วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

10 ปี TICF เมื่อถึงเวลาก้าวสู่สากล

ที่น่าเศร้าคือ สศร. ยังไม่เห็นความสำคัญของการสืบสานศิลปวัฒนธรรมการแต่งเพลงตะวันตก

เทศกาลการประพันธ์เพลง หรือที่รู้จักกันในชื่องาน Thailand International Composition Festival (TICF) จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 23-28 มิถุนายน ศกนี้ ณ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา งานนี้เป็นการรวมตัวของนักประพันธ์ดนตรีร่วมสมัย และนักดนตรีจากทั่วทุกมุมโลก ที่มีความเคลื่อนไหวคึกคักและเข้มข้นที่สุดรายการหนึ่งในประเทศไทย หรืออาจจะในระดับสากลเลยก็ว่าได้

นับว่าไม่ธรรมดา สำหรับเทศกาลดนตรีทางเลือก ที่ไม่มุ่งเน้นวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์เช่นนี้ ในการประคับประคองการจัดงานมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปีที่ 10 โดยไม่สะดุดเลิกล้มไปเสียก่อน

ภายใต้การผลักดันและดูแลของ ณรงค์ ปรางค์เจริญ นักประพันธ์ดนตรีชาวไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักในระดับสากล ณรงค์ เริ่มต้นเทศกาลการประพันธ์เพลงครั้งแรกเมื่อ 10 ปีก่อน ที่มหาวิทยาลัยศรีครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ด้วยทุนเริ่มต้นเพียง 100,000 บาท จากนั้นเขาพยายามวิ่งหาผู้สนับสนุนทุนตามสถาบันต่างๆ รวมทั้งออกทุนรอนส่วนตัว จนกระทั่งมาลงเอยที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วง 3 ปีหลัง

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีความเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดตามคำบอกเล่าของ Artistic Director งานนี้ว่า

"เปลี่ยนแปลงมากๆ เลยครับ เราเริ่มจาก guest ที่มีชื่อเสียงในระดับชาติ ทุกคนจะโด่งดังที่อเมริกา ตอนนี้ เราเริ่มขยายไปยัง guest composer ที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ อย่างปีนี้ เราได้ Bernard Rands ซึ่งได้รางวัลพูลิตเซอร์ แล้วเขายังเป็นคอมโพสเซอร์ ที่วงระดับโลกอย่าง นิวยอร์ก ฟิลฮาร์มอนิก เล่นเพลงของเขามากที่สุด ในบรรดานักแต่งเพลงใหม่ๆ เราได้ Augusta Reed Thomas มา ซึ่งเค้าสอนอยู่ที่ ยูชิคาโก แล้วเคยเป็น composer-in-residence ของวง ชิคาโก ซิมโฟนี ผลงานของเขาก็มีวงนำมาเล่นมากมาย ทั้งวงเบอร์ลิน นิวยอร์ก ชิคาโก แอลเอ ดูเหมือนเป็นคนที่มีชื่อเสียงทั้งทางฝั่งยุโรปและอเมริกา"

สาเหตุที่ทำให้เทศกาลการประพันธ์ดนตรี หรือ TICF มีคนระดับนี้มาร่วมงาน ณรงค์ ตอบสั้นๆ เพียงว่า เพราะมีความพร้อม

"เราพร้อมครับ ไม่ใช่ว่าเรามีเงินเยอะขึ้น แล้วเราจ่ายเงินเขาเยอะขึ้น คือเราจ่ายแค่ค่าเครื่องบินชั้นประหยัด แล้วมีเงินนิดหน่อยเป็นค่าใช้จ่ายที่เขามา เราไม่ได้จ่ายเยอะ แต่เรามีความพร้อมในแง่ที่ว่า พอเขามา เขาจะสามารถทำอะไรได้ เขาสามารถช่วยพูด ช่วยสอนให้เด็กเก่งขึ้น แล้วเราก็มีวง (TPO) ที่พร้อมจะเล่นเพลงของเขาได้ ประเทศไทยเรายังมีความน่าพิศวง คือทุกคนอยากจะมา มันมีเสน่ห์ ทุกคนอยากมาเมืองไทย เราก็ชวนยูมาเที่ยวสิ เราเล่นเพลงของยู มาเที่ยวสนุกๆ ทุกคนรู้สึกคุ้มที่จะนั่งเครื่องบิน 20-30 ชั่วโมงมาที่เมืองไทย เดี่ยวเราจะไปทะเล ไปนั่นไปนี่..."

ตามแบบแผนเวลาของเทศกาล ช่วงเช้า นักประพันธ์ดนตรีเหล่านี้จะทำมาสเตอรร์คลาสให้แก่ผู้แข่งขันในรอบสุดท้ายทั้ง 6 คน จากนั้นจะมีการบรรยายในหัวข้อต่างๆ ในตอนบ่าย พอตกบ่ายเย็น ถึงค่ำ จะมีการแสดงคอนเสิร์ตผลงานเพลงของนักแต่งเพลงเหล่านั้น

เมื่อถาม ณรงค์ ว่า สำหรับผู้ชมโดยทั่วไป การเลือกมาร่วมงานเทศกาลนี้ จะได้รับประสบการณ์อะไรบ้าง เจ้าตัวตอบว่า

"งานนี้จะเป็นงานที่คุณได้ยินอะไรแปลกใหม่ ปกติ เวลาที่เมืองไทย เราจะเล่นเพลงใหม่ เล่นเพลง contemporary ยุคสมัยเดียวกันกับเรา เราไม่มีคนแต่งเพลงเหล่านั้นมาอยู่มาอธิบาย แต่คราวนี้เราจะได้เจอคนเหล่านั้นตัวเป็นๆ ถ้าเรามีคำถามเราชอบ-ไม่ชอบ ก็ไปพูดกับเขาได้ มันจะมี interaction กับนักแต่งเพลงมากกว่า มันมีจุดให้เราได้ค้นหาได้มากขึ้น"

เช่นเดียวกับคำตอบว่า ณ วันนี้ ทำไมต้องศาลายา

"คือจัดที่นี่ เพราะต้องยอมรับว่า วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มีความพร้อมในเรื่องสถานที่ มีโรงแรมในมหาวิทยาลัย เราไม่ต้องเอาแขกไปไว้ที่่อื่น เขาเดินไปเดินมา เดินกลับเองได้ มีวง TPO คอยเล่นเพลงจากบทประพันธ์ และวงก็เล่นดีขึ้นเรื่อย ๆ การที่เราจัดงานแบบนี้ วงเองก็ได้ลองเล่นเพลงใหม่ๆ ด้วย เพราะโปรแกรมที่เราเล่น ไม่ใช่แค่โปรแกรมคนไทยกล้าทำ แต่แม้ประทั่งวงใหญ่ อย่าง นิวยอร์ก ชิคาโก ยังไม่มีใครกล้าทำขนาดนี้ เราเล่นเพลงของ living composer แล้วเป็นผลงานชิ้นใหม่หมด ไม่ใช่ standard repertoire อย่าง บาค โมสาร์ท เบโธเฟน เรื่องพวกนี้ วงปกติไม่กล้าทำ ต้องซ้อมมาก การที่เรากล้าทำ ทำให้วงขับเคลื่อนไปได้เร็วขึ้น"

ในฐานะนักแต่งเพลง ที่มีโอกาสนำเสนอผลงานอย่างต่อเนื่องบนเวทีโลก กอปรกับการใช้ชีวิตหลักๆ อยู่ในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน ทำหน้าที่เป็น composer-in-residence ของวงแปซิฟิคออร์เคสตรา แห่งออเรนจ์เคาน์ตี แคลิฟอร์เนีย ณรงค์ ปรางค์เจริญ ซึ่งกวาดรางวัลการประกวดแต่งเพลงมาแล้วมากมาย เชื่อมั่นว่าการที่เขาสามารถผลักดัน TICF อย่างต่อเนื่อง ด้านหนึ่งเท่ากับเป็นการเปิดประตูสากลให้แก่นักประพันธ์ดนตรีชาวไทยรุ่นหลังๆ

"ปีนี้ เราจะให้ Ken Ueno มาทำคลาส อิมโพรไวเซชั่นให้นักเรียนไทย เราให้เด็กไปเรียนอิมโพรไวเซชั่นกับเขา แล้ววันศุกร์ก็จะเป็นการแสดงผลงานของพวกเขา ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลท์ที่เราทำในปีนี้"

"ตอนนี้ เราพยายามสร้างเครือข่ายให้มากขึ้น มีน้องคนหนึ่ง แก้ว อาศิษฐ์ เกตุจันทรา แต่งเพลงให้แก่โปรเจ็คที่ชื่อว่า pacific mirror ได้แก่นักแต่งเพลงที่อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิ มีเกาหลี ญี่ปุ่น สิงดโปร์ ไทย มีจากแอลเอ เพลงเหล่านั้นจะวนไปเล่นในประเทศเหล่านั้น เพลงเสร็จแล้ว มันเป็นชื่อโปรแกรม น้องคนนี้ เราส่งไปเป็นตัวแทนของคนไทย เขาเขียน 1 เพลงได้เล่น 10 ที่ ถือเป็นโปรเจ็คที่เกิดขึ้นจากการทำงาน ซึ่งทำให้เรารู้ว่า เรามีเครือข่ายเท่าไหร่ที่จะ channel งานให้เขา ได้ทำงาน ก็จะทำให้เรารู้จักคนของเรา อาศิษฐ์ เพิ่งจบปริญญาโทจาก บรู้คลิน คอลเลจ แล้วได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาเอก"

แม้จะพยายามสร้างโอกาสให้แก่นักประพันธ์ดนตรีรุ่นใหม่ๆ แต่ ณรงค์ ยืนยันว่า โดยเป้าหมายของการทำงาน ทุกคนยังให้ความเคารพนักประพันธ์ดนตรีไทยรุ่นก่อนหน้า พร้อมๆ กับอธิบายว่า ถึงเวลานี้ยังมีปัญหาในเรื่องทัศนคติของนักประพันธ์ดนตรีและนักดนตรีบางส่วนที่มาร่วมงานที่จำเป็นต้องปรับและแก้ไข

"อีกหนึ่ง mission คือสร้างคนรุ่นใหม่ ให้มีโอกาสแสดงผลงาน ตอนนี้คนไทยยังไม่เข้าใจว่า การที่เราได้มาเล่นใน TICF เท่ากับได้รับเกียรติมาแสดง ตอนนี้ เด็กๆ สงสัยเวลาชวนมาเล่นในงาน TICF จะถามว่าได้ค่าจ้างเท่าไหร่ ซึ่งเขาลืมไปว่า คนที่มาจากต่างประเทศทุกวงล้วนมาด้วยใจ อย่างปีนี้ เราได้ Ryu Goto น้องชายของ Midori ซึ่งจะมาเล่นคอนเสิร์ตให้เราฟรี เราก็บอกว่า คนเหล่านั้น เขามาเพราะมันเป็นเกียรติที่ได้มาเล่นในเฟสติวัลแบบนี้ แต่คนไทยมองไม่เห็นว่า การที่เราได้มาแสดงผลงาน คือเราได้รับเกียรติ เขาอาจจะมองว่า จัดในไทย แค่ในไทย แต่ถ้าไปเวียดนาม เขากลับรู้สึกว่า เป็นเกียรติ"

"ตอนนี้ของเขายังไม่เข้าใจ อย่างการที่เราได้ไปเจอ Bernard Rands นั่น Augusta Reed Thomas นี่คือการได้เจอตัวจริง ได้นั่งกินข้าวในห้องอาหารเดียวกับเขา ได้จับมือ ถ่ายภาพ นั่นคือไฮไลท์ นั่นคือทุกคนต้องมา เพราะเราไม่รู้ว่า จะได้เจอเมื่อไหร ถึงเราไปเจอที่ชิคาโก ก็ยังไม่แน่ใจว่า เขาจะคุยกับเรานะ การที่เราเดินไปทักแล้วบอกว่า ชอบผลงานมาก ๆ เขาอาจจะได้เจอแบบนั้น วันหนึ่งไม่รู้กี่ครั้ง แต่การมาอยู่เมืองไทย เราได้เจอเขา เขาจะจำได้ เพราะมันแตกต่างไปจากชีวิตประจำวันซ้ำๆ ของเขา"

ขณะที่เด็กๆ หรือคนไทยหลายคนมองข้าม และไม่เห็นความสำคัญของโอกาสใน TICF แล้วในสายตาของชาวโลกเป็นอย่างไร

"ตอนนี้ทุกคนรู้จักเทศกาลนี้ดี ที่อเมริกา หลายคนจ้องจ่อที่จะรอมาว่า เมื่อไหร่ฉันจะได้รับเชิญ วงดนตรีก็อาสามาเล่น ปีหน้า เราจะมีวงจากเยอรมนี มีวงสตริงควอร์เทท จากอเมริกา ตอนนี้มีหลายคนคุยถึงปีหน้าแล้ว"

ณรงค์ ปรางค์เจริญ ยอมรับว่า การสนับสนุนของ รศ.สุกรี เจริญสุข จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ทำให้สภาพคล่องและการเงินของเทศกาลดีขึ้นอย่างมาก

"อาจารย์สุกรีสนับสนุนอย่างเต็มที่ อาจารย์เป็นคนเดียวที่เชื่อว่าภารกิจนี้ต้องถูกจัดการโดยสถาบันการศึกษาเท่านั้น และต้องจัดการอย่างเหมาะสม ไม่ใช่ exclusive club ไม่ใช่นักแต่งเพลงกลุ่มเดียว ดูกันเอง เล่นกันเอง ทุกๆ คนควรจะมาร่วมในเทศกาลนี้ ควรจะเปิดกว้างให้แก่ทุกมหาวิทยาลัย โดยปีนี้เราลองเอาอาสาสมัครจากทุกมหาวิทยาลัย จากหลายๆ ที่ ทั้ง จุฬาฯ และรังสิตมาช่วยงาน"

แล้วหน่วยงานวัฒนธรรมของภาครัฐ สนับสนุนอะไรบ้างไหม ก่อนตอบคำถามนี้ ณรงค์ ปรางค์เจริญ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับรางวัลศิลปาธร ได้แต่ส่ายหน้า

"ไม่มีครับ แล้วที่น่าเศร้า คือสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ยังไม่เห็นความสำคัญของการสืบสานศิลปวัฒนธรรมการแต่งเพลงตะวันตก เขายังมี mission ที่แตกต่างจากเรา ก็ไม่รู้ว่า mission ของเขาคืออะไร แต่เรารอไม่ได้... ขณะที่เกาหลีสนใจเรามากขึ้น มิวสิคไดเร็คเตอร์ของเกาหลีก็มาหาในปีนี้ บอกว่า Samsung สนใจที่จะทำความร่วมมือ แล้วเขาจะไปคุย ถ้าเขามาสังเกตการณ์แล้วพบว่างานนี้เข้ากับ criteria ของเขา เขาจะกลับไปเกากลี แล้วคุยกับ Samsung ที่เกาหลีให้มาช่วยเป็น main sponsor จากนั้น เราคงทำอะไรได้มากขึ้น"

.........................................................

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ http://www.music.mahidol.ac.th/ticf/