คำบอกเล่าจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้จะมีความหลากหลายเพิ่มขึ้น แต่แวดวงภาพยนตร์ไทยยังอยู่ในสภาพทางตัน
การทำธุรกิจย่อมมีขาขึ้นขาลง มีช่วงกำไรช่วงขาดทุน ไม่ต่างจากวงการหนังไทย ซึ่งหลังจากกระแสหนังทำเงินพันล้าน อย่าง 'พี่มากพระโขนง' กระแสหนังไทยค่อนข้างเงียบเหงา ไม่มีหนังทำเงินอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้บางคนอดสงสัยไม่ได้ว่า หรือนี่คือช่วง “ขาลง” ของหนังไทย !
ด้วยเหตุนี้เอง หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) จึงเปิดเวทีเสวนา 'ภาวะ “ขาลง” ของหนังไทย ?' ขึ้น ณ ห้องภาพยนตร์สถาน ชั้น 2 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการหนังไทยมาร่วมไขข้อข้องใจ โดยการเสวนาดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมขึ้นทะเบียนมรดกภาพยนตร์ของชาติครั้งที่ 4 อีกด้วย
'จำนวนหนัง-หนังทำเงิน' ไม่สมดุล
เก้ง จิระ มะลิกุล ผู้กำกับหนังมากฝีมือของค่ายจีทีเอช ที่คลุกคลีอยู่ในวงการหนังมากว่า 10 ปี มองตรงกันข้ามว่า หนังไทยไม่เคยมี “ขาขึ้น” มัน “ขาลง” มาตลอดอย่างนี้อยู่แล้ว พร้อมกับอธิบายถึงราคาตั๋วหนังทุกวันนี้ที่มีราคาแพงขึ้น ว่าอาจจะเป็นสาเหตุ
"แต่เดิมค่าตั๋ว 100 - 120 บาท คนสามารถดูหนังได้มากกว่าหนึ่งเรื่อง แต่ทุกวันนี้ค่าตั๋ว 180 - 200 บาท แค่คิดเล่นๆ 180 บาทเป็นเงินจำนวนมาก ถ้าไปดูหนังกันทั้งครอบครัว พ่อ แม่ ลูกอีกสองคน ค่าตั๋วก็ 600 กว่าบาทเข้าไปแล้ว แถมยังจะไปเจอข้าวโพดคั่วถังละ 100 บางครั้งรอบฉายไม่ตรง ต้องไปแวะกินอาหารก่อน ทั้งค่ารถไป - กลับโรงหนังอีก 200 บาท แล้วยังต้องเสียวันนั้นไปอีกทั้งวัน สำหรับคนที่เงินเดือน 20,000 บาท เกือบเป็น 10% ของรายได้ เพราะฉะนั้น จึงต้องเลือกดูหนังที่อยากดูมากขึ้น ไม่ได้ดูหว่านไปหมดเหมือนสมัยก่อน"
“แต่ผมรู้สึกว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมดานะ มันไม่ใช่“ขาลง” คือมันยังมีอาชีพคนทำหนัง แต่ถ้าเมื่อใดที่ไม่มีหนัง แล้วคนทำหนังอยู่ไม่ได้ ไปทำอาชีพอื่นหมด อันนั้นน่ากลัว อย่างนั้นน่ะ ขาลงอย่างแท้จริง”
เช่นเดียวกันกับผู้กำกับอย่าง สมเกียรติ วิทุรานิช ซึ่งเป็นทั้งนักเขียนบทภาพยนตร์และอาจารย์สอนด้านภาพยนตร์ เห็นว่านี่เป็นช่วงเปลี่ยนแปลงมากกว่า เพราะหนังอินดี้มีมากขึ้น แล้วได้รับการต้อนรับ มีกลุ่มคนที่สนใจมากขึ้น อีกทั้งยังมีประเภทหนังที่แตกต่างเกิดขึ้น เขามองว่าคนดูยังอยากจะต้อนรับหนัง ยังอยากดูหนัง เพราะว่าหนังมีรสชาติที่ถูกใจคนดู
“ต้องรอเวลาจังหวะ เพราะเวลาและจังหวะจะเป็นตัวสกรีนเองว่า อะไรจะอยู่ อะไรจะไป” สมเกียรติ เน้นย้ำถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวงการหนังไทย
ไม่ต่างกับ เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับหนังนอกกระแส ที่เห็นว่าเป็นเรื่องของจำนวนหนังต่อปีมีมากขึ้น
"สมมติว่าหนังที่ประสบความสำเร็จในปีหนึ่งมี 20 เรื่อง แล้วหนังมีทั้งหมด 40 เรื่อง เราก็จะรู้สึกว่า มันครึ่งๆ ดูโอเค แต่พอปีถัดมา หนังมี 100 เรื่อง แต่หนังประสบความสำเร็จยังมี 20 เรื่องเท่าเดิม ก็อาจจะรู้สึกว่าเป็นขาลง แต่ที่เห็นๆ หนังมีจำนวนมากขึ้น มีหนังจากรุ่นน้องๆ ที่ทำกันเอง เป็นหนังเล็กๆ ทั้งยังมีจากสตูดิโอเล็กๆ ที่เพิ่งเริ่มลงทุน กลายเป็นปีที่หนังมีจำนวนมาก แต่หนังประสบความสำเร็จที่ทำเงิน ยังมีเท่าเดิม"
การมีตัวเลือกมากขึ้น ทำให้คนดูหนังมีสิทธิ์เลือกมากขึ้น บวกกับหนังที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี แต่จำนวนหนังที่ฉาย กับหนังที่ทำเงิน ไม่สมดุลกัน กลายเป็นกระแสหนังไทยอยู่ในช่วง “ขาลง” นั่นเอง
อิสระทางความคิด แต่ติดขัดด้วยเงินทุน
หนังนอกกระแส (หนังอินดี้) ในวงการหนังไทยยังถือว่าค่อนข้างใหม่ เพราะคนดูไม่ค่อยเปิดรับเท่าที่ควร ทำให้เป็นโจทย์ยากของคนทำหนังนอกกระแส ที่ต้องพยายามทำหนังให้น่าดู เพื่อดึงดูดความสนใจจากคนดูหนังให้ได้มากที่สุด ในเรื่องนี้ เต๋อ เห็นว่าหนังของเขาเป็นเพียงจุดเริ่ม ซึ่งเจ้าตัวไม่แน่ใจเหมือนกันว่า จะไปได้ขนาดไหน เพราะต้องใช้เวลาพอสมควร
ขณะที่หนังตลาดในกระแส ซึ่งมีกลุ่มคนดูชัดเจน แล้วยังหาทุนทำหนังยาก คงจะไม่แปลกอันใด ที่หนังนอกกระแส ซึ่งมีกลุ่มคนดูค่อนข้างแคบ จะหาทุนทำหนังยากยิ่งกว่า
นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับหนังนอกกระแส ที่ประสบความสำเร็จจาก Mary is Happy Mary is Happy มองว่าการทำหนังทั้ง 2 ประเภท มีความยากคนละแบบกัน การทำหนังอินดี้ ไม่ถึงขั้นมีอิสระมาก ถึงอยากทำหนังอิสระก็ต้องไปขอทุนจากเมืองนอก กลายเป็นว่าต้องไปสู้กับคนทั้งโลก เพราะว่าทุนในโลกมีอยู่ 5 ทุนไม่เกินนี้ ถ้าพลาด 5 ทุนไปแล้วก็หมดสิทธิ์ พอได้ทุนมา มันก็ไม่ครอบคลุม (cover) ค่าใช้จ่ายสำหรับการทำหนังหนึ่งสักเรื่องอยู่ดี สมมติได้มา 1,000,000 บาท ก็ต้องไปหาทุนตัดต่อเพิ่มอีก
“ผมรู้สึกว่าคนทำหนังนอกกระแส แต่ก่อนเขาปฏิเสธธุรกิจ แต่ธุรกิจกับหนัง มันแยกกันยาก เพราะว่าการทำหนังเรื่องหนึ่ง ใช้เงินจำนวนมาก ต่อให้จะใช้เงินน้อย มันก็มากอยู่ดี โดยพื้นฐานลึกๆ ทุกคนที่นำหนังมาฉาย ถ้าได้เงินหน่อยก็ดีนะ แล้วถ้าเกิดเราได้ทำไปเรื่อยๆ ก็ดี”
ผู้กำกับคนเดียวกันมองว่า สำหรับหนังนอกกระแส ยังต้องสู้กันอีกหลายยก เพื่อผลักดันให้กลุ่มคนดูกว้างขึ้น อย่างที่ควรจะเป็น
“มันยากสำหรับหนังอินดิเพนเด็นท์ ต้องเป็นหนังที่แข็งแรงมาก ต้องมีการร่วมทุนกันระหว่างประเทศ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อสร้างให้มันมีจุดเด่นมาก ให้เขาสนใจอยากฉายหนังแนวนี้มากขึ้น”
จิระ มะลิกุล ออกปากว่าตนเชียร์หนังนอกกระแสอยู่ แต่ก็น่าเศร้าที่คนทำหนังนอกกระแส ต้องมาเช่าโรงเพื่อฉายหนังตัวเอง ซึ่งไม่มีทางได้เงินพอกับความเหนื่อยยากของคนทำหนัง เพราะการทำหนังเรื่องหนึ่ง ไม่ว่านอกกระแสหรือในกระแส เสียเวลาเท่ากัน ใช้หัวสมองเท่ากัน เขาอดหลับอดนอน เขาหั่นชีวิตไปทำเท่าๆ กัน แต่ว่าค่าตอบแทน ขึ้นอยู่กับการไปตระเวนเช่าโรงหนัง ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน
"เพราะอย่างค่ายจีทีเอช เราก็ต้องพึ่งพาโรงหนัง เราต้องทำหน้าตาหนังให้คนดูอยากดูมาก เพื่อให้โรงหนังเขาฉายหนังเรา พอทำอย่างนั้นมากไป ก็จะมีคนไม่ชอบหน้า คือรู้สึกว่าจีทีเอชเป็นผู้ทำลายวงการศิลปะ"
คนทำหนัง ไม่มีอาชีพทำหนัง
การทำงานทุกอย่างย่อมมีปัญหา และโจทย์ให้เราแก้อยู่เสมอ เช่นเดียวกับการทำหนังของวงการหนังไทย ที่พบปัญหาต่างๆ นานา มารุมเร้าให้คนทำหนังรู้สึกท้อได้อย่างต่อเนื่อง และมีหลากหลายปัญหาที่คนทำหนังรู้ แต่คนดูหนังไม่เคยรู้
ผู้กำกับจากหนังเรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11 ให้ความเห็นต่อว่า จุดแรกที่เขามาทำหนังไทย แค่อยากทำหนังไทยให้กลายเป็นอาชีพ เขามองว่าหนังไทยทำโดยโกงคนดู แต่ว่าเราโกงเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำ แล้วเป็นในทุกกระบวนการของการทำงาน เราไม่สามารถมีคนเขียนบทที่ดีได้ เพราะมีค่าตอบแทนน้อย คนเก่งๆ หนีไปทำงานอื่นหมด งานตำแหน่งเล็กๆ ในกองถ่าย ไปจนถึงผู้ช่วยผู้กำกับ จะพบว่าเปลี่ยนหน้าไปทุกครั้งที่ทำหนังเรื่องใหม่ เพราะค่าตอบแทนต่ำ
“ต้องหาอาชีพอื่นทำ เพื่อให้มีเงิน เพราะเวลาอยากทำหนัง ก็วิ่งหาจนกว่าจะได้ สิบปีได้ทำเรื่องหนึ่งก็บุญแล้ว” สมเกียรติ อาจารย์และผู้กำกับหนัง ให้คำนิยามถึงอาชีพการทำหนังของเขา
สมเกียรติ ไม่สามารถเรียกตัวเองได้ว่า มีอาชีพทำหนัง เพราะไม่ได้ทำเป็นอาชีพหลัก เนื่องจากรายได้ไม่พอ และก็ไม่มีงานให้ด้วย ตั้งแต่ทำหนังมา ส่วนใหญ่แล้ว เมื่อใดที่จะเริ่มทำหนัง ต้องทำงานอย่างอื่นเก็บเงินเอาไว้ เพื่อนำมาใช้จ่ายในยามทำหนัง
"เป็นผู้ช่วยผู้กำกับมา 25 ปี ตอนนั้นรายได้นิดเดียว ผู้กำกับต้องไปรับ - ส่ง เพราะว่าไม่มีเงินเลย นี่ล่ะความรู้สึกของคนทำหนังไทย อันนี้เป็นยุคก่อนนะ แต่ยุคนี้ใช้ทุนสร้างน้อยลงก็จริง แต่ว่ามันกินแรงของคนทำหนัง การที่อยู่ในวงการนี้ได้ยาวนาน ก็ด้วยใจล้วนๆ เลย"
มาถึงตรงนี้ จิระ มะลิกุล อดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า
“แล้วเราจะบาลานซ์อย่างไร ให้ระหว่างการมีชีวิตอยู่ของคนทำหนัง กับความภูมิใจของคนทำหนัง ไปด้วยกันได้ แล้วเขามีชีวิตทำหนังอยู่ต่อไป”
หนังทำเงิน แต่คนทำหนังไม่ได้เงิน
"ก็ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะว่ามันกลับมาที่รายได้ของตัวหนังอยู่ดี ซึ่งเป็นเรื่องของโรงหนัง รายได้บ็อกซ์ออฟฟิศ ทุกวันนี้มันหารสอง คือที่เขาบอกร้อย หนังได้ห้าสิบ"
ต่อให้หนังทำเงินกี่ล้านบาท คนทำหนังได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะต้องจัดสรรเงินตามสัดส่วน แล้วแต่กลุ่มงานที่เรียกว่า “สายหนัง” จะแบ่งให้คนทำหนัง โดยผู้กำกับหนังอย่าง เก้ง จิระ ขยายความว่า นี่คือจุดที่ไม่แฟร์อย่างยิ่งของคนทำหนังไทย
"คือหนังไทยมันแย่อยู่แล้ว ตรงที่พูดภาษาไทย เพราะฉะนั้น เรามีกลุ่มเป้าหมายอยู่แค่นี้ 60-70 ล้านคนเท่านั้น แต่ว่าทุกวันนี้ ลูกค้าเราเหลือ 10 ล้านคน อยู่ในกรุงเทพ นอกนั้นถือว่าแล้วแต่เขาจะทิป"
"สมมติว่าหนังได้รายได้ในกรุงเทพสัก 50 ล้าน ถ้ารวมต่างจังหวัดแล้ว บางทีเขาไม่เจ๊งนะ จะอยู่ได้เลย จะทำให้คนทำหนังรู้สึกว่าเป็นอาชีพได้เลย เพราะว่าจริงๆ มันเป็นพื้นที่ที่หนังไทยควรจะได้เงิน ทุกวันนี้เราไม่กล้าทำหนังที่มีเนื้อหาต่างจังหวัด เพราะว่าไม่มีทางทำรายได้ดีในกรุงเทพ แล้วในขณะที่ไปฉายต่างจังหวัด ก็ไม่ใช่รายได้เรา"
นี่เป็นปัญหาของวงการหนังไทย ที่คนทำหนัง และโปรดิวเซอร์หนังของค่ายจีทีเอชมองเห็น จิระ ยังแนะว่า สิ่งที่จะทำให้หนังไทยสามารถยืนอยู่และเป็นอาชีพได้ คือเรื่องสายหนัง เนื่องจากสายหนังเป็นระบบที่มีในประเทศไทยแห่งเดียวในโลก ตามความเข้าใจส่วนตัวของเขา โดยกรุงเทพและปริมณฑลถือว่าเป็นบ็อกซ์ออฟฟิศ หมายถึงว่าหารสอง แบ่งรายได้กันเลย แต่ว่านอกเหนือจากนี้ จะมีผู้มาเก็บให้ เรียกว่าสายหนัง
"สายหนังเขาจะนำหนังเราไปฉายตามโรงหนังในต่างจังหวัด รายได้มันไม่ได้หารสอง มันจะกลายเป็นรายได้ที่น้อยกว่าความเป็นจริงมาก”
โปรดิวเซอร์หนังของค่ายจีทีเอช ชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของสายหนังว่า ทั้งที่ทุกวันนี้เรามีโรงภาพยนตร์อย่างเมเจอร์ เอสเอฟ ไปตั้งอยู่ที่หัวเมือง แต่ยังต้องผ่านสายหนังอยู่ดี เพราะฉะนั้น วันใดที่เรามีรายได้ทั่วประเทศ มันจะทำให้เรามีต้นทุนและรายได้ที่แท้จริง แล้วเราก็ไม่ต้องไปกดขี่หากินกับความฝันของเด็กๆ ไม่ต้องไปต่อราคาบริษัทให้เช่ากล้อง เราจะมีรายได้กลับคืนสู่ตำแหน่งบุคลากรต่างๆ และที่สำคัญที่สุด มันจะทำให้หนังไทยกว้างขึ้น"
ทำอย่างไรหนังไทยถึงจะหลากแนว?
ทำไมคนไทยไม่ทำหนังวิทยาศาสตร์ หนังฆาตกรรม หนังแฟนตาซี ทำไมต้องทำแค่หนังผี หนังตลก แล้วก็หนังรัก เหล่านี้คงเป็นคำถามที่คนดูหนังไทยตั้งแง่สงสัย
สำหรับผู้กำกับหนุ่มไฟแรง อย่าง เต๋อ นวพล มองว่า แต่ละคนมีแนวทาง (การทำหนัง) เป็นของตัวเอง ถ้าอยากให้หนังหลากหลาย เขาเสนอว่าผู้กำกับคนอื่น ค่ายอื่น ต้องทำให้มันออกมา แต่ต้องทำให้มันดี มันจะกลายเป็นแนวได้ด้วย ซึ่งบางแนวมันก็ยาก บางอย่างมันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ถ้าทำหนังฆาตกร มันก็ไม่ได้ ถ้าทำเรื่องฆาตกร คนไทยจะสนใจน้อยกว่าหนังผี เพราะว่าเราอยู่กับเรื่องผี บางทีมันเป็นธรรมชาติของคนในพื้นที่นั้นๆ ด้วย
“หนังในประเทศต่างๆ นั้น เติบโตตามการศึกษาของคนในประเทศนั้น เพราะหนังมันฟ้องการศึกษาของคนในประเทศนั้นว่าอยู่ระดับใด เนื่องจากหนังเกินครึ่ง เป็นเรื่องการสื่อสาร เป็นเรื่องการเล่าที่ต้องใช้ระบบความคิด หนังไม่มีตัวละครมาพูดคนเดียว แต่หนังต้องอาศัยการเข้าใจระหว่างภาพและเสียง ผมมองว่าเป็นเรื่องของการศึกษา” เก้ง จิระ มะลิกุล สะท้อนความเห็น
นอกจากนั้นแล้ว จิระ ยังเห็นว่า เราสามารถจะทำหนังเรื่องอะไรก็ได้ แต่เล่าให้มีศิลปะ ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังผีหรือหนังตลก หนังทุกแนว เขาสนับสนุนน้องๆ ให้เล่าเรื่องที่ยาก ให้มันง่าย เพราะเขามองว่าในเมืองไทย เรายังไม่มีปัญญาที่จะไปเข้าใจการสื่อสารที่ซับซ้อนหรือคลุมเครือมาก เพียงแต่ว่าสิ่งที่คุณจะเล่า น่าสนใจเพียงพอหรือไม่ โปรดิวเซอร์หนังค่ายจีทีเอชย้ำว่า “มันไม่ใช่การพัฒนาคนดูหนัง แต่มันเป็นเรื่องการศึกษา เป็นเรื่องคุณภาพของประชากร คือต้องให้เขาเข้าใจอะไรที่ยากขึ้น ได้ง่ายขึ้น”
ลักษณะเดียวกันกับ สมเกียรติ วิทุรานิช ที่เล่าย้อนถึงการศึกษาไทยว่า ระบบการศึกษาไทยในสมัยที่เขาเรียนวรรณคดี อาจารย์จะไม่ให้วิเคราะห์เลย เอาแต่เล่าพล็อตของมันว่า เกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไร การศึกษาของเรา คือเราไม่วิเคราะห์ เราสอนตามตัวอักษร แต่เขาเชื่อว่ายุคใหม่ดีขึ้นกว่าเดิมมากแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาไปเจอบทวิเคราะห์ของอาจารย์ มล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ นั่นเหมือนการเปิดโลกทัศน์ของเขาเลย
“ผมคิดว่าการที่ใครคนหนึ่ง สามารถจะเปิดโลกทัศน์ตัวเองได้ มันจะขนานไปกับศิลปะของประเทศนั้น ตราบใดที่อยู่กับแค่ กอ.ไก่ คือ กอ.ไก่ เราไม่คิดจะวิเคราะห์ หนังเราก็จะเป็นลักษณะนั้น ผมคิดว่ามันต้องไปคู่กัน จะโทษคนทำไม่ได้ คนทำออกมา ถ้าไม่มีคนดูแล้วใครละจะรวยขนาดทุ่มไปเรื่อยๆ ไม่มี” นักเขียนบทหนังทิ้งท้าย
ต้องเรียกว่าทั้งหมดนี้ เป็นปัญหาที่หมักหมมยาวนาน เป็นเรื่องแก้ไม่ตกเสียทีของวงการหนังไทย ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลา อาจจะต้องปฏิรูประบบการทำหนังไทย พร้อมๆ ไปกับการปฏิรูปการศึกษาด้วยเช่นกัน.


