ครูบาอาจารย์หลายท่านบอกผมว่าอย่าขึ้นหัวข้อเรื่องด้วย ๆ แต่คราวนี้ผมต้องแหกคอก
เพราะไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาอธิบายเมืองเล็กๆ อย่าง “ประจวบคีรีขันธ์” ให้มันคลุมที่สุดเท่าคำนี้ ก่อนหน้านั้นผมถูกชักชวนจากท่านพิสิษฐ์ตา อินทร์พันธ์ ผอ.ททท.สำนักงานประจวบฯ ว่าให้ลองมาเที่ยวดูแล้วจะรู้ว่าเมืองนี้ไม่ธรรมดา ผมก็อิดออดๆ มัวแต่ไปนั่นไปนี่ ลืมประจวบฯ เสียสนิท จนกระทั่งมีธุระปะปังต้องไปที่นั่น นั่นแหละ ผมถึงได้รู้ว่าเราพลาดของดีไปนาน
ประจวบฯเป็นเมืองเล็กๆ พอๆ กับบ้านผมที่เพชรบุรี ที่ 30 ปีผ่านไป ทุกวันนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม ผังเมืองอะไรแทบไม่ขยับ ทั้งนี้เพราะว่าทั้งเพชรบุรีและประจวบฯเป็นแค่เมืองผ่าน ใครจะไปต้องตั้งใจเข้าไป แต่ก็เป็นข้อดีหนึ่งอย่างคือทำให้บรรดาเมืองผ่านเหล่านี้ไม่พลุกพล่าน ค่าครองชีพก็ยังถูก แต่ประจวบฯได้เปรียบตัวเมืองเพชร ตรงที่ตัวเมืองประจวบฯ ติดทะเล
อ่าวประจวบฯ นั้นแม้ทรายไม่ขาวละเอียดเท่าทะเลทางอันดามัน แต่มันเป็นทะเลที่มีชีวิต คือยังเป็นหาดที่ชาวประมงพื้นบ้านยังคงเอาเรือมาจอด เอากุ้ง ปลา ที่จับได้ขึ้นฝั่ง แล้วรอลงทะเลอีกครั้ง ซึ่งผิดกับหาดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เรือประมงต้องไปจอดอีกที่ให้เป็นระเบียบ เพราะคนมาก แต่หาดประจวบฯ ผมว่ามันมีชีวิตที่เราสามารถมองเห็นได้จริงๆ โค้งอ่าวนั้นโค้งได้รูปทรงสวยงามทีเดียว อีกด้านมีเขาล้อมหมวกเป็นหมุดปัก ส่วนอีกด้านเป็นเขาตาม่องล่าย โค้งอ่าวประจวบฯจึงสวยงาม และยิ่งสวยมากๆ ถ้าท่านผู้อ่านได้เดินขึ้นไปดูจากบนเขาช่องกระจก
เขาช่องกระจกเป็นภูเขาเตี้ยๆ ริมทะเล อยู่ในเมืองนั่นแหละ เข้าใจว่าวัดธรรมมิการามวรวิหาร หรือวัดเขาช่องกระจกดูแลอยู่ เพราะพื้นที่วัดอยู่เชิงเขาเพียงถนนกั้น และศาลาศาสนะบนยอดเขาก็มีพระจากวัดเขาช่องกระจกไปดูแล มีบันไดปูน 365 ขั้น ขึ้นไปจนถึงบนยอดเขา ซึ่งมีเจดีย์ มีวิหารที่มีพระพุทธรูปเก่าแก่อยู่ด้านบน มีรอยพระพุทธบาทจำลอง รวมทั้งศาลาที่มีรูปหล่อของ “หมอพร” กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือเสด็จเตี่ยของชาวทหารเรือและคนทะเลทั้งหลายนั่นเอง
ที่ว่ามาทั้งหมดนี้อยู่บนยอดเขาช่องกระจก ซึ่งความสวยงามก็คือทิวทัศน์ของท้องทะเลอ่าวประจวบทั้งหมด ผมเห็นทิวทัศน์มามากทั่วประเทศก็ว่าได้ แต่บอกเลยว่าที่นี่ไม่แพ้ที่ไหน มุมมองของทิวทัศน์ที่มองเห็นจะค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นทีละนิดๆ เมื่อเราเดินสูงขึ้นไปเรื่อย จนเมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาช่องกระจกนั่นแหละ ถึงได้รู้ว่า คุ้มค่ากับการเดินขึ้นภูเขามาจริงๆ สามารถมองได้รอบทิศทาง ทางฝั่งตะวันตกนั้นไม่สวยเท่าไหร่ แต่วิวทางฝั่งตะวันออก สวยจนบรรยายไม่ถูก โดยเฉพาะเมื่อได้ไปนั่งที่ศาลาหมอพรด้วยแล้ว ลมเย็นๆ เห็นทะเลสวยกว้างไกล สวยจนไม่อยากเดินลง
แต่เสียอย่างเดียว ที่นี่ ลิงเยอะมาก เยอะและซนด้วย กระเบื้องหลังคาวัด วิหารต่างๆ ถูกรื้อพังกระจายต้นไม้ใบหญ้าถูกกัด ถูกแทะจนเหี้ยน ตามบันไดปูนเลอะไปด้วยเศษอาหาร มูลของลิง รวมทั้งกลิ่น อันนี้ต้องทำใจ ไปคราวนี้ผมได้ประสบการณ์น่าจดจำกลับมา เพราะอุตส่าห์เอาจักรยานใส่ท้ายรถ พอไปถึงประจวบฯจอดรถยนต์ไว้ที่โรงแรมแล้วปั่นจักรยานเที่ยว เอามาจอดที่เชิงเขา ล๊อคอย่างดี แล้วเดินขึ้นเขา ลงมาขาแทบอ่อน จักรยานผมเละไปแทบทั้งคัน ชนิดที่เรียกว่า “ยับเยิน” ใครไป กระเป๋า ของมีค่าห้ามห่างตัวเด็ดขาด ลิงไม่ดุ แต่ซนมาก ถ้าจะให้อาหารก็ให้แต่ด้านล่าง ห้ามถือติดไป จะถูกแย่ง ลิงก็หิว คนก็หิว ว่ากันไม่ได้ครับ แต่เมื่อเทียบกับความสวยจากบนยอดเขาช่องกระจก ปัญหาเรื่องลิงซนก็เรื่องเล็กไปเลย
ในเมืองประจวบเขายังมีศาลหลักเมืองที่สร้างคล้ายปราสาทขอม มีปรางค์ประธาน และปรางค์บริวารสี่มุม แต่หน้าบัน ดันเป็นรูปราหูกำลังอมจันทร์ เรียกว่าเป็นขอมกลายพันธุ์ก็ว่าได้ ไม่ไกลกันมาก ตรงถนนเลียบทะเล หน้าท่าเทียบเรือประจวบฯ มีพระอุปคุตประดิษฐานอยู่ หันหน้าออกไปทางทะเล ในพุทธประวัติเขาว่าพระอุปคุตนี้ท่านเพ่งดวงอาทิตย์ที่เป็นอุปสรรคในการบำเพ็ญธรรม ใครไปกราบไหว้พระอุปคุตจึงเหมือนการไหว้เพื่อขอพลังให้ก้าวข้ามอุปสรรคทั้งหลาย
แล้วตรงถนนเลียบทะเลใกล้พระอุปคุตนี่แหละครับ เป็นสนามเด็กเล่นและสวนสาธารณะเล็กๆ ริมทะเล พอเย็นๆ ก็จะกลายเป็นถนนคนเดินกลายๆ คือเป็นร้านอาหารแบบรถเข็น สารพัดสารพัน คนประจวบฯ มาซื้อของกิน นักท่องเที่ยวมาเดินเล่น มาซื้อของกินเล่น พอได้ก็ไปนั่งกินกันบนขอบรั้วริมทะเล ดูเรือไดหมึก เปิดไฟเขียวไปทั้งทะเล คือไปเห็นแล้วบรรยากาศมันน่าเดินเล่น รวมทั้งน่าเอาจักรยานมาปั่นเล่นจริงๆ (แต่อย่าไปจอดใกล้เขาช่องกระจก)
อีกที่ที่ผมไม่อยากให้พลาดคือวัดเกาะหลัก วัดนี้อยู่กลางเมือง เป็นพระอารามหลวง เป็นวัดเก่าแก่โบสถ์สวยมาก มีรูปปูนปั้นลอยตัวประดับทั้งหน้าบัน และชายหลังคารอบโบสถ์ ภายในโบสถ์ก็มีจิตรกรรมฝาผนังที่วิจิตรมาก และเพียงแค่ถนนกั้น เป็นโรงเรียนประจวบวิทยาลัย โรงเรียนนี้ไม่ได้ไปขอเงินใครไปแข่งโยธวาทิต หากแต่ลูกเสือของโรงเรียนนี้สร้างวีรกรรมปกป้องชาติคราวสงครามเอเชียมหาบูรพา คราวที่ญี่ปุ่นบุกเมืองประจวบฯ ทหารที่กองบิน 5 อ่าวมะนาวที่มีกำลังน้อยกว่า สู้ยันกับญี่ปุ่น จนทั้งกระสุนและเสบียงจะหมด ก็มีลูกเสือของโรงเรียนประจวบวิทยาลัยนี้เองที่แสดงความกล้าหาญ ลำเลียงกระสุนและเสบียงเข้าไปให้ทหารไทย จนมีลูกเสือบางนายเสียชีวิต
นี่คือวีรกรรมที่เด็กรุ่นนั้นกระทำต่อชาติบ้านเมือง สมควรที่เด็กรุ่นนี้จะเอาแบบอย่าง เรื่องส่วนรวมต้องมาก่อนเรื่องส่วนตัว อย่าตะแบงกับระเบียบกติกาและอย่าทำเรื่องที่สุ่มเสี่ยงกับการทำผิดจริยธรรม เพียงเพราะว่าไม่มีข้อห้าม ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่หัดละอายใจกันบ้าง
ใกล้ๆ กันมีกองบิน 5 อ่าวมะนาว ที่ผมประทับใจมาก แต่ขอขยักไว้ค่อยมาเขียนวันหลัง แต่จะบอกว่าค่าครองชีพในประจวบฯไม่แพงเลย โรงแรมดีๆ ในเมืองราคา 500 บาท เยอะแยะ ถ้าออกชานเมืองหน่อย ราคา 350 บาท แต่กว้าง สะอาดและดีมาก คืนแรกของผมที่ประจวบฯ ด้วยความอยากเห็นทะเลตอนเช้า เลยนอนโรงแรมติดหาด ปรากฏว่ามันร้องคาราโอเกะทั้งคืน ต้องเอาทิชชูมาอุดหู นอนไปก็ด่ามันไป คืนที่สองจึงออกไปนอนชานเมือง ทีนี้แหละสวรรค์เลย เงียบ สงบ และเป็นธรรมชาติมาก
สำหรับประจวบฯ ก่อนมาก็งั้นๆ แต่พอได้มาจริงๆ จังๆ ผมว่าต้องหาโอกาสมาอีก เพราะติดใจเมืองนี้ซะแล้ว มาเที่ยวทั้งที แหล่งท่องเที่ยวสวยมาก ไม่เจอคนมาก ไม่เจอโรงแรม-ร้านอาหารขูด โขกราคา ผู้คนยิ้มแย้ม อะไรจะมีความสุขเมื่อมาเที่ยวเท่านี้อีกเล่า ขออย่างเดียว....
อย่าล้อเล่นกับลิงเขาช่องกระจก...ผมเข็ดจริงๆ!

