ฮอตโซเชียลฯ ระหว่าง2ศิลปินแห่งชาติ "สุชาติ สวัสดิ์ศรี-สุรชัย จันทิมาธร" มองต่างมุม.. มิ่งมิตร สีเสื้อ และรัฐประหาร57
กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงนักเขียน..ร้อนโซเชียลออนไลน์อยู่ในขณะนี้ สำหรับสุชาติ สวัสดิ์ศรีศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2554กับ สุรชัย จันทิมาธรศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2553 ต่างมีมุมมองต่อสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้
จากเฟซบุ๊คสุชาติ สวัสดิ์ศรี (3มิ.ย.)
ผมตกใจอยู่เล็กๆ เมื่ออ่านพบความเห็นประเภท “ประท้วงทำไม รัฐประหาร ทำไมไม่กล้าบอกว่าเอาทักษิณคืนมา เอายิ่งลักษณ์คืนมา เอาเสื้อแดงคืนมา น่าจะตรงประเด็นกว่า”
ผมนั้นมีความเห็นชัดเจนว่า “ไม่เอาทักษิณ” มาก่อนมีกลุ่มพันธมิตรฯประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วยซ้ำ และเคยไปแสดงความเห็นที่ท้องสนามหลวงด้วยความเห็นว่าทักษิณเป็น “ตัวปัญหา” มาตั้งแต่ก่อนปี 2549
อีกทั้งต่อมาก็ไม่ถือตัวเองว่าเป็น”แนวร่วม”ของ นปช.ด้วย จะเรียกผมว่า “สลิ่ม” หรือ “โรคประจำศตวรรษ” ที่เห็นว่าประชาชนในแต่ละฝั่งข้างต่างก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือตกเป็นเหยื่อของทักษิณ และ “คนประเภททักษิณ” ในแวดวงการเมืองไทยตลอดมาตั้งแตการทำรัฐประหารของทหารเมื่อ พ.ศ. 2490 ก็ว่าได้
กล่าวคือผมไม่ค่อยเชื่อในชัยชนะของประชาชนอย่างสมบูรณ์มาตั้งแต่หลังเหตุการณ์14ตุลาคม 2516 และการเข้ามาของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยตั้งแต่่เมื่อ 40 ปีก่อนด้วย อีกทั้งไม่ไว้ใจ “อำนาจจากทหาร” มาแต่ไหนแต่ไร เพราะประวัติศาสตร์การเมืองของไทย ทหารมักอ้างเหตุเข้ามา “ล้างท่อ” ( คำของสุรชาติ บำรุงสุข) ทุกๆเวลา 8-9 ปืต่อครั้ง ผมไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองใดๆทั้งนั้น แม้ในช่วงกระอักเลือดหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ผมก็ตัดสินใจไม่เข้าป่า
ดังนั้น กิจกรรมทางการเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการถูกชวนให้ “เข้าพรรคการเมือง” ตลอดรวมทั้งกิจกรรมทางการเมืองต่างๆในเวลาต่อมา ผมไม่เอาทั้งนั้น ไม่ว่าจะมีคนรู้จักชักชวนแบบไหนก็ตาม ผมเป็นเพียงคนทำหนังสือ เขียนหนังสือเล็กๆคนหนึ่งเท่านั้น
ทั้ง นปช. และ กปปส. ผมก็มีคนรู้จักที่เลือกข้างแล้วมาชักชวนให้ไปขึ้นเวทีทั้งของ นปช. และ กปปส. แต่ผมก็ยืนยันว่าผมไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมือง ชักชวนยังไงผมก็ไม่ไป
ฝ่ายเหลืองมาหา ผมก็บอกเขาว่า “ผมไม่ไปเป็นแดง คุุณก็นำจะดีใจแล้ว”
ฝ่ายแดงมาหา ผมก็บอกว่า “ผมไม่ไปเป็นเหลือง คุณก็นำจะดีใจแล้ว “
ล่าสุดก่อนหน้าทหารจะออกมา “ล้างท่อ” เล็กนัอย มีใครคนหนึ่งอยากขอเอาชื่อผมในฐานะ “ศิลปินแห่งชาติ” ไปปรากกบนเวที กปปส.ร่วมกับ “ศิลปินแห่งชาติ” คนอื่นๆอีกหลายคน ผมก็บอกเขาไปอย่างสุภาพว่า ผมเป็น “โรคประจำศตวรรษ” เขามองผมอย่างงงๆ แล้วก็คงคิดว่าผมพูดเล่น แต่ก็เข้าใจทันทีว่าผมปฎิเสธ หลังจากนั้นอีกไม่นานก็ยังมีเพื่อน กปปส.ติดต่อมาอีก คือเขาอยากขอภาพเขียนของผมไปประมูล “หาเงินช่วยลุงกำนัน” แต่ผมก็ไม่ให้ ผมบอกเขาไปอย่างสุภาพอีกเช่นกันว่า งานของผมไม่ถึงระดับ “ลูกศิษย์อาจารย์ศิลป์”หรอก อย่าเอาไปเลย ชักแม่น้ำทั้งห้าว่าอย่าเลย จากนั้นเขาก็ไม่มาตอแยผมอีก
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้นี้ก็เพื่อบอกว่า ผมเองไม่เอาทักษิณมานานแล้ว และก็ไม่ไว้ใจหมู่คณะของเขาบางคนเช่นกัน แม้บางคนจะเคยทำงานด้านหนังสือกันมาก่อนก็ตาม อย่างไรก็ตาม ผมมีพื้นที่ว่างเหลือไว้ไตร่ตรองเป็นเรื่องๆไปทั้งส่วนของ กปปส. และ นปช. ซึ่งส่วนใหญ่แล้วบางคนเคยเป็นเพื่อมมิตรทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องกันมาก่อนทั้งนั้น ผมมีที่ว่างเสมอสำหรับเพื่อน แม้หลายคนจะเต็มกลืน และเคยมีบาดแผลกันมาในอดีต
แต่ปัจจุบันก็คือปัจจุบัน เราต้องดูกันเป็นเรื่องๆตามเหตุตามปัจจัย การเมืองผ่านมา แล้วก็ผ่านไป แตคำว่า “เพื่อน”น่าจะคงรักษาระยะห่างไว้เพื่อฟังเสียงข้างในของแต่ละคนเมื่อเวลาผ่านเลย รวมทั้งผมก็ให้เวลากับฝ่ายทหารค้วย บางทีเขาอาจตกอยู่ในภาวะ “นำ้ท่วมปาก”ก็ได้ เขาอาจจะมีเจตนาดีก็ได้ แต่เรื่องนี้ยังไม่มีรูปธรรมชัดเจน ดังนั้นก็ต้องดูกันต่อไป ไม่ใช่ไปด่วนยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษ ทั้งที่ยังไม่มีผลงาน “เพื่อประชาชน”อย่างเห็นผล
ตรรกะที่มีเพื่อนคนหนึ่งเขียนไว้ว่า“ประทัวงทำไมรัฐประหาร..ทำไมไม่กล้าบอกว่าเอาทักษิณคืนมาเอายิ่งลักษณ์คืนมาเอาเสื้อแดงคืนมา..”
บอกตรงๆผมรับไม่ไหวจริงๆแม้จะเป็นเพื่อนร่วมกลุ่มร่วมก๊วนกันมา ผมก็รับไม่ไหวจริงๆ นอกจากนั้นก็มีเพื่อนๆน้องๆบางคนช่างไม่รักษาระยะห่างไว้บ้างเลย คือคล้ายๆจะสุดจิตสุดใจมีความเห็นไปทาง “เชียร์การยึดอำนาจ” แต่ผมไม่เอาด้วยหรอก อย่างน้อยก็ในทางหลักการและในทางสัญลักษณ์ การเชียร์รัฐประหารอย่างออกนอกหน้าของพวกเขาทำให้ผมสะอิดสะเอียน พวกเราบางคนเคยร่วมอ้วกกันมาเมื่อตอนเป็นหนุ่มๆก็จริง และก็ต่างเคยผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาไม่นัอย บางคนเป็นศิลปินแห่งชาติ บางคนเป็นนักเขียนรางวัลศรีบูรพา บางคนเป็นกวีรัตนโกสินทร์ บางคนเป็น “..จารย์ใหญ่เพลงเพื่อชีวิต”
ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมจึงไม่เก็บรับบทเรียนทำไมเราจึงต้องมาอ้วกรดกันในตอนนี้ด้วยไหนว่าชอบเมอร์โซจากเรื่อง “คนนอก” ของอัลแบร์ต์ กามูส์ ช่างไม่รู้หรือไงว่า แสงจากดวงอาทิตย์มันอาจทำให้ตาบอดได้
แต่ที่ผมตกใจมากไปกว่านั้นก็คือมีผู้กด “ถูกใจ” จนบัดนี้นับจำนวนเกิน 300เข้าไปแล้ว และที่เห็นชื่อบางคนต่างก็ล้วนเป็นเพื่อนๆน้องๆที่รู้จักกันส่วนใหญ่ นี่พวกเขาเชียร์ทหารเรื่องการทำรัฐประหารเช่นนั้นจริงๆหรือ หรือว่าพวกเขาเป็นเพียงแฟนเพลง”เพื่อชีวิต”ที่ขึ้นเสียงใน “ผับเพื่อชีวิต”ได้อย่างออกรสเมื่อถึงตอนที่บอกว่า “…ทุนนิยมจักถูกทำลาย”
..ผมใกล้กำลังใกล้จะอ้วกแล้ว..ช่วยหยิบกระโถนแห่งกระโถนมาให้ผมหน่อย !
00000
จากเฟซบุ๊ค ท.เสน สัญจร (สุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน) 4 มิ.ย.
เรียนท่านสวัสดิ์ศรี สุชาติ ครับพี่
อย่าถือว่าเป็นวิวาทะอะไรกันเลยครับ ผมคงมิเกิดอหังการ์อะไรขนาดนั้นได้ อีกประการหนึ่ง ผมก็เผลอลืมเกียรติตำแหน่งที่สังคมหยิบยื่นให้ในบางเวลาที่มันติดพันกับภาระหน้าที่อันเป็นกังวลอยู่ ภาระหน้าที่ดังกล่าวก็มิใช่เป็นสิ่งที่ใครเขาหยิบยื่นให้ทำ ผมไปคิดเองทำเองทั้งสิ้นในสำนึกง่ายๆว่าเราเป็นหนึ่งในสังคมที่เป็นอยู่อันหลากหลาย พื้นที่ผมใช้อยู่เป็นที่เฉพาะตนด้วยซ้ำไป ผมดีใจที่มีสนามส่วนตัวได้แสดงออกเท่าที่มีโอกาส โดยไม่เป็นการรบกวนกระบวนการตรวจสอบจากบรรณาธิการใดๆ แปลว่าผมมีหนังสือของผมเองที่อาจจะมีคนอ่านอยู่ร้อยสองร้อยหรือถึงสามร้อยคนแล้วแต่กรณี ผมก็ค่อนข้างจะมีความสุขเล็กๆที่มีโอกาสฝึกคิดฝึกเขียนอยู่เสมอๆ อันนี้คือปณิธานที่ตั้งไว้
ในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา ผมเพิ่งรู้ตัวว่ายังพอฟื้นงานเขียนอันเป็นที่รักมาแต่เริ่มต้นได้ โดยไม่เกร็งไม่แข็งจนด้านไปเหมือนที่เคยกังวล สิ่งที่น่ากลัวสำหรับนักเขียนก็คือ เขียนหนังสือไม่ออกหลังจากเขาเขียนมาแล้วระดับหนึ่ง ปัจจุบันนี้บทกลอนที่ผมเขียนสั้นๆลงเฟซบุ๊ค เพียงปรารถนาฝึกมือเท่านั้น เหมือนช่างเขียนรูปถ้าไม่หมั่นสเก็ทช์ มือของเขาก็จะไม่เดินเส้นได้สะดวก
ผมเขียนเรื่องสั้นสองเรื่องครึ่ง(หมายถึงเรื่องที่สามกำลังเขียนอยู่) ผมก็ไม่อยากจะส่งไปลงพิมพ์ที่ไหนเหมือนที่เคยทำ ผมเก็บมันไว้ตรวจทานแก้ไขทีละน้อย ไม่ดิ้นรนที่จะอยากตีพิมพ์เหมือนอย่างเคย และยังอยากเขียนให้ได้มากกว่านี้ ทั้งที่ไม่ค่อยมีเวลา
เวลาหมดไปกับการทำมาหากิน อาชีพวงดนตรีสำหรับผมยังพอหากินได้ มันเป็นรายได้เดียวที่ทำให้ผมดำรงชีวิตอยู่ โดยไม่ต้องแบมือขอเงินใครอย่างที่เคย ความตั้งใจประการหนึ่งก็คืออยากอยู่ให้ได้เหมือนลิเกหมอลำเขาเคยอยู่กันมา เพลงที่เราเขียนเราร้องก็น่าจะเป็นเช่นนั้น หรือมิใช่
สำหรับบางช่วงบางชีวิตที่ผ่านมา มันคงเป็นวิถีที่ต้องเป็นไป ไม่ว่าการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายๆครั้ง แม้กระทั่งการเข้าป่าจับปืน แต่ละเรื่องแต่ละราวคุณเชื่อไหมว่ามันเป็นความพึงใจ ผมไม่เคยกระสันในลาภยศของชัยชนะหรือพ่ายแพ้ ผมว่ามันเป็นเพียงหนึ่งสิ่งในชีวิตร่วมอันหลากหลายดังกล่าวไปแล้ว สำหรับผมประสพการณ์ทั้งหมดมันยังมีค่ามากมายในชีวิตอันเส็งเคร็ง มีค่ามากจนล้นเกินที่จะเก็บในความทรงจำ โลกกว้างกว่าที่เราคาดคิดจริงๆ
ดังที่กล่าว ผมมิปรารถนาวิวาทะใดๆกับเพื่อนพ้องทางน้ำหมึก ถ้าความรู้สึกใดๆที่เกิดขึ้นกับคุณจะพาลทำให้คุณรู้สึกป่วย ก็ต้องขออภัยจริงๆ อย่าซีเรียสทางการเมืองให้มากนัก ผมก็อยู่กับมันมาจนพอจะรู้จักมักจี่ ผมว่าการเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ ทั้งอำนาจ บารมีต่างๆ ผลประโยชน์ใดๆ ถ้าจะตกเป็นของประชาชนก็เป็นสิ่งที่ดีและควรทำ ในทางตรงข้ามก็ไม่ควรทำ
ประการหนึ่งที่อยากจะขอร้องสำหรับความเป็นเพื่อนกรุณาลบคำว่าอยากอ้วกด้วยได้ไหม เรื่องแบบนี้เขาไม่ต้องบอกกัน ถ้าเป็นโต๊ะเหล้าก็เชิญไปอ้วกเองที่ห้องน้ำ อ้วกบนโต๊ะไม่ไหวครับพี่ วง แตก!





