สำหรับคนถ่ายภาพ ถ้าได้ไปทะเลขอให้มีแดดเพียงอย่างเดียว จะร้อนขนาดไหนไม่ว่า เพราะทะเลไทยนั้นสวยไม่แพ้ที่ใดในโลกอยู่แล้ว
วันที่นั่งเรือหัวโทงของบังหนีด ออกจากท่าเรือบ้านท่าเขาจากเกาะยาวน้อย แล่นเลาะริมเกาะ มุ่งหน้าขึ้นทางเหนือเพื่อไปยังเกาะกูดูและเกาะโรยนั้น แม้แดดจะแรงแต่เช้าแต่ผมก็ออกไปนั่งอยู่หัวเรือตากแดด ตื่นเต้นกับท้องทะเลราวกับคนไม่เคยเห็นทะเลมาก่อน
กิจกรรมแล่นเรือขึ้นไปเที่ยวเกาะโรยและเกาะกูดูนี้ ถือเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวสำหรับคนที่มาเที่ยวเกาะยาวน้อยอีกกิจกรรมหนึ่ง คือนอกจากการจะดูหาดทรายสวยๆ รอบเกาะ รวมทั้งการดูทุ่งควาย วิถีชีวิตบนเกาะยาวน้อยแล้ว หนึ่งกิจกรรมที่ผมเล่าไปแล้วก่อนหน้านั้นคือการนั่งเรือไปเที่ยวหมู่เกาะห้อง และอีกกิจกรรมก็คือการนั่งเรือมาเที่ยวเกาะโรยและเกาะกูดูนี่เอง
เสน่ห์อย่างหนึ่งของการเที่ยวทะเลก็คือ ภูเขาหินปูนที่มักโชว์หน้าผาที่ด่างๆ ลายๆ ด้วยลวดลายของธาตุเหล็กสีแดงส้ม สีดำ-ขาว ของหินปูน บ้างเป็นโพรงถ้ำ มีหินงอกหินย้อยห้อยลงมา บ้างโชว์ชั้นหินที่เรียงกันเป็นชั้นๆ ราวขนม ดูแล้วสวยงาม หน้าผาเขาค้อมที่เป็นส่วนหนึ่งของเกาะยาวน้อย ที่เป็นหน้าผาตัดหักดิ่งลงทะเล จึงดูโดดเด่นมากในวันที่ฟ้าสีฟ้าและแดดจัดจ้าน ทั้งๆ ที่วันคืนไหนๆ ก็คือหน้าผาธรรมดาๆ
“บังหนีด” บังคับเรือหัวโทงแล่นเลาะเกาะยาวน้อยไปยัง “ถ้ำโต๊ะบวช” จึงเห็นเป็นหาดทรายเล็กๆ และเพิงถ้ำที่เว้าเข้าไปใต้ภูเขา พอเรือเทียบชายหาด ผมก็โดดลงไปสำรวจ เห็นเป็นแคร่พักประมาณ 6-7 หลัง เป็นแคร่ของชาวเรือที่มาจากที่ไกลๆ แล้วมาอาศัยพักแรมพักเรือที่นี่ ข้าวของดูเก็บอย่างเรียบร้อย หน้าเพิงถ้ำมีหินงอกหินย้อย พอมองออกไปเบื้องหน้าจะเห็นเกาะโรยและเกาะกูดูอยู่ไม่ไกล ในยามที่ไม่มีคน ถ้ำโต๊ะบวชคือที่ปลีกวิเวกที่สงบที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
ถ้าไล่ไปตามชายขอบเกาะยาวน้อยไปเรื่อยๆ จากผาค้อมมาเป็นถ้ำโต๊ะบวช แล้วจึงจะเป็นอ่าวเทียน ซึ่งเป็นอ่าวเล็กๆ กว้างไม่น่าเกิน 50 เมตร คือเล็กมากเป็นเหมือนซอกเขาเล็กๆ เหมือนง่ามนิ้วเรา ซ้ายก็เป็นภูเขา ขวาก็เป็นภูเขา ที่ราบตรงกลางเล็กๆ ดันเป็นที่มีเอกสารสิทธิ์ซะนี่ แต่ก็ไม่มากครับ นิดเดียว นอกนั้นก็อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี เจ้าของที่เขาก็เลยสร้างเป็นอาคารโปร่งๆ ไว้ให้นักท่องเที่ยวมาทานข้าวกลางวัน แม้ข้างหน้าจะเป็นหาดทรายนิดเดียว แต่ข้างในร่มรื่นไปด้วยร่มเงาต้นไม้ที่ขึ้นกันหนาแน่น ที่นี่นักท่องเที่ยวเขาจะมาดูต้นไม้ใหญ่ จากชายหาดต้องเดินไปตามสะพานไม้ที่วางไปบนยอดของหินดอกจอก ทำให้เดินได้ง่ายขึ้น เข้าไปในป่าที่ต้นไม้สูงเสียดฟ้า แย่งกันโดนแดด
ต้นไม้ใหญ่ที่ว่าก็เหมือนพวกต้นสมพงครับ เป็นไม้เนื้ออ่อน ที่ว่าใหญ่ ใหญ่เพราะพูพอนมันใหญ่ถ้าให้จับมือโอบก็คงใช้คนเป็นสิบละครับ ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ต้นวาสนายักษ์ที่ถ้าบังหนีดไม่บอกผมก็เกือบเดินผ่าน เพราะส่วนที่อยู่ในระดับสายตาที่เรามองเห็นง่ายๆ นั้น มันก็คือต้นไม้ใหญ่ที่ดูเปลือกดูต้นก็คงมีอายุยาวนานธรรมดาๆ แต่พอครั้นรู้ว่าเป็นวาสนา ต้องแหงนคอตั้งบ่าจึงเห็นใบเห็นต้นของวาสนาที่เราคุ้นเคยจริงด้วย
บรรยากาศหน้าอ่าวเทียนนั้น น่ามานั่งมานอนเล่นมากครับ เพราะเงียบ ไม่มีนักท่องเที่ยวมากวน ชายหาดนี่ก็มานอนได้เพราะเป็นพื้นที่อุทยานฯ แต่คงไม่มีใครมานอนค้างคืน เพราะพอนักท่องเที่ยวที่ซื้อแพกเกจมาทานข้าวกลางวันเสร็จ หาดก็จะเงียบเหมือนถูกทิ้งร้างเช่นเคย
ทางหัวเกาะยาวน้อย มีกลุ่มเกาะอยู่ไม่มาก เป็นแท่งหินกลางทะเล ส่วนใหญ่ไม่มีที่บนเกาะ แต่สำหรับเกาะโรย ที่มองเห็นจากกลางทะเล ผมก็คิดว่าไม่มีที่ราบ แต่พอเรือเข้าไปจอดเทียบชายหาดเล็กๆ ที่เราเห็นเรือประมงหัวโทงจากกระบี่ 4-5 ลำ จอดเรือรอเวลาเก็บลอบ โดยผูกเรือเป็นแพติดกันอาศัยเพิงผาให้ร่มเงา ที่แท้เพิงผาที่ว่านี้มีช่องกว้างราว 4 เมตรเป็นเหมือนประตูเข้าไปสู่ลากูนภายในได้ แต่เรือเข้าไม่ได้ เราต้องเดินลุยน้ำที่แค่เอวเข้าไป ใครเคยไปเกาะมุกที่ตรัง บรรยากาศแบบนั้นเลย เพียงแต่อันนี้ไม่ต้องลอยน้ำเข้าไป สามารถเดินลุยไปได้ เพราะพอเข้าไปก็จะเห็นว่าข้างในมันเป็นป่า มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่น มีหาดทรายเล็กๆ ตีโอบไปด้านหนึ่ง มีภูเขาหินปูนล้อมรอบทั้งหมด
หน้าผาหินปูนภายในสูงชนิดต้องแหงนคอตั้งบ่าเชียวละ ลองตะโกนทีก็มีเสียงดังก้องสะท้อนกลับมา มีหาดโล่งๆ ให้ได้ถ่ายรูปนิดเดียว เกือบครึ่งของลากูนภายในจะเป็นป่าโกงกางที่ดูสมบูรณ์มาก ไม่มีรอยตัดฟัน และเพราะความสมบูรณ์ประกอบกับไม่มีใครมารบกวน ป่าโกงกางที่นี่ถึงมีค้างคาวแม่ไก่มาอาศัยอยู่พอสมควร ไม่ถึงกับแน่นมาก ผมเดาเอาว่าพื้นที่หากินของค้างคาวเกาะโรยก็คงเป็นที่เกาะยาวน้อย เกาะยาวใหญ่นี่แหละ
เดินกลับออกมาหน้าช่องทางเข้า เห็นเด็กลูกชาวเลเล่นน้ำกันเป็นที่สนุกสนาน ความสุขของเด็กไม่จำเป็นต้องมีเครื่องเล่นราคาแพงที่พ่อแม่ต้องซื้อหามาให้ หากแต่คือวิถีชีวิต การทำมาหากิน ทั้งยังได้ฝึกทักษะการดำเนินชีวิตอีกด้วย ภาพการโดดเล่นน้ำ ตีลังกาของเด็กชาวเลที่เกาะโรย จึงเป็นภาพประทับใจที่ผมอดยิ้มไม่ได้
บังหนีด พาเราแล่นฝ่าทะเลมายังเกาะกูดู ที่เป็นเกาะใหญ่อีกแห่งในบริวารของเกาะยาวน้อย เกาะกูดูก็เป็นเกาะหินปูนที่ดูท่าไม่น่าจะมีที่ราบมากนัก มีเพียงหาดทรายเล็กๆ เท่านั้น จุดเด่นของที่นี่คือรูปทรงของภูเขาหินปูนที่มีหลายยอด สูงๆ ต่ำๆ โดยเฉพาะแท่งที่แยกตัวออกมาจากเกาะแม่ 3 แท่งที่เรียงกันเป็นแนว เลยได้ฉายาหินสามพี่น้อง เสียดายว่าวันที่ผมไปมีกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศมาใช้ที่นี่ถ่ายทำพอดี เราเลยถูกขอร้องให้ออกไปก่อน ซึ่งผมยินดีและเต็มใจมาก แม้ว่าจะเหมือนกับถูกรอนสิทธิ์ตัวเองไปก็ตาม เพราะภาพความสวยงามของบ้านเรา จะไปปรากฏต่อสายตาชาวโลก ว่าเมืองไทยเรานั้นสวยงามเพียงใด เป็นการประชาสัมพันธ์ให้เป็นอย่างดีผ่านภาพยนตร์พวกนี้นี่เอง
เพื่อเป็นการชดเชย บังหนีดก็เลยพาเราเเล่นเรือรอบเกาะกูดู พาไปดูผาหัวกะโหลก ที่เป็นหน้าผาหินปูนที่มีคราบเหล็กสีแดง คราบสีดำ และเวิ้งเพิงถ้ำที่มี แล้วชี้นำให้จินตนาการว่านี่คือหัวกะโหลก ซึ่งดูๆ ไปก็ละม้ายอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าไม่มีใครบอกคงไม่รู้ อีกทั้งมีลากูนเล็กๆ เวิ้งด้านหน้าเตี้ยๆ มองเห็นจากข้างนอกเข้าไปได้ ไม่ต้องมุดช่องเข้าไปเหมือนที่เกาะโรย แต่ลากูนที่เกาะกูดู ป่าโกงกางขึ้นเต็มบริเวณไปหมด
การมาเกาะยาวน้อยคราวเดียว ดูเหมือนได้เที่ยวทะเลจนอิ่มใจ ถือเป็นทริปที่คุ้มค่าทริปหนึ่ง ทั้งนี้ต้องขอบคุณฟ้าที่ทำให้ทะเลเกาะยาว สวยจนอยากจะมาอีก ขอบคุณประเทศนี้ ใครไม่รักประเทศนี้ก็ช่างปะไร แต่ผมหลงรักเมืองไทยเข้าแล้ว
................................
(สอบถามรายละเอียดการท่องเที่ยวเกาะยาวเพิ่มเติมที่ ททท.พังงา โทร. 076-481-900-2)


