได้ เมื่อก่อนขี้น้อยใจ คิดมาก พอได้เล่นละคร ทำให้หนูกลับใจเย็นมาก เรามองเขาในแบบที่เขาเป็น ตอนนี้ไม่มีคำอะไรที่จะไปต่อว่าเขาเลย"
อีกหนึ่งอย่างที่ทำให้ผู้ต้องขังเข้าใจตัวเองมากที่สุดก็คือการเขียนบันทึกสะท้อนความรู้สึกส่วนตัว การระบายหลายๆ อย่างลงในสมุด และแลกเปลี่ยนกันระหว่างกระบวนกรและผู้เข้าร่วม ทำให้เกิดการสร้างกำลังใจ แบ่งปันทุกข์สุขร่วมกัน เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวันด้วยกัน
ใจต้องพร้อม
การพัฒนาจิตใจผู้ต้องขังภายในคุกมีความจำเป็นอย่างไร ?
วิเชียร ปรีชาธรรมวงศ์ อาจารย์ประจำสาขาบริหารงานยุติธรรม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายว่า กระบวนการดูแลนักโทษต้องเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนทำผิดกลับตัวเป็นคนดี
"เวลาที่เขาพ้นโทษ เขาจะต้องกลับไปอยู่ในสังคมที่เขาออกมา เพราะฉะนั้นแล้ว การเอาไปขัง ส่วนหนึ่งก็คือเป็นการกันออกจากสังคม แต่การที่เขาจำคุกก็ต้องมีกิจกรรมปรับพฤตินิสัย อาจจะมีศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วก็มีการเรียน มีความรู้ทางวิชาการ แล้วก็ความรู้ทางวิชาชีพ เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัว"
จิตใจของผู้ต้องขังเองเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก แต่ขณะเดียวกันก็ต้องอาศัยจิตใจของคนรอบตัวด้วย รองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า การพัฒนาจิตใจของผู้ต้องขังจะได้ผลหรือไม่อยู่ที่ว่า กระบวนทั้งหมดถูกนำไปใช้กับคนประเภทไหน และเมื่อพ้นโทษไปแล้ว สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร ถ้าพัฒนากับผู้ที่ทำผิดโดยการพลั้งพลาด ไม่ตั้งใจ ย่อมแก้ไขได้ แต่หากเป็นระดับอาชญากรมืออาชีพก็จะพัฒนายาก ทั้งนี้ผู้หญิงที่กระทำผิดส่วนใหญ่มักจะอยู่ในระดับของการทำผิดเพราะพลาดมากกว่า
"ผู้หญิงจะแก้ไขง่าย แต่ก็ขึ้นอยู่กับตอนที่พ้นโทษออกไปด้วย สภาพแวดล้อมเปลี่ยน ปัจจัยอะไรต่างๆ เปลี่ยนเยอะ ทั้งครอบครัว สามี ก็จะมารุมเร้า ถามว่าที่เราสอนไป เข้มแข็งพอไหม ถ้าเข้มแข็งไม่พอก็แตก เหมือนเดิม ถ้าพอ แม้จะมีเหตุมารุมเร้าก็ยังต่อสู้ไปได้"
เช่นเดียวกับที่ ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การปรับทัศนคติของผู้ต้องขัง จะต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย "การทำงานต้องเชื่อมต่อทั้ง 3 ระดับ คือ หนึ่ง ตัวผู้ต้องขังเองและครอบครัว สอง ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้คุม และสาม สังคมภายนอก"
สำหรับหญิงผู้ต้องขังที่เห็นคุณค่าของตัวเองนั้น ประตูบานที่กักขังเธอไว้มาตลอดได้เปิดออกแล้ว เวลานี้เป็นหน้าที่ของผู้ที่อยู่ด้านหน้าเท่านั้น


