ตามรอยอดีต ณ เวียงท่ากาน

ถ้าแผ่นดินที่เราเคยวิ่งเล่นซุกซนในยามเด็ก ถูกค้นพบว่าเป็นอดีตเมืองโบราณที่สำคัญ เราจะยังวิ่งเล่นด้วยความสนุกสนานอยู่อีกมั้ย
หลายครั้งที่การเดินทางไปตามแหล่งโบราณคดีต่างๆ ฉันพบว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงนั้น ส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมรับหรือให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรสักเท่าไร
ไม่ใช่เพราะกลัวเจ้าหน้าที่จะเข้ามาวุ่นวาย แต่พวกเขากลัวสูญเสียพื้นที่ในการทำกินไปต่างหาก
อย่างไรก็ตาม ด้วยความสำคัญของประวัติศาสตร์ความเป็นมาของบ้านเมือง ไม่เคยปรากฎว่ามีพื้นที่ไหนเลยที่ชาวบ้านจะคัดค้านการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐถึงขั้นแตกหักกัน ในทางตรงกันข้าม เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปทำงานแล้วประชาสัมพันธ์ให้พื้นที่นั้นๆ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ชาวบ้านกลับช่วยกันอนุรักษ์และดูแลมรดกของชาติให้อยู่ในสภาพที่น่าชื่นชมต่อไป
เกริ่นมายืดยาว เพียงจะบอกแค่ว่า ฉันเพิ่งเดินทางไป แหล่งโบราณคดีเวียงท่ากาน ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านท่ากาน ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ แล้วพบว่า ชาวบ้านในเวียงท่ากานให้ความสนใจต่อการ "มีอยู่" ของโบราณสถาน ถึงขั้นนำเสนอให้กรมศิลปากรเข้ามาดูแล
แน่นอนว่า พวกเขายินดียิ่งที่จะมี "คนอื่น" มาช่วยกันดูแล ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่หรือนักวิชาการทางโบราณคดีเท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวทุกคนก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการ "อนุรักษ์" ได้เช่นกัน
1.
ผ่านไปดอยอินทนนท์บ่อยๆ เห็นป้าย "เวียงท่ากาน" นับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่ฉันอยากจะหักพวงมาลัยรถแล้วเลี้ยวเข้าไป แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ครั้งนี้รถมาจอดนิ่งอยู่ที่ "ศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวเวียงท่ากาน" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ซากอิฐแดงที่ก่อเป็นกำแพงอยู่ตรงหน้า แม้จะดูไม่สมบูรณ์เท่าไรนัก แต่มันก็ช่วยฉายภาพ "เวียงโบราณ" ให้คนผ่านทางมองเห็นชัดเจน และเมื่อลมร้อนพัดวูบเข้ามา ก็เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในสมัยพันปีก่อน อีกครั้ง
ฉันพบกับ สุวิทย์ อาทิตย์ ปราชญ์ชาวบ้านและมัคคุเทศก์ท้องถิ่น รวมถึงน้องๆ มัคคุเทศก์น้อยอีกหลายคนที่ศูนย์บริการข้อมูลฯ ซึ่งพี่สุวิทย์บอกว่า แม้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเวียงท่ากานจะไม่หนาตาเท่าแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ แต่ "พวกเขา-มัคคุเทศก์ท้องถิ่น" ก็จะประจำอยู่ที่นี่ตลอดเวลา เพื่อให้บริการข้อมูลที่ถูกต้องกับทุกคน
สำหรับเวียงท่ากาน เป็นโบราณสถานที่สร้างมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรหริภุญชัย หรือลำพูน โดยในยุคนั้นถือเป็นเมืองบริวารของหริภุญชัย โดยมีชื่อเรียกชัดเจนว่า "เวียงตระการ"
"เวียงท่ากาน มาจาก เวียงตระการ ที่แปลว่า โอ่อ่า บางคนก็เรียกว่า ตระการเม็ง เพราะเม็งคือมอญ แล้วพระนางจามเทวีที่เป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรหริภุญชัยเป็นชาวมอญ พอมาถึงยุคล้านนา พญามังรายที่มาจากเมืองเหนือ มาจากเมืองฝาง ก็ยกทัพมาตีเมืองหริภุญชัยได้ และอยู่ที่หริภุญชัยประมาณ 2 ปี จากนั้นก็ไปสร้างเวียงกุมกาม"
เมื่อมาถึงยุคล้านนา เวียงท่ากานก็เปลี่ยนสถานะจากเมืองบริวารมาเป็นตำบลเล็กๆ โดยปรากฏชื่อในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า "เวียงพันนาทะการ" ทว่า ความสำคัญก็คงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสมัยหริภุญชัย สังเกตได้จากการที่พญามังราย โปรดฯ ให้นำต้นโพธิ์ 1 ใน 4 ต้นที่นำมาจากลังกาทวีป มาปลูกที่เวียงพันนาทะการ ปัจจุบันสันนิษฐานว่าจะเป็นต้นโพธิ์ที่อยู่ในกลุ่มวัดต้นโพธิ์
"ตอนผมเด็กๆ ที่นี่เป็นที่รกร้างว่างเปล่า แล้วก็มีคนเข้ามาขุดของเก่าไปขาย มันเลยทำให้เราต้องรวมตัวกันจัดตั้งโครงการประชาอาสาเพื่อการอนุรักษ์เมืองประวัติศาสตร์เวียงท่ากาน ประมาณปี 2528 คือเราเริ่มเห็นคุณค่าของโบราณสถานก็รู้สึกรักและหวงแหน แล้วก็ช่วยกันดูแลโบราณสถานไม่ให้ใครลักลอบเข้ามาขุดอีก จากนั้นก็เข้าไปในหน่วยศิลปากรที่ 4 เชียงใหม่ (สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ปัจจุบัน) เข้าไปแสดงเจตนารมย์ของเรา"
ถามว่า ไม่เสียดายพื้นที่ทำกินบ้างหรือ พี่สุวิทย์ตอบแบบสบายๆ "ชาวบ้านเราไม่มีการรุกล้ำโบราณสถาน เราเป็นคนบ้านนอก เขาถือ ใครบุกรุกเข้าไปในเขตวัดร้าง โบราณสถาน มันไม่ดีกับตัวเอง ข้อดีมันอยู่ตรงนี้ ก็เลยไม่มีใครรุกล้ำ"
อย่างที่เกริ่นแต่แรกว่า ชุมชนเวียงท่ากานลุกขึ้นมาดูแลโบราณสถานของพวกเขาเอง และก็ยินดีมากหากจะมีการอนุรักษ์อย่างจริงจัง การเดินเข้าไปหากรมศิลปากรในวันนั้น จึงเป็นวันที่พวกเขาภาคภูมิใจที่สุด
2.
การชมโบราณสถานเวียงท่ากานให้ครบถ้วน ควรติดต่อรถราง ซึ่งมีให้บริการทุกวัน พี่สุวิทย์บอกว่า รถรางจะพาออกเดินทางจากศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวฯ ไปยังจุดต่างๆ ทั้งวัดโบราณ กำแพงเก่า คูเมือง ใช้เวลาราว 40 นาทีต่อ 1 รอบ ก็สามารถรู้จักเวียงท่ากานได้อย่างครบถ้วน
คูเมืองที่มองเห็นขอบผนังเป็นแผ่นศิลาแลงขนาดใหญ่นั้นมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่เพียงครึ่ง ซึ่งในอดีตที่เวียงท่ากานแห่งนี้ถือเป็นชุมชนที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยมีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 500 เมตร ยาวราว 750 เมตร นอกจากคูเมมืองขนาดหว้าง 7-8 เมตรแล้ว ยังมีกำแพงดิน หรือคันดินล้อมรอบอีก 2 ชั้น ซึ่งปัจจุบันเหลือคูน้ำ และแนวคันดินให้เห็นเพียง 3 ด้านเท่านั้น คือทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ส่วนทิศใต้ไม่มีให้ชมแล้ว
ขณะที่รถรางแล่นไปเรื่อยๆ ลมพัดเอื่อยๆ พอเย็นสบาย พี่สุวิทย์ ก็เล่าผ่านไมค์ต่อไปว่า สภาพภูมิประเทศของเวียงท่ากานเป็นที่เนินสูง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีสิ่งก่อสร้าง ส่วนรอบด้านนั้นเป็นที่ราบลุ่ม ห่างจากแม่น้ำปิงราว 3 กิโลเมตร ส่วนลำน้ำแม่ขานที่อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกราว 2 กิโลเมตร ก็จะถูกผันน้ำมาใช้ที่เวียงท่ากานผ่านลำเหมืองเล็กๆ ซึ่งการนำน้ำเข้ามาใช้แบบนี้ถือเป็นระบบชลประทานเก่าแก่ที่สืบทอดมาแต่โบราณ
"ปี 2531 มีการบูรณะเป็นปีแรก บูรณะเจดีย์วัดร้างหลวงก่อน ชาวบ้านเรียกวัดร้างหลวงเพราะขนาดใหญ่ ถัดไปทางใต้เรียกว่า วัดน้อย สองวัดนี้อยู่ใกล้กัน ด้านหน้าคือวัดร้างหลวง ถัดไปคือวัดน้อย ซึ่งชื่อแต่ละวัดเราจะเรียกตามลักษณะภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อม อย่างเจดีย์วัดร้างหลวงเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม สมัยหริภุญชัย ส่วนข้างหลังจะต่างกันเป็นเจดีย์แบบล้านนา สังเกตง่ายๆ นะ เจดีย์แบบล้านนาจะมี 2 ทรง คือทรงปราสาทยอด หรือที่เรียกว่า ทรงมณฑป กับอีกทรงคือทรงระฆัง ส่วนแบบหริภุญชัย เป็นเจดีย์แปดเหลี่ยม"
รถรางเลี้ยวผ่านหมู่บ้านเลาะตลิ่งข้างโรงเรียนแล้วเลี้ยวขวาไปเรื่อยๆ จนเจอ "วัดร้างป่าเป้า" พี่สุวิทย์ว่า ชื่อนี้เพราะมี "ต้นเปล้า" เยอะ แต่ "ต้นเปล้า" กับ "วัดร้างป่าเป้า" เขียนต่างกัน อาจเพราะการสื่อสารทางภาษาที่แตกต่างเท่านั้นเอง
"ต้นเปล้าเยอะ ต้นโน้นก็ใช่(พี่สุวิทย์ชี้ให้ดู) มีกระรอกวิ่งอยู่เต็มไปหมด เพราะที่นี่มีระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์ สมัยก่อนเขาจะเอาใบต้นเปล้าไปต้มน้ำให้ผู้หญิงคลอดกินเพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็ว หรือช่วงที่ทหารญี่ปุ่นมาอยู่ที่นี่ก็จะเอาใบเปล้าไปต้มกินแก้ปวดท้อง ต้นไม้ไทยมีประโยชน์หลายอย่าง"
รถวิ่งผ่านประตูหัวเวียง เลยไปทางทิศเหนือแล้วเลี้ยวเข้าเวียงอีกครั้ง คราวนี้เจอวัดร้างขนาดเล็กและขนาดกลางอีกหลายแห่ง เช่น "วัดร้างอุโบสถ" ที่มีอุโบสถสมัยใหม่ ใช้เป็นที่อุปสมบทภิกษุสงฆ์ มัคคุเทศก์คนเดิม อธิบายว่า อุโบสถหลังนี้สร้างครอบอุโบสถโบราณไว้ แต่ยังคงใช้เสมาเดิมอยู่ ส่วนเจดีย์ที่เห็นอยู่ข้างๆ กันนั้นเป็นเจดีย์ที่สมบูรณ์ที่สุดในเวียงท่ากาน เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำแบบล้านนา ซึ่งแต่ละชั้นของเจดีย์จะมีความหมายแตกต่างกันออกไป
"วัดร้างหนองหล่ม" มีหนองน้ำโบราณขนาดใหญ่อยู่ใกล้ๆ ถัดไปเป็น "วัดร้างน้อย" เล็กๆ แต่พอเห็นเป็นโบราณสถาน ผิดกับ "วัดหนองสระ" ที่เดิมชาวบ้านเรียกว่า วัดร้างอุโบสถฝาแฝด เพราะมีอุโบสถ 2 หลังอยู่ด้วยกัน แต่หลังกรมศิลปากรเข้ามาบูรณะก็เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ตามสภาพภูมิศาสตร์ว่า "วัดหนองสระ"
นั่งเพลินๆ ไปจนถึง "กู่ไม้แดง" ก่อนจะพาวกกลับมาที่ "วัดป่าไผ่ลวก", "วัดพญาเงี้ยว", "วัดต้นโพธิ์" ซึ่งวัดหลังสุดนี้มัคคุเทศก์จะพานักท่องเที่ยวลงไปชมโพรงดินโบราณ ซึ่งเคยเป็นแหล่งน้ำที่ชาวบ้านใช้ภูมิปัญญาขุดหาจนพบ และสร้างเป็นโพรงน้ำสำหรับใช้ดื่มกินกันในเวียงท่ากานโบราณ
3.
ไม่เพียงแค่โบราณสถานเท่านั้นที่ขุดพบ ทว่า โบราณวัตถุที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งหลายก็ถูกขุดพบที่นี่ด้วย
"เจอเยอะ โดยเฉพาะเครื่องถ้วยลายครามแบบจีน แต่ที่เป็นสัญลักษณ์ของเวียงท่ากานคือโถลายครามสมัยราชวงศ์หยวน(พ.ศ.1823-1911) อันนี้ถือเป็นพระเอกของเวียงท่ากานเลยนะ ตอนนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่วัด โถนี้พบกลางวัดเลย ค่อนข้างสมบูรณ์มาก จะมีแค่ส่วนฝาที่หายไป คือสมัยก่อนอาณาจักรล้านนาเราขยายไปจนถึงมณฑลยูนนานของจีน ต่อมาชาวมองโกลมายึดจีน แล้วสถาปนาราชวงศ์หยวนขึ้น มีการเอาม้าจากมองโกเลียมาใช้ อันนี้เป็นข้อมูลจากนักวิชาการนะ ผมก็เอามาเชื่อมโยง เอามาวิเคราะห์ ม้ากับเครื่องถ้วยลายโบราณอาจจะมาพร้อมๆ กัน เพราะเรามีการติดต่อค้าขาย หรืออาจจะใช้เป็นเครื่องราชบรรณาการ"
ฉันเดินเข้าไปชมนิทรรศการการขุดค้นแหล่งโบราณคดีเวียงท่ากาน มีโบราณวัตถุหลายชิ้นจัดแสดงอยู่ ทั้งเครื่องถ้วยโบราณ พระพุทธรูปดินเผา รวมถึงโครงกระดูกมนุษย์ และกระดูกม้าโบราณ ที่ดูเหมือนจะเป็น "หลักฐานใหม่" ของวงการโบราณคดีที่ใช้เชื่อมโยงสายพันธุ์ม้าไทยกับมองโกเลียด้วย
อย่าคิดว่ามาเที่ยวแหล่งโบราณคดีแล้วจะมีแต่เรื่องน่าเบื่อ เพราะจริงๆ แล้ว ตลอดการใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงที่นี่ (ทั้งเดินเล่น นั่งรถราง รับประทานอาหารกลางวัน และชมนิทรรศการขนาดย่อม) ฉันพบว่า ผู้คนในเวียงท่ากานมีวิถีชีวิตที่ผู้พันอยู่กับโบราณสถานอย่างแยกไม่ออก แน่นอน พวกเขาให้ความเคารพกับสถานที่ที่เป็น "ราก" ของพวกเขาอย่างดี
"ประชากรเวียงท่ากานประมาณ 1,500 คน ส่วนมากเป็นคนพูดภาษาลื้อ เพราะบรรพบุรุษของเราเป็นชาวไทลื้อจากสิบสองปันนา มาอยู่ที่นี่ประมาณปี พ.ศ. 2339 หรือราว 200 กว่าปีก่อน จริงๆ เราก็เป็นคนที่อื่น ไม่ใช่เจ้าของที่ เพราะฉะนั้นเราจะเคารพสถานที่มากๆ" พี่สุวิทย์ บอก
ทุกวันนี้เด็กๆ เวียงท่ากานมีโอกาสเรียนภาษาดั้งเดิมของบรรพบุรุษ โดยทางโรงเรียนจัดให้มีการสอนภาษาไทลื้อ เด็กๆ ส่วนใหญ่จึงสามารถทักทาย หรือพูดได้ในบางคำ
"เราใช้ชีวิตกันปกตินะ ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ทำไร่ ทำสวน ทำนา ปลูกลำไย เลี้ยงผึ้ง อย่างผึ้งนี่มันมากินเกสรลำไย ชาวบ้านเห็นว่าดีเหมือนกันก็เลี้ยงผึ้งขายน้ำผึ้ง" มัคคุเทศก์คนเดิมบอก
ดูเป็นวิถีที่สงบเงียบ เรียบง่าย ไม่เสียใจเลยที่ครั้งนี้เราหมุนพวงมาลัยเลี้ยวซ้ายเข้ามาจนถึงที่นี่ "เวียงท่ากาน"
...................
การเดินทาง
เวียงท่ากาน ตั้งอยู่ที่บ้านท่ากาน ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ จากเชียงใหม่ ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 108(เชียงใหม่-ฮอด) ไปประมาณ 25 กิโลเมตร ผ่านอำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง ถึงแยกทุ่งเสี้ยวให้เลี้ยวซ้าย ขับตรงเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ก็จะถึงศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยวเวียงท่ากาน
สำหรับแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ เปิดให้เข้าชมทุกวัน จะขับรถชมวัดร้างต่างๆ เองก็ได้ แต่จะไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนมากพอ แนะนำให้ติดต่อมัคคุเทศก์ท้องถิ่น และรถรางนำชม ค่าบริการ 500 บาทต่อเที่ยว ส่วนนี้รวมค่าบริการมัคคุเทศก์ ค่าบริการรถราง ส่วนที่เหลือจะเก็บไว้เป็นค่าซ่อมบำรุงพาหนะ สนใจสอบถามรายละเอียดที่ประชาสัมพันธ์จังหวัด โทร. 0 5321 9091-2, 0 5322 1047







