ความเย็นใสของสายน้ำที่สาดกระเซ็น ทำให้ความชุ่มฉ่ำเย็นใจเกิดขึ้นในทันทีที่ได้สัมผัส และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกคนหลงรัก "สงกรานต์"
สงกรานต์ เป็นประเพณีการเล่นน้ำในฤดูร้อนที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทุกคนรอคอย แน่นอนว่า เทศกาลที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ย่อมมีสีสันและสนุกสนาน จนกระทั่งมีการจัดลำดับให้สงกรานต์ของไทยเป็นเทศกาลที่มีสีสันที่สุด 1 ใน 5 ของเอเชีย
จะว่าไป ประเทศอื่นๆ ที่เป็นบ้านใกล้เรือนเคียงกับไทยก็มีประเพณีสงกรานต์เหมือนกัน แต่รูปแบบการเล่นน้ำ หรือพิธีกรรมอาจแตกต่าง เฉพาะแค่ในประเทศไทยซึ่งมีผู้คนต่างเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ก็ยังมีเอกลักษณ์ในการเล่นน้ำสงกรานต์ไม่ซ้ำกันเลย
แม้จะต่างกันแค่ไหน แต่วันสงกรานต์ตามปฏิทินท่องเที่ยวของเมืองไทยก็ระบุไว้ตรงกันว่าเป็นวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี หากชุมชนไหน หรือจังหวัดใด มีความเชื่อเกี่ยวกับงานประเพณีสงกรานต์ที่ต่างออกไปก็อาจจะกำหนดวันที่ตรงกับความเชื่อของท้องถิ่นตัวเองขึ้นมา
สงกรานต์ที่ไหนๆ ก็อาจจะมีรูปแบบการเล่นน้ำที่ดูคล้ายหรือแตกต่างกันไม่มากนัก แต่ "เสาร์สวัสดี" ฉบับนี้ เรารวบรวมประเพณีสงกรานต์ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เผื่อเก็บไว้เป็นตัวเลือกให้นักเดินทางที่มีความต่างอยู่ในหัวใจได้ออกเดินทางไปสัมผัส
..............................
มอญ เป็นหนึ่งในชนชาติที่ตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทยมานาน แต่วัฒนธรรมที่น่าจดจำก็ยังไม่ลบเลือนหายไป ในประเทศไทยมีชุมชนชาวมอญขนาดใหญ่ตั้งอยู่หลายที่ และแต่ละที่ก็มีรูปแบบการเล่นสงกรานต์ที่แตกต่างกัน อย่างชุมชนชาวมอญที่เกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มีประเพณี สงกรานต์เกาะเกร็ด ที่เรียกว่า "ปัจอะห์ต๊ะห์" โดยจะมีการทำบุญเฉลิมฉลองกันอย่างมโหฬารทุกหมู่บ้านของชุมชนในเกาะเกร็ด ก่อนวันสงกรานต์จะมีการกวนขนมกาละแม ข้าวเหนียวเเดง ข้าวเหนียวแก้ว และมีการทำ "คะนอมจิน" หรือขนมจีนเพื่อทำบุญด้วย ในตอนเย็นและกลางคืนตามหมู่บ้านต่างๆ จะมีการเล่นสะบ้ามอญ และทะเเยมอญ การฟ้อนรำมอญ และศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน
แต่ที่อยากแนะนำคือ พิธีกรรมที่น่าสนใจอย่าง การแห่ข้าวแช่ การแห่หางหงส์ และการแห่น้ำหวาน ซึ่งการแห่ทั้ง 3 รูปแบบนี้มีวัตถุประสงค์ในการทำกิจกรรมต่างกัน
"การแห่ข้าวแช่" เป็นประเพณีที่คนมอญเรียกว่า "เปิงฮุงกราน" คือในเช้าวันสงกรานต์ชาวบ้านจะจัดเตรียมสำรับอาหาร และนำข้าวแช่ใส่ในหม้อดินเผาแล้วนำข้าวแช่ไปถวายพระที่วัด ก่อนไปก็จะจัดเป็นขบวนแห่ เรียกว่า "แห่ข้าวแช่" พร้อมจัดทำพิธีบูชานางสงกรานต์ที่ชาวมอญเรียกว่า "มี๊ซงกรานต์" ด้วยการสร้างศาลเพียงตาหน้าบ้าน จากนั้นนำข้าวแช่พร้อมเครื่องบูชามาวางไว้ จะมีการส่งสำรับข้าวแช่ให้แก่ญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือด้วยเพื่อเป็นการแสดงความเคารพ โดยปกติการแห่ข้าวแช่จะทำกันปีละ 2 ครั้ง คือวันสงกรานต์ครั้งหนึ่ง และวันออกพรรษาอีกครั้งหนึ่ง
ส่วน "การแห่หางหงส์" เป็นประเพณีที่ทำเพื่อเฉลิมฉลอง เพราะชาวมอญมีสัญลักษณ์เป็นหงส์ โดยหางหงส์จะทำด้วยผ้ามาตัดเย็บเป็นรูปธงยาวผูกปลายไม้ แห่ไปตามหมู่บ้าน เพื่อเป็นศิริมงคล ความร่มเย็นเป็นสุขของบ้าน และถวายเป็นพุทธบูชา โดยหลังจากแห่แล้วก็จะเชิญหางหงส์ขึ้นสู่ยอดเสาหงส์ของวัด จากนั้นพระสงฆ์จะสวดชยันโตเพื่อเป็นสิริมงคล
เมื่อเสร็จสิ้นวันสงกรานต์ประมาณ 1 สัปดาห์ จะมีประเพณี "การแห่น้ำหวาน" โดยชาวบ้านจะมาร่วมทำบุญด้วยการจัดขบวนแห่น้ำหวานบรรจุขวด เพื่อถวายพระภิกษุสงฆ์ไว้ฉันเวลากระหายน้ำ เมื่อขบวนแห่ถึงวัดใดก็นำน้ำหวานที่จัดไว้มาถวายพระสงฆ์และสามเณรทุกรูปในวัด ขบวนแห่น้ำหวานจะมีทั้งนกและปลาเพื่อนำไปปล่อยตามวัดต่างๆ ด้วย ตามเส้นทางที่ขบวนผ่านจะมีโรงทานตั้งอยู่เป็นระยะๆ มีน้ำดื่ม ขนมและของว่าง บริการแก่ผู้ร่วมขบวนหรือผู้ร่วมงานด้วย ซึ่งเป็นการให้บริการฟรี ประเพณีแห่น้ำหวานนี้ คนไทยเชื้อสายมอญที่เกาะเกร็ดได้ปฏิบัติเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย
ชุมชนมอญอีกแห่งหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมาตลอดเห็นจะเป็นชาวบ้านวังกะ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่นอกจากจะมีภูมิประเทศสวยงาม ยังมีวัฒนธรรมน่ารักๆ ซ่อนอยู่มากมาย ในที่นี้จะเล่าถึงประเพณี สงกรานต์สังขละบุรี ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ วัดวังก์วิเวการาม (วัดหลวงพ่ออุตตมะ) ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยเชื้อสายมอญ โดยจะมีระยะเวลาการจัดงานทั้งหมด 5 วัน ในแต่ละวันก็มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป คือ วันสงกรานต์ลง วันคาบปี วันสงกรานต์ขึ้น วันสรงน้ำพระ และวันยกฉัตรเจดีย์ (หรือวันกรวดน้ำ)
ใน 3 วันแรก ช่วงเช้าจะมีการทำบุญใส่บาตร ซึ่งภาพที่เห็นจนชินตาก็คือ ชาวมอญจะเดินทูนถาดอาหารไว้บนศีรษะเพื่อนำไปถวายพระ จากนั้นก็ถือศีล ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว กลางวันหนุ่มๆ สาวๆ ก็จะเล่นสะบ้าน หรือฟ้อนรำ พอตกเย็นๆ ก็จะพากันไปรดน้ำผู้แก่ผู้เฒ่าที่วัด ก่อนจะขนทรายเข้าวัด และร่วมกันก่อเจดีย์ทรายที่บริเวณต้นศรีมหาโพธิ์ใกล้กับเจดีย์พุทธคยา กระทั่งถึงวันที่ 4 ชาวบ้านจึงจะออกไปร่วมกันสรงน้ำพระ
การสรงน้ำพระของชาวบ้านวังกะจะแตกต่างจากที่อื่นเล็กน้อย โดยจะเป็นการสรงน้ำผ่านรางกระบอกไม้ไผ่ ที่นำมามัดรวมต่อๆ กัน เป็นระยะทางยาวนับกิโลเมตร แต่ไฮไลท์ที่ทำให้หลายคนอยากเดินทางมาร่วมพิธีกรรมในวันสงกรานต์ที่นี่คือกิจกรรมที่เรียกว่า "สะพานแห่งศรัทธา" คือเมื่อถึงเวลาสรงน้ำพระ ชาวบ้านผู้ชายจะพร้อมใจกันนอนเรียงต่อกันเป็นสะพานมนุษย์ เพื่อให้พระเถระเดินย่ำไปบนหลังจนถึงบริเวณที่นั่งสรงน้ำ และหลังจากสรงน้ำพระเสร็จ ชาวบ้านผู้ชายก็จะอุ้มพระไปส่งที่บันไดกุฏิ ถือเป็นพิธีกรรมที่เป็นสิริมงคลตามความเชื่อ และวันสุดท้ายชาวบ้านจะจัดกองผ้าป่าที่ตกแต่งเป็นรูปหงส์พร้อมด้วยเครื่องสังฆทาน สำรับอาหารคาว-หวาน และจตุปัจจัยไทยธรรม แห่ไปยังวัดวังก์วิเวการาม และอัญเชิญยอดฉัตร 9 ชั้น ไปยังเจดีย์ทรายที่ชาวบ้านร่วมกันก่อขึ้นที่บริเวณหน้าเจดีย์พุทธคยา ก่อนจะทำบุญกรวดน้ำอุทิศบุญกุศลไปให้ผู้อื่น เป็นอันเสร็จพิธี
สงกรานต์แห่นางดาน ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็มีเอกลักษณ์แตกต่างไปจากการเล่นสงกรานต์ในจังหวัดอื่นๆ โดยจะมี "นางดาน" เป็นตัวแปรสำคัญ เชื่อแน่ว่าหลายคนอาจกำลังทำหน้างุนงง และสงสัยว่านางดานเป็นใคร จะใช่นางสงกรานต์หรือไม่ ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า นางดานไม่ใช่หญิงสาวอย่างที่หลายคนคาดเดา เพราะที่จริงแล้วนางดาน หมายถึง นางกระดาน หรือแผ่นไม้กระดานที่วาดรูปหรือแกะสลักเป็นรูปเทพบริวารในคติพราหมณ์ จำนวน 3 องค์ แผ่นแรก คือ พระอาทิตย์ พระจันทร์ แผ่นที่สอง คือ แม่พระธรณี ส่วนแผ่นที่สาม คือ พระแม่คงคา ซึ่งกระดานทั้ง 3 แผ่นนี้จะใช้ในขบวนแห่เพื่อรอรับเสด็จพระอิศวรที่จะเสด็จมาเยี่ยมมนุษย์โลก ณ เสาชิงช้า ตามความเชื่อของชาวนครศรีธรรมราช
ประเพณีแห่นางดาน เป็นประเพณีทางศาสนาพราหมณ์ เป็นส่วนหนึ่งของประเพณีตรียัมปวายหรือประเพณีโล้ชิงช้า ถือเป็นการอัญเชิญเทพชั้นรอง 3 องค์ มารอรับเสด็จพระอิศวรที่จะเสด็จลงมายังโลกมนุษย์ เชื่อกันว่าเป็นการประสาทพรให้มีความสุขสบาย คุ้มครองบ้านเมืองให้ปลอดภัย ดังนั้นในเทศกาลสงกรานต์นอกจากชาวนครศรีธรรมราชจะมีประเพณีการสรงน้ำ "พระพุทธสิหิงค์" ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองแล้ว ยังมีประเพณีการแห่นางดานและโล้ชิงช้าเพื่อความร่มเย็นเป็นสุข ถือเป็นการโล้ชิงช้านอกเขตเมืองหลวงแห่งเดียวของไทย
ความน่ารักของประเพณีสงกรานต์ที่ยังมีให้เห็นส่วนมากจะอยู่ในชุมชนที่มีความต่างทางชาติพันธุ์ อย่างชุมชนไทยทรงดำ หรือไทยโซ่ง ที่กระจายอยู่หลายพื้นที่ในประเทศไทย ทั้งเพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี พิจิตร พิษณุโลก เลย ฯลฯ เกือบทุกชุมชนยังคงมีการจัดงานประเพณีสงกรานต์อย่างเหนียวแน่น
อิ้นก๊อน รำแก๊น หรือ เล่นคอน รำแคน เป็นการละเล่นของชาวไทยทรงดำในช่วงตรุษสงกรานต์ หรือตรงกับเดือน 5 ตามจันทรคติไทย โดยการเล่นคอน เป็นการโยนลูกช่วง ที่เรียกว่า ทอดคอน จะนิยมเล่นกันในตอนบ่าย แต่พอตกค่ำเย็นย่ำแล้วก็จะมีการรำแคน เรื่อยไปจนดึกดื่นเที่ยงคืน เป็นการละเล่นในช่วงตรุษสงกรานต์ของชาวไทยโซ่ง
การเล่นคอน รำแคน เป็นประเพณีที่เปิดโอกาสให้หนุ่มสาวต่างหมู่บ้านได้พบปะพูดคุยทำความรู้จักกัน หรืออาจจะเรียกว่าเป็นการหาคู่อย่างหนึ่งก็ได้ จะนิยมเล่นหลังจากว่างเว้นจากการทำนา โดยหนุ่มๆ จะนัดหมายรวมกลุ่มกัน 5-10 คน เดินทางเป่าแคนขับกลอนไปหาสาวๆ ต่างหมู่บ้าน เพื่อขอเล่นคอน รำแคน และค้างแรมด้วย เมื่อผู้ใหญ่ตามคุ้มบ้านให้การต้อนรับ กิจกรรมการละเล่นก็จะเกิดขึ้นทันที
เวลาเล่นรำแคนจะคล้ายๆ กับเล่นเพลงอีแซว หรือลำตัดภาคกลาง คือ มีคนร้อง หรือเซิ้ง เป็นภาษาไทยโซ่ง เนื้อหาเกี้ยวกันไปมาตามประสาหนุ่มสาว พร้อมๆ กับปรบมือเป็นการให้จังหวะ ส่วนหมอแคน จะเป็นคนที่ต้องใช้ความสามารถมากที่สุด เพราะต้องบรรเลงเพลงให้ผู้ฟังรู้สึกสนุกสนาน อยากออกมารำแคนด้วยกัน การละเล่นนี้จะเล่นไปเรื่อยๆ จนถึงวันสงกรานต์ก็จะหยุดไปทำบุญอีก 5 วัน วันสุดท้ายจะก่อเจดีย์ทราย สรงน้ำพระ รดน้ำคนแก่ แล้วก็ให้ผ้าผ่อน ให้ศีลให้พรตามประเพณี
นอกจากงานสงกรานต์ของชาวไทยทรงดำแล้ว สงกรานต์อุ้มสาวลงน้ำ ณ เกาะสีชัง และเกาะขามใหญ่ จังหวัดชลบุรี ก็เป็นอีกหนึ่งประเพณีที่มีนัยคล้ายจะบอกว่า สงกรานต์นี้มีคู่แน่ เพราะจุดเด่นของงานนี้อยู่ที่การละเล่นของหนุ่มๆ สาวๆ ที่เรียกว่า "อุ้มสาวลงน้ำ" สำหรับประวัติความเป็นมาของประเพณีนี้ค่อนข้างยาวนาน ย้อนไปถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องจากเกาะสีชังมีปัญหาขาดแคลนน้ำจืด ชาวบ้านเกาะสีชังจึงไม่นิยมสาดน้ำกัน แต่เปลี่ยนมาใช้วิธีการ "อุ้มสาวลงน้ำ" หรือ "จูงมือลงทะเล" แทน
กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นบริเวณชายหาดทางตอนเหนือของเกาะขามใหญ่ โดยชายหนุ่มจะเลือกสาวที่ชอบใจ แล้วขออนุญาตอุ้มลงไปเล่นน้ำ ระหว่างอุ้มก็จะอวยพรซึ่งกันและกัน ส่วนผู้สูงอายุก็จะถูกลูกหลานอุ้มลงเล่นน้ำเช่นกัน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้สนุกสนานกับครอบครัว และยังเป็นช่วงให้พรกับลูกหลานด้วย
ทุกๆ ปีจะมีกิจกรรมที่สอดคล้องกับงานประเพณีสงกรานต์ ทั้งพิธีทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระ พิธีกองข้าวบวงสรวง รดน้ำดำหัว การก่อพระเจดีย์ทราย การละเล่นพื้นบ้าน การแข่งขันเรือกระทะ เรือชักกะเย่อ มวยตับจาก ปาลูกดอก แข่งขันตะกร้อลอดบ่วง การแสดงดนตรี ฯลฯ ซึ่งประเพณีสงกรานต์นี้ถือเป็นวันรวมญาติครั้งยิ่งใหญ่ ทุกๆ คนในครอบครัวจะต้องกลับมารวมตัวที่บ้านเกิดเพื่ออวยพรซึ่งกันและกันทุกปี
ตราบใดที่คำว่า "ประเพณี" ยังมีคุณค่าและถูกรักษาให้ดีงามคู่กับสังคมไทย "สงกรานต์" ก็จะยังคงเป็นที่หนึ่งในใจของนักท่องเที่ยวทั่วไปแบบไม่เปลี่ยนแปลง
.......................
หมายเหตุ : สอบถามรายละเอียดของประเพณีสงกรานต์ในแต่ละพื้นที่ได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ 1672





