วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พันธมิตรเมือง "น่าเบื่อ"

เมื่อ 2 ปีก่อน เมืองบอริ่ง (Boring) ในรัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา และหมู่บ้านดัลล์ (Dull) ในเมืองเพิร์ธไชร์ สก๊อตแลนด์

มีการจับมือเป็นพันธมิตรข้ามชาติเพื่อสร้างสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและร่วมกัน โปรโมทเมืองในฐานะที่ชื่อของสถานที่ทั้ง 2 แห่ง ต่างมีความหมายในเชิงลบ เพราะแปลว่าเมือง “น่าเบื่อ”และหมู่บ้านที่ “ไร้ชีวิตชีวา”

ล่าสุดเมืองแบลนด์ไชร์ (Bland Shire) เมืองที่ชื่อมีความหมายว่า “ไร้รสชาติ” ซึ่งอยู่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย ได้ประกาศขอร่วมเป็นพันธมิตรเมืองน่าเบื่อนี้ด้วยคน

หลังจากที่หมู่บ้านดัลล์และเมืองบอริ่งประกาศเป็นพันธมิตรร่วมกันและมีการประโคมข่าวไปทั่วโลก ปรากฎว่าสถานที่ทั้ง 2 แห่ง มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนเพิ่มมากขึ้น ธุรกิจร้านค้าต่างๆ ของเมืองบอริ่งมีความคึกคักขึ้น มีการเปิดร้านอาหารและบาร์ชื่อ Not So Boring Bar & Grill มีการทำของที่ระลึกขายนักท่องเที่ยว เช่น แก้ว เสื้อยืดและสินค้าอื่นๆ จนสามารถสร้างรายได้ให้เมืองถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา หรือ 160,000 บาท

ในสก๊อตแลนด์ ป้ายชื่อ “Dull Paired with Boring” หรือ "ดัลล์เมืองคู่บอริ่ง” กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวควบคู่ไปกับปราสาทเอดินเบอระห์และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ไปแล้ว

เฟซบุคชื่อ “Welcome to Dull and Boring” สำหรับรณรงค์โครงการนี้มีคนคลิกไลค์ราว 500 คน และยังมีการจัดงาน “Boring and Dull Day” หรือ “วันที่น่าเบื่อและไร้ซึ่งชีวิตชีวา” ในวันที่ 9 สิงหาคมปีที่แล้ว เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันครบรอบหนึ่งปีที่เมืองบอริ่งและหมู่บ้านดัลล์กลายเป็นเมืองพี่เมืองน้องกันอย่างเป็นทางการ

แม้ว่าคำขอของแบลนด์ไชร์ในการเข้าร่วมพันธมิตรชุมชนน่าเบื่อนี้จะได้รับการตอบรับ แต่เพื่อป้องกันความสับสน ทางบอริ่งจึงตัดสินใจคงความสัมพันธ์แบบเมืองพี่เมืองน้องกับดัลล์เท่านั้น ส่วนแบลนด์ไชร์จะเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในฐานะสมาชิกของสหพันธ์ชุมชนพิเศษ ซึ่งทางสภาแบลนด์ไชร์ก็ตอบตกลง

นีล โพโคนีย์ นายกเทศมนตรีของแบลนด์ไชร์บอกว่า พวกเขาได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวของบอริ่งและดัลล์และคิดว่ามันจะดียิ่งขึ้นถ้ามันจะกลายเป็นพันธมิตรระหว่าง แบลนด์ บอริ่งและดัลล์

“มันเป็นเรื่องดีสำหรับเราที่สามารถทำให้ชื่อเมืองของเรากลายเป็นเรื่องเบาๆ และเรียกรอยยิ้มจากผู้คนได้” นีลกล่าว

ในอดีตแบลนด์ไชร์เป็นย่านทำเหมืองทองและพื้นที่การเกษตร ปัจจุบันมีประชากร 6,000 คน ชื่อของมันถูกตั้งตาม วิลเลียม แบลนด์ นักโทษในคดีฆ่าคนตายระหว่างการแข่งขันต่อสู้ในบอมเบย์ ประเทศอินเดียและถูกย้ายมายังออสเตรเลีย วิลเลียมยังเป็นสมาชิกคนแรกของสมาคมแพทย์ออสเตรเลียด้วย

“แบลนด์ไชร์มีพื้นที่ใหญ่กว่าหมู่บ้านดัลล์ แต่เมืองบอริ่งในสหรัฐอเมริกามีขนาดใหญ่กว่าเรามาก เราจึงเป็นเมืองที่อยู่ตรงกลางระหว่างดัลล์และบอริ่ง” นีลกล่าว

เมืองบอริ่งมีประชากรราว 7,500 คน ในขณะที่หมู่บ้านดัลล์มีคนอาศัยอยู่ประมาณ 80 คน ชาวบอริ่งและชาวดัลล์ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร

บอริ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองพอร์ตแลนด์ไปประมาณ 20 ไมล์ทางตะวันออกเฉียงใต้ มีสนามกอล์ฟ 2 แห่ง มีร้านอาหารและโรงเหล้าเพียงไม่กี่แห่ง แต่ไม่มีโรงภาพยนตร์ ร้านขายของชำหรือโรงแรม

ในขณะที่หมู่บ้านดัลล์ก็เช่นเดียวกันแต่มีขนาดเล็กกว่ามากๆ ดัลล์ตั้งอยู่ห่างจากเมืองกลาสโกว์ไปราว 75 ไมล์ทางทิศเหนือและมีบ้านเพียง 20 หลังคาเรือน

ไอเดียของการจับคู่บอริ่งและดัลล์เกิดขึ้นจากอลิซาเบธ เลห์ตัน นักขี่จักรยานหญิงชาวสก๊อตแลนด์คนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในอะเบอร์เฟลดี้ใกล้ๆ กับดัลล์ ขณะที่เธอกำลังขี่จักรยานผ่านเมืองบอริ่งในปี 2012 เธอรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ค้นพบเมืองนี้ จึงรีบโทรหาเพื่อนที่ชื่อ เอ็มม่า เบิร์ทเทิลส์ ที่อยู่ในหมู่บ้านดัลล์และเสนอไอเดียการเชื่อมเมืองที่มีชื่อแปลว่าน่าเบื่อทั้ง 2 แห่งเข้าด้วยกัน

เอ็มม่าจึงรีบติดต่อตัวแทนสภาชุมชนชองดัลล์รวมถึง สตีฟ เบตส์ ประธานองค์การการวางผังเมืองของบอริ่งเพื่อหารือเกี่ยวกับการจับคู่เมืองครั้งนี้

แต่ความแตกต่างระหว่างบอริ่งและดัลล์ทั้งในแง่จำนวนประชากรและขนาดของพื้นที่ทำให้พวกมันไม่สามารถกลายเป็นเมืองแฝดอย่างแท้จริงได้

เมืองบอริ่งตั้งชื่อตาม วิลเลียม เอช บอริ่ง ชาวเมืองคนแรกๆ ที่อาศัยอยู่ที่นั่นและเป็นอดีตทหารสหภาพในสงครามกลางเมืองของชาวอเมริกัน เมืองนี้มีชื่อเสียงเรื่องโปรแกรมฝึกอบรมสุนัขนำทางที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ ด้าน บ๊อบ บอริ่ง เหลนชายวัย 72 ปี ของวิลเลียมบอกว่า เขารู้สึกดีใจที่ได้เป็นพันธมิตรกับหมู่บ้านดัลล์

ส่วนชื่อของดัลล์เชื่อกันว่าอาจมีที่มาจากคำในภาษาเกลิคของชาวไอริชและชาวพื้นเมืองของสก๊อตแลนด์ซึ่งมีความหมายว่า “ทุ่งหญ้า” แต่มีคำสันนิษฐานอื่นๆ ระบุว่าดัลล์อาจมีต้นกำเนิดมาจากคำว่า "dul" ในภาษาเกลิคที่มีความหมายว่า“กับดัก”

...........................

ที่มา เว็บไซต์เดลี่ เมล์ และเอ็นบีซี นิวส์