วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ แก้โจทย์...ความเหลื่อมล้ำ

เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ 

แก้โจทย์...ความเหลื่อมล้ำ

อีกมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเรื่องอนาคตประเทศไทย โดยเน้นย้ำการเปิดเผยข้อมูลตัวเลขที่เป็นจริงในโครงการ

ไม่มีใครรู้ว่า อนาคตประเทศจะเดินต่อไปอย่างไร หากนโยบายการบริหารประเทศยังไม่มีความชัดเจน

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยหลายทศวรรษที่ผ่านมา ก็บอกได้เลาๆ ว่า อนาคตยังมีเมฆหมอกที่คนไทยต้องฝ่าฟันอีกเยอะ จึงเป็นที่มาของการพูดคุยกับนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา และกรรมการผู้จัดการ บริษัทดิแอดไวเซอร์ จำกัด ซึ่งเรื่องที่พูดคุยเป็นแค่น้ำจิ้ม เนื่องจากการศึกษาภาคใหญ่ของสังคมไทย มีปัญหาซ้อนทับและเชื่อมโยงหลายประเด็น หากจะมองอนาคตในมิติที่ลึก คงต้องอ่านงานวิชาการ

ดังนั้นเรื่องราวครั้งนี้ เป็นได้แค่การกระตุกต่อมคิดคนอ่าน ไม่มาก ก็น้อย

ย้อนไปถึงเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ก่อนเขาคนนี้จะก้าวมาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ เขามีความชื่นชอบคณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์และประวัติศาสตร์ แต่เลือกเศรษฐศาสตร์เป็นเครื่องมือกระเทาะปัญหาสังคม ซึ่งแนวทางของเขาไม่ใช่แค่การวิเคราะห์สังเคราะห์จากข้อมูล ต้องมีข้อมูลตัวเลขที่เป็นข้อเท็จจริงยืนยัน เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบาย

หลังจากดร.เศรษฐพุฒิ จบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเยลในอเมริกา เขาทำงานในต่างประเทศและเมืองไทยประมาณ 7-8 แห่ง ตั้งแต่การเป็นที่ปรึกษาธุรกิจเชิงกลยุทธ์ใน Mckinsey ทำงานธนาคารโลก กระทรวงการคลัง เป็นผู้บริหารระดับสูงเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และอาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัย ฯลฯ

ระหว่างการพูดคุยปัญหาสังคมไทย เพื่อคาดคะเนอนาคต เขาจะให้ความสำคัญกับการตั้งโจทย์...เพื่อแก้ให้ถูกจุด ไม่ว่าเรื่องความเหลื่อมล้ำรูปแบบใดก็ตาม

ก่อนอื่นขอถามว่า ทำไมมุ่งมั่นที่จะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ วิชานี้ตอบโจทย์อะไรให้ชีวิตคุณ

ตอนผมเด็กๆ ผมชอบเรียนวิทยาศาสตร์ ตอนไปเรียนไฮสคูลมีครูคนหนึ่งสอนประวัติศาสตร์ ผมชอบมาก ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจ จนผมไปเรียนปริญญาตรี จึงหันไปสนใจด้านสังคมศาสตร์ และมีความชอบวิทยาศาสตร์ด้วย อยากเรียนอะไรที่มีตัวเลข การคำนวณ เศรษฐศาสตร์จึงเป็นวิชาที่ถูกจริต ไม่ใช่วิชาที่นั่งอยู่ในห้องทดลอง เรียนมาแล้วก็ชอบ ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว แม้ผมจะชอบเศรษฐศาสตร์ แต่ผมก็ชอบอ่านเรื่องประวัติศาสตร์ด้วย ถ้าผมเรียนประวัติศาสตร์ ผมก็ไม่ได้วิเคราะห์เชิงตัวเลข ผมคิดว่า ปัญหาสังคมแต่ละเรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐศาสตร์ การเมือง มีสารพัดเรื่องรวมกัน ผมชอบวิธีการในการเรียนเศรษฐศาสตร์ในช่วงผมเรียนปริญญาตรี แต่พอเรียนระดับปริญญาโทและเอก ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด การเรียนเพื่อเข้าใจปัญหาสังคมมีน้อย เขาสอนเพื่อให้เป็นนักวิชาการ

เท่าที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถอธิบายปัญหาสังคมให้คนทุกระดับในสังคมเข้าใจชัดเจน คุุณคิดว่า มีเหตุปัจจัยจากอะไร

ขึ้นอยู่ว่า คนเหล่านี้ถูกฝึกฝนมาแบบไหน ผมขอย้อนไปถึงสมัยเรียนปริญญาเอก ถ้าคุณเรียนด้านนี้ แล้วเขียนวิทยานิพนธ์ที่คนไม่สนใจหรือไม่อยู่กระแส ก็เรียนไม่จบ อย่างผมทำวิทยานิพนธ์ที่ต้องใช้ทฤษฎีมาวิเคราะห์ เมื่อเขียนเสร็จ อย่างมากก็ตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ มีคนอ่านไม่เกินสิบคน เพราะเป็นเรื่องเฉพาะทาง เหมือนที่ผมบอก มหาวิทยาลัยที่นั่นเน้นผลิตนักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นนักวิชาการ แต่ในบ้านเรายกย่องคนที่เป็นดอกเตอร์ คนที่ไม่ได้ทำงานวิชาการ ก็อยากได้ดอกเตอร์ ในเมืองนอกถ้าผลงานของคุณไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสาร ก็ต้องหาประสบการณ์อื่นๆ เพิ่มเติม

จากที่เคยทำงานเป็นที่ปรึกษาธุรกิจเชิงกลยุทธ์ที่ Mckinsey คุณนำแนวคิดมาใช้กับการทำงานในเมืองไทยอย่างไร

ตอนที่ผมทำงานที่นั่นเป็นช่วงวัยที่ผมกำลังเรียนรู้ เพราะบริษัทนั้นศึกษาเรื่องกลยุทธ์ สิ่งที่ผมได้ก็คือ วิธีวิเคราะห์ วิธีคิด วิธีนำเสนอ เป็นสถานที่ทำงานอีกแห่งที่มีวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม โดยไม่สนใจว่า คุณเป็นใคร เป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก คุณเข้ามาต้องวิเคราะห์ถกเถียง เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า มันช่วยฝึกนิสัยผม ให้พยายามคิดวิเคราะห์ถกเถียง ไม่กลัวใคร

ก่อนหน้านี้คุณเป็นคนที่ชอบถกเถียงวิเคราะห์แบบนี้ไหม

มีอยู่ในตัวผมระดับหนึ่ง ยกตัวอย่างสมัยเรียนปริญญาตรี (Swarthmore College) สองปีสุดท้าย อาจารย์ไม่เน้นบรรยายมากสอนแค่ครึ่งชั่วโมง จากนั้นสัมมนากลุ่มเล็กๆ ถกเถียงประเด็นกัน และการทำงานในบริษัทที่นิวยอร์ค คนส่วนใหญ่ค่อนข้างกล้าถกเถียงกัน บางคนก็กัดไม่ปล่อย ตอนนั้นผมก็เป็นคนไทยคนเดียวที่ทำงานตรงนั้น

แล้วทำไมถึงกลับมาทำงานเมืองไทย

ผมอยู่อเมริกา 15 ปีก็ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดว่าจะกลับบ้าน จนปี 2540 ผมกลับมาช่วยงานกระทรวงการคลัง เพราะตอนนั้นองค์กรในประเทศไทยไม่เคยประสานงานกับธนาคารโลก ก็เลยไม่รู้ว่า คนทำงานธนาคารโลกคิดอย่างไร ไม่รู้ว่าจะเจรจาอย่างไร อย่างน้อยๆ ผมก็มาช่วยเจรจา ตอนนั้นก็คิดว่าทำงานแค่สองสามปีจะกลับไปอเมริกา จนผมแต่งงาน และพ่อแม่ผมก็อายุเยอะ จึงอยากให้ผมอยู่เมืองไทย

เวลาถกเถียงปัญหาสังคมกับคนหลายฝ่าย คุณเจอปัญหาอะไรบ้าง

สิ่งที่พวกผมทำ เป็นเสมือนการให้วิสัยทัศน์ทางวิชาการในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับปัญหาสังคมไทย มีวงพูดคุย ถกเถียงเกี่ยวกับนโยบายของประเทศในระยะยาว แต่สิ่งที่เห็นในหลายเวที คนส่วนใหญ่จะพูดในมุมของเขา และพูดโดยมีข้อมูลสนับสนุนไม่มาก ยกตัวอย่างนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทุกองค์กรทุกคน พูดในมุมที่ตัวเองทำงาน แต่ไม่มีใครพูดข้อมูลที่เป็นตัวเลขจริงๆ ถ้าคุณขึ้นค่าแรง 300 บาท ไม่มีการให้ข้อมูลว่าจะกระทบคนกี่คน คนมีรายได้ต่ำกว่า 300 บาทมีเท่าไหร่ ฯลฯ

ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นข้อมูลประกอบการถกเถียง แต่นักคิดนักวิจารณ์ไม่ทำเรื่องนี้ สถาบันเราก็เลยทำข้อมูลข้อเท็จจริงความเหลื่อมล้ำเกี่ยวกับแรงงานไทย ผมคิดว่า เวลาถกเถียงคุณจะคิดยังไงก็เรื่องของคุณ ไม่ต้องคิดเหมือนผม แต่การถกเถียงต้องมีข้อมูล ไม่ใช่แค่เรื่องความคิดเห็น หรือจุดยืนที่ทำงานอย่างเดียว ไม่ต้องเชื่อผมหรือคิดว่าผมมีวิชั่นสุดยอดของเมืองไทย สิ่งที่ผมทำในการวิเคราะห์ให้ข้อมูลที่มีต่อปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นคือ ป้อนข้อมูลตัวเลขจริงที่เกิดขึ้นให้ทุกภาคส่วน

ผมคิดว่า ไม่ว่าคุณจะทำรายงาน หรือวิเคราะห์ข้อมูลได้ดีแค่ไหน พอยื่นให้เทวดาคนหนึ่งในรัฐบาลทำ ผมไม่เชื่อว่ามันจะมีผลอะไร เรื่องแบบนั้นไม่มีหรอก สิ่งที่คุณต้องทำคือ ต้องทำให้คนที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลตัวเลขจริงของโครงการ เพื่อเตือนสติ กระตุกหางหมาเพื่อดูว่า นโยบายนี้ใช้ได้หรือไม่ เพื่อให้กลุ่มสื่อสารมวลชน กลุ่มนักธุรกิจ นักวิชาการ นำไปใช้ได้

สถาบันเรามีแนวทางหรือมุมมองการวิเคราะห์ นำเสนอไม่เหมือนคนอื่น ยกตัวอย่างการนำเสนอ 8 ข้อเท็จจริงความเหลื่อมล้ำในไทย ทำออกมาแล้วมีคนให้ความสนใจข้อมูลเยอะ เพราะมุมมองที่เรานำเสนอไม่ใช่แค่มุมนักวิชาการอย่างเดียว เหมือนสโลแกนสถาบันที่เขียนไว้ว่า “engage analyse inform” ผมเห็นว่า นักวิชาการแม้จะเก่งวิเคราะห์ แต่ไม่เก่งในการจับโจทย์ ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรควรวิเคราะห์ เรื่องใดที่คนสนใจ หรือคนต้องการคำตอบ เราเริ่มที่ engage คือพูดคุยกับคนที่มีบทบาทในภาครัฐ และนักธุรกิจ เราก็ได้โจทย์ที่คนสนใจ เมื่อวิเคราะห์ออกไป ก็นำไปใช้ได้ แต่กระบวนการของนักวิชาการส่วนใหญ่วิเคราะห์จากข้อมูลที่มีอยู่ครบถ้วน แต่โจทย์ของผมไม่ใช่อย่างนั้น ที่สำคัญคือ คุยกับคนแล้ว ตั้งโจทย์ที่น่าสนใจ

ตั้งโจทย์ให้ถูกจุดและต้องนำไปใช้ได้คือหัวใจหลัก ?

ยกตัวอย่างงานวิเคราะห์นโยบายการคลัง รายงานการเงินทำมาสวยหรู เมื่ออ่านผลสรุปคำแนะนำทางนโยบาย บางคนเขียนไว้ว่า “ดังนั้นสิ่งที่เห็น ควรทำนโยบายการคลังอย่างมีวินัย” ไม่บอกก็รู้อยู่แล้ว นักวิเคราะห์จะมีจุดอ่อนตรงนี้ แต่ถ้าเราจับโจทย์ให้ถูกจุดมาจากคนที่มีประสบการณ์ในภาครัฐหรือเอกชน ก็จะนำไปใช้ได้

ถ้าอย่างนั้น คุณจะวิเคราะห์ ปัญหาสังคมไทยที่ตอนนี้อาการหนักอย่างไร

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วคือ ความขัดแย้ง รากฐานสำคัญมาจากความเหลื่อมล้ำหลายมิติ ยกตัวอย่างความเหลื่อมล้ำในด้านความมั่งคั่ง บ้านเรามีปัญหามานานแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำมีความสำคัญในการสร้างความขัดแย้ง ส่วนความเหลื่อมล้ำมิติอื่นๆ ด้านโอกาสและความเป็นธรรม สำคัญมาก จริงๆ แล้วช่องว่างความเหลื่อมล้ำเหล่านี้ไม่ได้ขยายตัวมากขึ้น ขณะที่มีคนพูดว่า คนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งจน ถ้าดูข้อมูลจริงๆ ไม่ได้เปลี่ยนเยอะ

ความเหลื่อมล้ำในเรื่องโอกาสและความเป็นธรรม มีผลต่อความขัดแย้งมากกว่าความเหลื่อมล้ำทางรายได้และความมั่งคั่ง กรณีนี้ผมขอเทียบเคียงกับการวิ่งแข่ง ผลชนะหรือแพ้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ตามกติกาว่า คนวิ่งเร็วที่สุด และเข้าเส้นชัยก่อนคือ ผู้ชนะ แต่ถ้าโอกาสของคนไม่เท่ากัน หมายถึงแต่ละคน มีจุดเริ่มต้นไม่เท่ากัน อย่างผมรู้นะว่า ผมวิ่งอาจไม่ชนะ แต่ผมขอมีโอกาสเข้าแข่ง ถ้าไม่ให้โอกาสก็ไม่ยุติธรรม เหมือนกรณี ถ้าผมเรียนเก่ง แต่ผมไม่มีสิทธิเรียนต่อ ผมก็ไม่มีโอกาสทางการศึกษา

อีกประเด็นที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ ความเหลื่อมล้ำทางด้านความเป็นธรรม ถ้าผมวิ่งชนะ แต่ให้อีกคนชนะ มันสร้างความเคืองได้เร็วมาก ความเหลื่อมล้ำทางความเป็นธรรม ต้องแก้ด้วยธรรมาภิบาล ยกตัวอย่างอีกกรณี สตีฟ จอบส์ ร่ำรวยกว่าคนอื่น เพราะเขาฉลาดและเก่ง ผลิตสินค้าดี คนก็รับได้ แต่คนที่รวยเพราะโกง คนก็รับไม่ได้ โจทย์กลับไปที่ว่า ถ้าจะแก้ความเหลื่อมล้ำตรงนี้ ต้องแก้เรื่องความเป็นธรรม แต่ที่ผ่านมาคนพูดเรื่องนี้ แต่ไปแก้ที่ความเหลื่อมล้ำของรายได้ จะแก้ก็แก้ยาก ยกตัวอย่าง นโยบายค่าแรงสามร้อยบาท โครงการรับจำนำข้าว ฯลฯ บอกประชาชนว่าจะช่วยลดความยากจน การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องทำให้นโยบายธรรมาภิบาลดีขึ้น มากกว่าการใช้นโยบายลด แลก แจก แถม แนวทางแบบนี้ต่อให้ทำจนตาย ก็ไม่แก้ปัญหา

คนส่วนใหญ่ได้แต่ถามว่า อนาคตประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ในสภาวะที่นโยบายยังไม่ชัดเจน คุณคิดเห็นอย่างไร

ถ้าเรากล้าทำเรื่องที่ยากๆ ไม่ว่าการวิจัย พัฒนา นวัตกรรม การศึกษา ธรรมาภิบาล ปูรากฐานชนชั้นกลางให้ดี อนาคต10 หรือ20 ปีข้างหน้า หน้าตาโครงสร้างสร้างสังคมไทย อาจเหมือนไต้หวัน ไม่มีทางที่เราจะมีโครงสร้างเหมือนญี่ปุ่น หรือเกาหลี เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจต่างกัน แต่ถ้าเทียบเคียงกับไต้หวันที่มีบริษัทเล็กๆ มีแบรนด์ นวัตกรรมแข่งกับโลกได้ การเมืองก็เล็กๆ ถ้าไทยไปทางนั้น น่าจะพัฒนาได้ ทำไมผมถึงย้ำสังคมที่อิงกับชนชั้นกลาง เพราะมองว่ามีกำลังความต้องการสร้างชาติ แต่ถ้าเน้นไปที่สังคมคนรวยหรือคนรากหญ้าจะเน้นไปที่โครงการประชานิยม จะไม่เน้นการปูรากฐานระยะยาว

แต่ถ้าพัฒนาแบบฟิลิปปินส์ โตแบบห่วยๆ ช้าๆ การเมืองแบบประชานิยม ผู้นำการเมืองของเขาโตมาจากวงการบันเทิง เป็นสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ในประเทศของเขา ระบบการศึกษาและบริการสาธารณสุขไม่ดี แต่คนรวยไม่เดือดร้อนส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศได้ ป่วยก็ไปรักษาตัวในเมืองนอก นี่คือรูปแบบสังคมของประเทศแบบหนึ่ง แต่สังคมชนชั้นกลางในบ้านเรายังสามารถหาโรงเรียนดีๆ ให้ลูกได้ การเข้าถึงการศึกษาภาครัฐและการบริการสาธารณสุข ไม่ได้แย่ขนาดนั้น แต่ปัญหาคือ คุณภาพ การศึกษาดีๆ กระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ

ผมมองว่า ถ้าเราพัฒนาไปคล้ายๆ ฟิลิปปินส์ มีปัญหาแน่ ที่ฟิลิปปินส์คนรวยมีอาณาจักรของตัวเอง เป็นหมู่บ้านใหญ่รั้วสูงล้อมรอบ เวลาเดินทางไปไหน มีรถสองคัน รถนำทางเป็นยามรักษาความปลอดภัยและสังคมฟิลิปปินส์ไม่ค่อยมีชนชั้นกลาง ดังนั้นคนรวยฟิลิปปินส์ไปตั้งรกรากในต่างประเทศเยอะมาก ผมเคยคุยกับอธิการบดีในมหาวิทยาลัยที่ฟิลิปปินส์ เขาบอกว่า ฟิลิปปินส์เป็นประเทศเดียวที่หมอกลับมาเรียนพยาบาล เพื่อที่จะไปทำงานต่างประเทศ เพราะไม่อยากอยู่ในประเทศ ถ้าเราปล่อยไปแบบนั้น หน้าตาโครงสร้างบ้านเราจะเหมือนฟิลิปปินส์ แต่ก็ขึ้นอยู่ว่าไทยเราจะดำเนินนโยบายประเทศอย่างไร

ใครๆ ก็พูดถึงการเปิดอาเซียน คุณคิดเห็นอย่างไร

เราพูดถึงการเปิดอาเซียน เหมือนการท่องจำเป็นนกขุนทอง ง่ายๆ เลยเรื่องภาษามีคนบอกว่า ต้องพูดสำเนียงให้ถูก ผมอยากถามว่า คนอังกฤษ ฝรั่งเศส ก็พูดภาษาอังกฤษสำเนียงแบบของเขา ถ้าอย่างนั้นไม่เห็นต้องแคร์เลย พูดแล้วคนฟังรู้เรื่องก็พอแล้ว ผมถามต่อว่าการเปิดอาเซียน ไทยเราจะทำอะไรที่เป็นรูปธรรม ผมมองว่า ถ้าเราคนไทยพอใจจะปล่อยทุกอย่างให้เป็นแบบเดิมก็อยู่ได้ ไม่เดือดร้อน เราอาจพัฒนาเป็นแบบฟิลิปปินส์ก็ได้

ที่ผ่านมา ไม่รู้เป็นบุญหรือกรรม โอกาสที่ไทยจะเกิดวิกฤตแบบหลังชนฝา มันน้อย ไม่เหมือนออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์ พวกเขาจำเป็นต้องปฎิรูประบบราชการเพราะทำไว้แย่ แต่เราไปไม่ถึงจุดนั้น ทั้งๆ ที่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 น่าจะปรับระบบราชการ กระบวนการงบประมาณ ก็ไม่ปรับอะไรเลย

จะเรียกว่าปัญหาคุณภาพคนได้ไหม

ถ้าจะบอกว่าให้คนดีมาบริหาร แล้วทุกอย่างมันจะดีเอง มันไม่ใช่นะ แล้วทำไมต้องปฎิรูปการศึกษา คุณคิดยังไง ทุกคนรู้ว่าจำเป็น แต่ทำไมไม่เกิดขึ้น ผมก็อยากถาม เพราะนักวิชาการต่างๆ พูดถึงปัญหาการศึกษาเหมือนกันหมด ทุกคนรู้ว่าสำคัญ ทำไมปล่อยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถูกเปลี่ยนตัวบ่อยมาก ถ้าถามผมว่าทำไมเป็นอย่างนั้น ต้องกลับมาที่ประชาชน เมื่อยอมรับไม่ได้แล้วจะทำยังไง บ้านเราไม่ค่อยมีปัญหาไฟดับ น้ำประปาไม่ไหล ถ้าเกิดขึ้นบ่อยๆ เราคงรับไม่ได้ แล้วทำไมเราไม่มองปัญหาการศึกษาเหมือนปัญหาไฟฟ้า ถ้ามีปัญหาเราเรียกร้อง ผมจำได้ว่า นายกรัฐมนตรีลักแซมเบิร์ก พูดไว้ว่า "เขารู้ว่าเขาจะทำอะไร แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ถูกเลือกมา" จะทำอย่างไรให้เรื่องที่ยาก มันง่ายที่จะทำ ถ้าพูดถึงปัญหาการศึกษา ผมเองก็ไม่ชอบใช้คำว่า ปฎิรูปการศึกษา ผมคิดว่าสังคมไทยมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่พอทำได้มากกว่าเรื่องใหญ่ และทำได้เลย

ช่วยยกตัวอย่างเรื่องเล็กๆ ที่ทำได้เลยสักนิด ?

ยกตัวอย่างในอาฟริกามีการเปิดเผยข้อมูลการใช้เงินในโรงเรียนต่างๆให้พ่อแม่เด็กเห็น เมื่อพวกเขาเห็น ก็เรียกร้องคำอธิบายจากครูใหญ่ในกรณีใช้เงินไม่เหมาะสม ถ้าการศึกษาสำคัญเหมือนเรื่องไฟฟ้า เราก็ต้องเรียกร้องการเปิดเผยตัวเลขการใช้งบ ในงานวิจัยที่สถาบันทำ พบว่าผู้นำระดับประเทศเรา ไม่เดือดร้อนที่โรงเรียนในเมืองไทยห่วย เขาก็ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ลองบังคับนักการเมืองในเมืองไทยส่งลูกไปเรียนในพื้นที่โรงเรียนเทศบาล (หัวเราะ)สิ

ก็กลับมาที่ทำไมสังคมชนชั้นกลางสำคัญ เพราะเป็นสังคมที่มีปากมีเสียง ส่วนคนระดับรากหญ้า คนบริหารก็คิดว่า ให้โครงการลด แลก แจก แถมก็จบ แต่ถ้าคนที่มีเสียงในสังคม ก็จะเรียกร้องนั่นนี่ เสียภาษีไปแล้ว แต่ไม่ได้อะไรกลับมา ก็ต้องเรียกร้อง

การเปิดเผยตัวเลขการใช้เงินงบประมาณแต่ละส่วนของโครงการใหญ่ภาครัฐ ทำได้จริงหรือ

นี่แหละคือหัวใจเลย ผมพยายามขายไอเดียในหลายเวที ง่ายๆ เลยทุกโครงการที่ใช้เงินระดับพันล้านบาท ขอแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ใช้งบส่วนนี้วิเคราะห์ผลดีผลเสีย เปิดเผยตัวเลขข้อมูลการใช้งบประมาณต่อสาธารณชน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส จากวิกฤตปี 40 แม้จะมีปัญหาอื่นๆ แต่ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากเงินสำรองประเทศหมด ปัจจุบันโอกาสที่จะเกิดขึ้นแบบนั้นน้อยมาก เพราะตอนนี้แบงค์ชาติ เปิดเผยข้อมูลเงินสำรองประเทศ และข้อมูลสินค้าที่ขายล่วงหน้า

การเปิดเผยข้อมูลตัวเลขข้อเท็จจริงนโยบายการใช้เงิน ทำให้คนในชาติรู้ว่า ควรดำเนินธุรกิจต่ออย่างไร และบ้านเราไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการประเมินผล ทำการประเมินผลเหมือนแก้บน ก็จ้างที่ปรึกษาเขียนรายงาน ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลตอนที่ทำโครงการ ถ้าทำได้ สื่อก็รายงานให้ประชาชนรู้ นักวิเคราะห์ก็เข้ามาดูได้ ที่พวกเขาไม่อยากเปิดเผยเพราะมีเรื่องผลประโยชน์ อีกกรณีที่ผมเห็นคือ รายงานจากกระทรวงการคลัง นำเสนอตัวเลขจีดีพี ผมว่าไม่ค่อยมีสาระ เรื่องแบบนี้ให้นักวิเคราะห์ธนาคารทำก็ได้ สิ่งที่ต้องการคือ เปิดเผยข้อมูล ซึ่งหาที่อื่นไม่ได้ ข้อมูลการเบิกจ่ายที่ละเอียดของกระทรวง ข้อมูลรัฐวิสาหกิจ ข้อมูลกองทุนนอกงบประมาณ ไม่ใช่มานั่งเขียนรายงานภาพรวมเศรษฐกิจ

นั่นทำให้คุณหงุดหงิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ?

ผมว่าทุกคนรู้สึกอย่างนั้น สิ่งที่ผมหงุดหงิดมากที่สุดคือ เวลาถกเถียงกัน ไม่ได้ถกเถียงกันบนข้อมูลและเหตุผล แต่ถกเถียงโดยดูว่า คุณเป็นฝ่ายไหน คุณคิดแบบนี้เพราะคุณอยู่ฝ่ายนั้น ถ้าอยู่อย่างนี้ จะพัฒนาประเทศลำบาก

จำต้องรื้อโครงสร้างสังคมไทย ?

ผมไม่ได้คิดในมุมที่ว่า มารื้อความคิดแล้วมารักกัน ผมคงทำในสิ่งที่ผมทำได้ ข้อมูลและข้อเท็จจริง มันมีพลังในระดับหนึ่ง ถึงแม้คุณจะอยู่ฝ่ายไหน ข้อเท็จจริงที่เปิดเผย ถ้านำมาใช้ ก็พอทำให้เห็นอนาคตของประเทศ

เรื่องไหนที่คุณอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทย

อยากเห็นการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าการแข่งขันกันเอง ในทางวิชาการ ผู้บริหารบางมหาวิทยาลัยบอกว่า มหาวิทยาลัยที่เขาบริหาร เป็นที่หนึ่งของประเทศ ภูมิใจในความเป็นเลิศ แต่ไม่เคยคิดว่า ที่หนึ่งในเมืองไทย แล้วเป็นที่เท่าไหร่ของโลก ที่ผ่านมาคนไทยทะเลาะกันเยอะ ถ้าเราไปแข่งกับคนอื่นบ้าง จะได้เห็นเรื่องอื่นๆ คนฟิลิปปินส์ก็เคยคิดว่า อยู่ๆ กันไป ผ่านไปสิบปีไทยแซงหน้าพวกเขา เวียดนาม 20 ปีที่แล้ว เทียบกับไทยไม่ได้เลย ตอนนี้เศรษฐกิจเวียดนามดีขึ้น

การแข่งขันกับเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้ ไทยก็มีความโดดเด่นในภูมิภาคนี้ ไทยเป็นคู่ค้ากับจีนและญี่ปุ่น การลงทุนของญี่ปุ่นในเอเชีย ไทยอยู่ในอันดับสอง รองจากจีน แม้จีนจะไม่ค่อยลงทุนในไทย แต่เราไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับจีน ตอนนี้เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ทะเลาะกับจีน โอกาสที่เราเป็นมิตรที่ดีกับจีนและญี่ปุ่นมีผลในการเปิดการค้า

..........................

คุณ...อยากเห็นแบบนี้อีกไหม

-เด็กจากครอบครัวที่รวยที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ได้รับการศึกษาในระดับปริญญาตรีมากกว่าเด็กจากครอบครัวจนที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ถึง 3 เท่า

-หมอหนึ่งคนดูแลผู้ป่วยในกรุงเทพฯน้อยกว่า 1,000 คน แต่หมอ 1 คนในอีสาน ดูแลคนไข้มากถึง 5,000 คน

-สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 คนปี 2554 แต่ละครอบครัวมีทรัพย์สินเฉลี่ย 81 ล้านบาท ถ้านำทรัพย์สินส.ส.ทั้งหมดของ 500 ครอบครัวมารวมกันจะมีมูลค่าประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ปริมาณพอๆ กับทรัพย์สินของครอบครัวเกือบ 2 ล้านครอบครัวรวมกัน

-อันดับความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งไทยอยู่อันดับ 162 จาก 174 ประเทศ ใกล้เคียงกับเวเนซูเอลา (อันดับ 161) และอินโดนีเซีย (อันดับ 163) มาเลเซียดีกว่าไทยเล็กน้อย (อันดับ 159) ข้อมูลปี2556

- 10 เปอร์เซ็นต์ของเจ้าของที่ดินที่มีที่ดินมากที่สุด ถือครองที่ดินเป็นสัดส่วนถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของที่ดินทั้งหมด

-ข้อมูลจากนิตยสาร Forbes ปี 2554 มูลค่าทรัพย์สินของ 50 มหาเศรษฐีไทย เฉลี่ยมีมูลค่าสูงถึง 5.2 หมื่นล้านบาท ร่ำรวยกว่าครอบครัวที่รวยที่สุดที่ทำการสำรวจ 250 เท่า เพราะครอบครัวรวยที่สุดมีทรัพย์สินแค่ 200 ล้านบาท มีรายได้ 7 ล้านบาทต่อเดือน

-จากการสำรวจครอบครัวที่จนที่สุด 10 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 2 ล้านครอบครัว มีรายได้เฉลี่ย 4,300 บาทต่อเดือน ส่วนครอบครัวที่รวยที่สุด10 เปอร์เซ็นต์ มีรายได้เฉลี่ย 90,000 บาทต่อเดือน

-ถ้าเทียบความแตกต่างของรายได้ปี 2529 กับปี 2554 จากครอบครัวรวยที่สุด 10 เปอร์เซ็นต์ และครอบครัวจนที่สุด 10 เปอร์เซ็นต์ ผ่านมา 25 ปีรายได้ต่างกันเล็กน้อย จาก 20 เท่าเป็น 21 เท่า

ฯลฯ

.....................

หมายเหตุ : ข้อมูลจากงานศึกษาเรื่อง 8 ข้อเท็จจริง ความเหลื่อมล้ำในไทย ปี 2554 ของสถาบันอนาคตไทยศึกษา