วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยอดเพชร

ผมอุทานตามชื่อเรื่องทันทีที่เลี้ยวรถเข้าไปจอดหน้าลานวัดจันทราวาส ในตัวเมืองเพชรบุรี

และเห็นโบสถ์ในสถาปัตยกรรมไทยทั่วๆ ไป สีออกโทนขาว ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าในฉากฟ้าสีฟ้าของปลายเดือนพฤษภาคม สีขาวส่วนใหญ่ที่มองเห็นในตัวพระอุโบสถ คือปูนปั้นฝีมือขั้นเทพของช่างปูนเมืองเพชรอันลือชื่อ เสา กรอบหน้าต่าง กรอบประตู เชิงชาย หน้าบัน สีขาวจึงดูโดดเด่น เข้าไปดูรายละเอียดใกล้ๆ จะเห็นว่าช่างใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของสิ่งตกแต่ง โดยเฉพาะที่เป็นบุคล แม้กระทั่งรอยยิ้มเล็กๆ ช่างก็ไม่ได้ละเลย นี่คือฝีมือปั้นปูนอันเอกอุของช่างปูนปั้นตระกูลช่างเมืองเพชร หนึ่งในหลายๆ ช่างฝีมือที่ขึ้นชื่อของเมืองเพชร

อันที่จริง ถ้าท่านผู้อ่านได้มีโอกาสเที่ยวตามวัดวาต่างๆ ในเมืองเพชร ก็จะเห็นการตกแต่งปูนปั้น ตามหน้าบันพระอุโบสถ วิหาร แท่นของเสมา หรือแม้กระทั่งตกแต่งทั้งโบสถ์อย่างวัดจันทราวาส สีที่โดดเด่นคือสีเนื้อปูนที่ผ่านขั้นตอนการผสมสูตร เมื่อแห้งก็จะเป็นสีขาวแลดูคลาสสิคสะอาดตา ไม่ต้องไปทาสีทับทำให้งานปูนปั้นดูด้อยค่าลง แต่ถ้าจะดูปูนปั้นเก่าแก่ให้ไปดูที่วัดไผ่ล้อม(ข้างเรีอนจำ) นอกจากลายที่อ่อนช้อยและสวยงามแล้ว ผนังภายในคือสุดยอดงานปูนตกแต่งโบสถ์ที่ไม่เคยเห็นที่ไหน ที่วัดจันทร์ฯคือปูนใหม่ แต่ที่นี่ปูนเก่า ส่วนที่ไหนจะสวยกว่ากันนั่นก็แล้วแต่คนชอบแล้วละครับ

ไปที่หลวงพระบางว่ากันว่ามีวัดชนวัด หรือมาเชียงใหม่ วัดวาอารามก็แทบจะติดๆ กัน แต่อย่าลืมว่าทั้งสองเมืองนั้นคือเมืองหลวง มีผู้คนอยู่มากมาย ต่างจากเพชรบุรีที่เป็นเมืองเล็กๆ ในประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางการปกครองอะไรมาก(เล็กกว่าราชบุรีด้วยซ้ำไป) แต่กลับมีวัดติดๆ กัน ถนนบางเส้น วัดเรียงติดกันเพียงรั้วกั้น 3-4 วัด แทบไม่มีบ้านคนกั้น บางย่านวัดหันหลังชนกันทั้ง 4 มุม

เพชรบุรีนั้นน่าจะขึ้นชื่อในเรื่องบ้านทรงไทยไม่ต่างอะไรกับทางอ่างทอง สิงห์บุรี บ้านเรือนในเพชรบุรีแต่เดิมมีแต่ทรงไทยทั้งสิ้น บ้านนอกบ้านนา ชาวบ้านธรรมดาทั่วๆ ไป ถ้าจะปลูกเรือนก็ยังเป็นเรือนไทย เสียดายที่เดี๋ยวนี้รื้อกันไปเยอะแล้ว แต่ก็ยังเหลือพอมีให้เห็นที่เป็นเรือนไทยอายุเกือบๆ ร้อยปี บ้านผมเองที่เพชรบุรี ก็เคยเป็นบ้านทรงไทย 3 หลังติดกัน มีเรือนขวาง มีชานเรือนกลางแจ้งเหมือนกัน ก็เพิ่งรื้อไปไม่กี่ปี ถ้านับอายุบ้านตั้งแต่สมัยปู่ก็ไม่ต่ำกว่า 90 ปี

เพราะเหตุนี้บรรดากุฎิสงฆ์ในวัดต่างๆ ของเมืองเพชร จึงยังเป็นหมู่กุฏิแบบเรือนไทยทั้งสิ้น เป็นกุฏิสงฆ์ทรงไทยหลายๆ หลัง สร้างล้อมศาลาโล่งตรงกลาง แล้วแต่เดิมศาลากลางกุฏิสงฆ์ล้อมนี้จะเป็นที่ทำบุญวันพระใหญ่ ที่ตั้งศพเวลามีงานศพ การที่มีศาลาแยกออกไปต่างหาก เพิ่งจะมาเป็นที่นิยมในตอนหลังๆ นี้เอง วัดหลายวัดในเมืองเพชรยังคงมีหมู่กุฏิสงฆ์แบบเก่าที่สมบูรณ์มาก บางวัดเป็นของเก่าอย่างวัดกุฏีดาว วัดพระทรง มีหลายวัดที่ซ่อมแซมใหม่แต่ก็ยังคงเป็นเรือนเป็นทรงไทยแบบเดิมอยู่ดี

ศาลาการเปรียญหลายวัดที่สร้างขึ้นมาจึงเป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอื่นๆ ทำบุญ ฟังเทศน์ เราจึงเห็นธรรมาสน์ของหลายวัดที่เป็นฝีมือขั้นครู เห็นแล้วเหมือนต้องมนต์ธรรมาสน์ คือมันสวยและอ่อนช้อยด้วยการตกแต่งที่วิจิตรบรรจง อย่างธรรมาสน์ที่ศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม วัดลาด และที่ถือว่าสุดยอดของธรรมาสน์เมืองเพชร ต้องยกให้ธรรมมาสน์วัดชีว์ประเสริฐ

พูดถึงวัดลาด วัดนี้มีกุฏิสงฆ์เก่าแก่ที่คลาสสิคแต่เสียดายที่เดี๋ยวนี้ล้อมสังกะสีรอรื้อเพราะไม่มีการใช้งานแล้ว ศาลาการเปรียญของวัดนี้ รูปลักษณ์คล้ายศาลาการเปรียญของวัดใหญ่ฯ หลังคามุงด้วยกระเบื้องกาบู(กาบกล้วย)แบบเป็นลอนๆ รูปทรงสถาปัตยกรรมน่าจะร่วมสมัยกับศาลาการเปรียญวัดใหญ่ฯ คือราวอยุธยา พอเข้าไปในศาลาการเปรียญนอกจากเห็นธรรมาสน์แล้ว เพดานศาลา จะเป็นแผ่นหวายสาน เป็นคำภาษาบาลีแปะทั้งบทสวดติดเป็นฝ้าเพดานทั้งศาลา สารภาพว่าผมเพิ่งเคยเห็นแบบนี้ที่นี่เท่านั้น อาจจะเคยเห็นเขาสานเป็นคำสั้นๆ สวัสดีปีใหม่อะไรพวกนี้ แต่นี่เป็นบทสวด อะไรจะน่าทึ่งขนาดนี้

ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดต่างๆ ในเพชรบุรีนั้น บอกได้เลยว่าไม่ทำให้เสียชื่อช่างฝีมือเมืองเพชร ภาพเทพชุมนุมในวิหารวัดพระมหาธาตุ หรือในพระอุโบสถวัดใหญ่สุวรรณารามนั้นถือว่าเป็นสุดยอดของภาพจิตรกรรมฝาผนังแล้ว แต่เมื่อมาได้เห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดเกาะแก้วสุทธารามแล้ว ราวต้องมนต์ ภาพจะอยู่ในพระอุโบสถ เขียนด้วยสีฝุ่นผสมกาว โดยผนังด้านหน้าพระอุโบสถเป็นภาพจักรวาลตามคติโบราณ ส่วนผนังด้านหลังพระประธานเป็นภาพพุทธประวัติตอนมารผจญที่สวยงามมาก เห็นแล้วอึ้งเชียว

ผนังด้านทิศใต้ เป็นภาพพุทธประวัติตอนสำคัญที่เกิดขึ้น ณ สถานที่สำคัญ 8 แห่ง เรียกว่า “อัฏฐมหาสถาน” แทรกอยู่ระหว่างภาพเจดีย์ ใต้ภาพฉัตรส่วนผนังด้านทิศเหนือเป็นภาพแสดงสถานที่สำคัญที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับหลังตรัสรู้แล้ว 7 แห่ง เรียกว่า “สัตตมหาสถาน” แทรกอยู่ระหว่างภาพเจดีย์ใต้ภาพฉัตรเช่นเดียวกัน เหนือขึ้นไปเป็นภาพนักสิทธิ์วิทยาธร และคนธรรพ์ทั้งหลาย ที่วาดเป็นคนชาติต่างๆ ที่มีบุคลิกโดดเด่น รวมทั้งมีระบุ พ.ศ.2277 คงเป็นช่วงที่เขียนภาพ พอเทียบเคียงกันก็จะตรงกับสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ.2275-2301) พอดี วัดนี้จึงน่าสร้างขึ้นก่อนหรือในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนี่เอง นอกจากนี้ในวัดเกาะแก้วสุทธาราม ยังมีศาลาการเปรียญ เจดีย์สวยๆ ให้ดูด้วย เป็นวัดที่สงบเงียบ น่าไปเที่ยวชมอย่างมาก

ดูงานศิลป์จนอิ่มใจแล้ว มาดูของกินที่เป็นเอกลักษณ์เมืองเพชร ร้อนๆ แบบนี้ไม่มีอะไรเกิน“ข้าวแช่”

ข้าวแช่นั้นถือเป็นของกินเล่นๆ ให้ชื่นใจในหน้าร้อน แต่กรรมวิธีไม่ใช่เล่นๆ ข้าวก็เป็นข้าวหุงธรรมดาเดี๋ยวนี้จะใช้ข้าวเหลืองปะทิว หุงแล้วเอามาขัด(แกว่ง) ให้เหลี่ยมข้าวหายเป็นเม็ดมนสวย น้ำจะเป็นน้ำต้มสะอาด ใส่หม้อดินเอามะลิตูม(เพื่อให้ไปบานข้างในหม้อ) กระดังงาแก่ และอบควันเทียน ค้างไว้ 1 คืน กลิ่นหอมของดอกไม้และควันเทียนจะกลบกลิ่นข้าว(เขาจึงไม่ใช้ข้าวหอมมะลิ) และเครื่องปรุงกลิ่นของน้ำจะเป็นกลิ่นโทนเย็น ได้กลิ่นแล้วชื่นใจ ส่วนกับนั้นจะมีเนื้อปลากระเบนฝอย หัวไชโป้วผัดหวานและลูกกะปิ (มะพร้าว-กระชาย-กะปิเผา ผัดให้เข้ากัน แล้วปั้นเป็นลูกเล็กๆ แล้วจึงชุบไข่ ทอดอีกที)

ข้าวแช่นั้นเขาไม่ได้กินให้อิ่มแต่กินเล่นให้ชื่นใจ แต่ก่อนน้ำที่จะเอามาแช่ข้าวจะใส่โอ่งดินใหญ่ให้เย็น แต่เดี๋ยวนี้ใส่น้ำแข็ง แต่ก็ยังไม่ทิ้งรสข้าวแช่เมืองเพชรที่หอมเย็นชื่นใจรสชาติติดลิ้นกลิ่นแตะจมูก มีหลายที่ที่ขายในเมืองเพชร แต่ผมจะไปทานก๋วยเตี๋ยวเจ๊กเม้งหน้าจวนผู้ว่าฯ ร้านอร่อยขึ้นชื่ออีกอย่างของเมืองเพชรอยู่แล้ว เลยแนะนำให้ไปกินข้าวแช่แม่นิด ตรงข้ามร้านก๋วยเตี๋ยวนั่นแหละ ชุดละ 20 บาท ราคาถูกแต่เข้าถึงเมืองเพชรแท้ ส่วนของฝากอะไรจะมาขึ้นชื่อเท่าขนมหวานเมืองเพชร สารพัดแม่ แต่ผมแนะนำร้านแม่ปิ่น หรือร้านบุญสม ไม่ทำแบบโหล แต่ตั้งใจทุกถาดทุกชิ้น ไว้มีโอกาสจะพามาชิมขนมหวานเมืองเพชรสักที

เรียกว่าอิ่มทั้งงานศิลป์ อิ่มทั้งอาหารท้องและไม่พร่องของฝาก ผมเองแม้เป็นคนบ้านนั้นแต่ก็ไม่ได้ลงมาดูรายละเอียดของดีเมืองเพชรมากขนาดนี้ นี่ถ้าจะดูจริงๆ แค่ในตัวเมือง 2 วันอาจจะไม่พอด้วยซ้ำ เพราะทั้งหลายทั้งปวงล้วนคือยอดเพชรทั้งนั้น

เพชรบุรี...ใกล้แค่นี้