ขุดอดีตค้นราก รัศมี ชูทรงเดช

นักโบราณคดีผู้ไขปริศนาโลงไม้และเรื่องราวแห่งอดีตของคนบนพื้นที่สูงกับภารกิจท้าทายในการคลี่คลายข้อสงสัย "คนไทยมาจากไหน"
ทางเดินสูงชันสู่โถงถ้ำอันคับแคบ คือเส้นทางสู่ห้องทำงานของนักโบราณคดีหญิงแกร่งคนนี้ที่มีเพียงผนังหิน พื้นดิน โลงไม้ กระดูกมนุษย์ และเศษวัตถุที่ยังไม่อาจระบุชนิดและที่มา
รศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช จบการศึกษา ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก สาขามานุษยวิทยา จาก University of Michigan, Ann Arbor ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร พ่วงด้วยภารกิจสำคัญในการเป็นหัวหน้าคณะวิจัยโครงการ “การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์กับสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน”
กว่า 16 ปีในฐานะนักวิจัยที่ไม่เคยหยุดสืบค้นความจริงใต้ผืนดินที่เต็มไปด้วยภูเขา เพิงผา โถงถ้ำ และปริศนาแห่งอดีต แม่ฮ่องสอนไม่เพียงเป็นพื้นที่ทำงานยังอาจเรียกได้ว่าเป็นบ้านหลังที่สองที่มีทั้งประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นและเรื่องราวน่าประทับใจ
-ทำไมถึงได้สนใจโบราณคดีบนพื้นที่สูงคะ
จริงๆ ตอนที่เรียนโบราณคดีนี่ชอบเครื่องมือหินนะคะ พอเรียนเรื่องเครื่องมือหินก็สนใจพื้นที่กาญจนบุรี เพราะว่าตั้งแต่เด็กๆ อาจารย์ไปไหนก็จะไปด้วย แล้วส่วนใหญ่ที่อาจารย์พาไปก็คือเป็นบริเวณลุ่มแม่น้ำแควน้อย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย พอหลังจากตอนนั้นก็คือไปเรียนต่อปริญญาโท ปริญญาเอก ก็ทำงานวิจัยในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแควน้อย ก็ได้สำรวจแล้วเจอพวกโลงไม้ พวกเครื่องมือหิน เจออะไรที่คล้ายๆ กับที่แม่ฮ่องสอน
พอเรียนจบแล้วมาสอนที่ ม.ศิลปากร ระหว่างที่ทำงานก็ได้รับการติดต่อจากอาจารย์ปรีชา กาญจนาคม ว่าโครงการสำรวจถ้ำที่แม่ฮ่องสอนไม่มีนักโบราณคดีมีแต่นักสิ่งแวดล้อม นักธรณี และอะไรอีกเยอะแยะ อาจารย์ก็เลยให้ชื่อไป และก็ได้ร่วมโครงการนี้เพราะว่าจะอยู่ในพื้นที่แนวเทือกเขาตะวันตก โบราณวัตถุคล้ายกับที่เมืองกาญจน์ก็เลยเกิดความสนใจ
โครงการนี้ก็คือสำรวจถ้ำเพื่อจะอนุรักษ์นะคะ เพราะว่าในตอนนั้นกระแสของการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าอะไรแบบนี้กำลังฮิต เพราะฉะนั้นจังหวัดแม่ฮ่องสอนก็เลยอยากที่จะเปิดแหล่งท่องเที่ยวเรื่องถ้ำแต่ไม่มีความรู้ เราก็สำรวจตรงนั้นประมาณ 2 ปี พอไปเริ่มสำรวจแล้วก็เจอแหล่งโบราณคดีที่มากกว่าถ้ำอีก ถ้ำนี่ก็เยอะแล้วประมาณสัก 80 กว่าถ้ำ แต่ว่ามีแหล่งโบราณคดีอื่นๆ มากมาย ก็เลยกลับมาเสนอโครงการวิจัยโครงการโบราณคดีในพื้นที่สูงที่เป็นโบราณคดีเฉพาะเลย
ทีนี้ระหว่างนั้นก็สำรวจเพิ่มมากขึ้น และขณะที่สำรวจก็ขุดค้น พอขุดค้นนี่ล่ะค่ะคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้งานนี้มันไปไม่รู้จบ เพราะว่ายิ่งได้ข้อมูลใหม่ มันก็เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญ อย่างเราขุดที่เพิงผาถ้ำลอดก็เจอโครงกระดูกมนุษย์ที่เก่าเป็นหมื่นปีนะคะ เจอเครื่องมือหินมากมายมหาศาล ซึ่งเราไม่เคยพบเลยว่ามนุษย์จะทำเครื่องมือหินขนาดนั้นแล้ว พอหลังจากขุดที่ตรงนั้นเสร็จแล้วก็ไปขุดที่แหล่งโบราณคดีเพิงผาบ้านไร่ก็จะเป็นแหล่งวัฒนธรรมโลงไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนที่โล่ง สาเหตุที่ขุดตรงนั้นก็เพราะว่าชาวบ้านเดิมเขาไม่เชื่อว่าเป็นโลงศพ เพราะโลงไม้ที่เราเจอทั่วๆ ไป ไม่เคยเจอกระดูก เราก็เลยสนใจที่อยากจะขุดตรงนั้น
หลังจากขุดตรงนั้นเสร็จแล้วเราก็ได้ความรู้ว่ามันเป็นโลงศพจริงๆ ทำจากไม้สักที่เป็นไม้ต้นเดียว มีประเพณีเฉพาะที่ต้องใช้โลงนี้วางบนเสาประมาณหกเสา ขนาดของโลงก็หลากหลายและมีการเลือกทำเลด้วยนะคะ เหมือนกับเลือกฮวงจุ้ยแหล่งฝังศพ ตรงนั้นก็เกิดองค์ความรู้ใหม่มากมายที่ตอบคำถามชาวบ้านด้วย เพราะชาวบ้านเขาสงสัยว่าคืออะไรกันแน่ หลังจากที่เราไปทดสอบหาอายุก็พบว่าประมาณสองพันถึงพันกว่าปี คนก็เริ่มรู้สึกว่าอ้าวนี่มันสำคัญนี่นา
จากตอนแรกก็เห็นอยู่ในป่า ไม่สนใจ ตอนช่วงที่เราทำงานแล้วข้อมูลเผยแพร่ออกไปเยอะ ชาวบ้านเองก็เริ่มสนใจเนื่องจากมีคนจากข้างนอกมาสนใจ ชาวบ้านเริ่มตระหนักว่าตรงนี้เป็นแหล่งโบราณคดีที่มีความสำคัญ และประกอบกับกระแสส่วนหนึ่งของทางราชการในตอนนั้นคือต้องการสนับสนุนในเรื่องการท่องเที่ยวของชุมชน หลายๆ ชุมชนในปางมะผ้า ก็พยายามจะทำให้พื้นที่แบบนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว อันนี้ก็เป็นที่มาเบื้องต้นของการทำงานในพื้นที่ค่ะ
-พอไปทำงานในพื้นที่จริงๆ และเป็นพื้นที่ป่าเขาที่ห่างไกล ต่างจากที่คิดไว้ไหม
ไม่เหมือนที่คิดไว้นะคะ คืองานยากกว่า ที่ยากกว่าก็คือ อย่างในกาญจนบุรีเป็นพื้นที่ที่มีแต่คนไทย เราก็จะคุ้นเคย ไปสำรวจก็ไม่ต้องอธิบายมาก บอกว่าเป็นใครก็สามารถทำงานได้ ที่นี้สิ่งที่พบว่ามีความแตกต่างมากๆ เลยก็คือ ที่แม่ฮ่องสอนมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูงมาก เพราะฉะนั้นการลงพื้นที่ไม่ใช่อยู่เฉยๆ แล้วลงไปได้ ถึงเราจะลงไปได้ แต่เราพูดสื่อสารกับเขาไม่รู้เรื่อง จุดตรงนี้ทำให้มองว่าในการทำงาน เราทำแบบโบราณคดีอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องมีการทำงานด้านอื่น เช่นงานชาติพันธุ์วรรณา ด้านมานุษยวิทยา ควบคู่ไปด้วยเพื่อให้เราเข้าใจชุมชน
ในตอนนั้นจริงๆ แล้ว มันจะเป็นช่วงที่มีการใช้รัฐธรรมนูญปี 40 แล้วเรื่องของสิทธิชุมชนในแง่ของการดูแลทรัพยากรในท้องถิ่นของตัวเองเป็นกระแสที่แรง แล้วเราก็อยู่ในจังหวะที่มันมีการเปลี่ยนผัน เพราะฉะนั้นการทำงานในพื้นที่ตอนแรกไม่ง่าย เพราะว่าเราไม่ได้เจอกลุ่มชาติพันธุ์แค่กลุ่มเดียวนะ จะเอาวัฒนธรรมของพี่น้องลีซูมาใช้กับพี่น้องปกาเกอะญอก็ไม่ได้ เป็นอะไรที่ยาก
-อะไรคืออุปสรรคสำคัญ
ในการลงพื้นที่อุปสรรคหลักๆ ในตอนแรกก็น่าจะเป็นความไว้วางใจจากชุมชนที่อยู่รอบๆ ตรงนั้น ตอนแรกที่ทำงานก็จะทำตามขั้นตอนเหมือนกับที่เราเคยทำ ไปเจอผู้นำชุมชน ส่งจดหมายถึงผู้ว่าฯ เจอคนผู้นำที่เป็นทางการ เจอผู้ใหญ่บ้าน แต่ยังไม่ได้ไปแนะนำตัวหรือว่าไปทำกระบวนการในลักษณะที่ไปเจอกับชุมชน หรือถ้าแนะนำตัวเองก็จะเข้าไปในลักษณะที่เวลาเขาประชุมหมู่บ้าน ผู้ใหญ่ก็จะแนะนำว่าเรามาทำอะไร ไม่เคยที่ต้องไปเดินตามบ้าน แล้วก็คิดว่าในการทำงานตรงนั้น เมื่อเราเจอกับผู้นำที่เป็นทางการเรียบร้อยแล้ว มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แล้วเราก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน คือเนื่องจากพื้นที่ตรงนั้นมีป่าเขาเยอะ บางที่การเข้าไปอยู่หมู่บ้าน เราก็ไม่ได้ขออนุญาต คือแจ้งไปแล้วตามจดหมาย แต่เวลาเข้าจริงพื้นที่เป็นป่าเยอะ เราก็เข้าป่าไปเลย ก็ไม่ได้ตระหนักนะคะว่าจริงๆ แล้วมันมีเป็นหาที่เขามองว่า เราเป็นพวกที่เข้าไปในถ้ำแล้วแอบไปหยิบขโมยโบราณวัตถุ ตอนนั้นยังไม่ทราบเลย
หรือเวลาที่เราขุดค้น เราก็มัวแต่ขุด เพราะว่าเราต้องการทำงานให้เสร็จนะคะ เพราะฉะนั้นก็จะอยู่แต่ในหลุม ไม่ได้มีโอกาสที่จะปฏิสัมพันธ์กับชุมชน ไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วรอบๆ เขาสื่อสารกันไปหมดแล้วว่าเราไปทำอะไร ไปขโมย เราไปหยิบฉวยอะไรอย่างนี้ เราไม่ทราบเลยนะคะในตอนที่ทำงานโครงการโบราณคดีบนพื้นที่สูงในระยะที่หนึ่ง พอระยะที่สองปลายๆ จึงเริ่มตระหนักแล้ว เพราะว่าต้องวิเคราะห์ ได้อยู่กับที่ ได้กลับมาที่ถ้ำลอด ตอนนั้นจะมีเวลาเดินเข้าไปเยี่ยมคนนั้นคนนี้ นั่งคุยกับคน แล้วรู้สึกว่าทำไมเขาไม่มีความเป็นมิตร เขาไม่ค่อยบอกอะไร ไม่ค่อยคุยอะไรจริงๆ เราก็เลยเริ่มรู้สึกแล้วว่า มันคงไม่ได้แล้วมั้ง
-ทราบว่าเคยมีการเข้าใจผิดกันระหว่างนักวิจัยกับชาวบ้าน ถึงขั้นต้องขอขมาด้วย?
ใช่ค่ะ คือในตอนที่ทำโครงการในระยะที่หนึ่ง เราไม่รู้ตัวเลยมัวแต่ขุด ซึ่งทีมของเราก็ยังเก็บข้อมูลในพื้นที่ เป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอปางมะผ้า ตอนนั้นเห็นว่าไม่มีใครอยู่นักวิจัยก็เข้าไปเลย แล้วก็ไปเจาะโลงไม้เลย โดยที่ไม่ได้บอกเจ้าของพื้นที่ ซึ่งระหว่างที่เจาะเสียงมันก็ดังมาก เหมือนปืนเลยจนทหารที่เฝ้าอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น รีบเดินไปบอกชาวบ้านว่าเนี่ยไม่รู้ใครเข้าไปทำอะไรในถ้ำ ไม่รู้ไปทำลายรึเปล่า ชาวบ้านก็เลยขึ้นไปล้อม คือชาวบ้านโกรธมาก เหมือนกับว่ามีคนมาขโมยของในบ้านเขานะคะ ขณะที่นักวิจัยก็รู้สึกว่า โลงเหล่านี้เมื่อเราขออนุญาตอย่างเป็นทางการแล้ว จากผู้ว่าฯ จากกรมศิลป์ ใครก็แล้วแต่ เราสามารถทำได้ ก็เป็นวิธีการมองอีกแบบหนึ่ง
ตอนนั้นตัวเองกำลังนั่งทำงานอยู่ที่แคมป์ ก็มีคนไปตามมาบอกว่า อาจารย์...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว โดนล้อม นักวิจัยอีกคนหนึ่งโดนจับตัวไป เราก็ต้องไปคุยด้วย คุยเสร็จแล้วเขาก็บอกว่า เราควรจะต้องนัดมาหารือกันเพื่อจะตกลงกันในเรื่องนี้ เพราะนี่คือสิ่งที่ผิดกฎของหมู่บ้าน เราก็ตกลง แต่หลังจากนั้นก็กลับมาทำงานที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ไม่เคยรู้เลยว่าเขาพยายามติดต่อเราให้ไปทำตามสัญญา กระทั่งเรามาจัดประชุมเชิงปฏิบัติการที่ถ้ำลอด ระหว่างการประชุมชาวบ้านเขาก็ยกมือถามค่ะว่าที่สัญญาว่าจะมาขอขมาหรืออะไรอย่างนี้ ทำไมไม่มาตามสัญญา เราก็ตกใจว่า เอ๊ะ...เราไม่เคยคิดจะผิดสัญญา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันขาดการติดต่อ
ตอนนั้นก็เลยเข้าไปคุยกับเขา แล้วอธิบายให้ฟัง มีผู้หลักผู้ใหญ่อย่างอาจารย์ศรีศักร แล้วก็หลายท่านไปด้วย ในที่สุดก็ได้ข้อตกลงว่าเขาอยากให้เราขอขมา เราก็ยินดี เพราะจริงๆ เจตนาเราไม่ใช่เจตนาไม่ดี แต่บางทีนักวิจัยต้องการข้อมูลของตัวเองซะจนลืมไปว่า มันมีอย่างอื่นที่จะต้องคำนึงถึง แต่นี่ก็เป็นอีกบทบาทของเราในฐานะที่เป็นหัวหน้าโครงการ เราก็ยินดีที่จะทำอย่างนั้นและต้องการให้ตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับเราเป็นบทเรียนให้กับคนอื่นด้วย
ตอนที่ไป ปรากฎว่า พ่อหมอก็พาไปไหว้ เสร็จแล้วก็โยนกระดูกไก่ทำนายออกมาว่า เราเป็นมิตรกันตลอดไป ซึ่งหลังจากนั้นก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นในตอนนั้นก็คือ กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เขาคุยกันเยอะแยะไปหมดเลยว่า พวกนี้แหละคือเป็นกลุ่มที่มาลักลอบเอาโบราณวัตถุ ซึ่งจริงๆ ก็เสียใจนะคะ เพราะว่าตลอดชีวิตเราทำงานอนุรักษ์ แต่ในเมื่อเกิดความเข้าใจผิดแบบนี้ก็เลยคิดว่าเราคงต้องชะลอ แบบว่างานวิเคราะห์ก็คงต้องวิเคราะห์ไป แต่ที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยก็น่าจะเป็นเรื่องของชุมชน เพราะฉะนั้นงานในตอนหลัง นอกเหนือจากงานวิชาการแล้ว ก็กลับมาทำงานในเรื่องของชุมชนมากขึ้น
จริงๆ แล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หมู่บ้านนี้ มันทำให้เปลี่ยนวิธีคิดในการทำงานเลยนะคะว่าเราใช้วิธีคิดแบบเก่าไม่ได้ เราใช้วิธีการมองแบบที่เราเป็นผู้รู้ ผู้สร้างความรู้ไม่ได้ เราควรต้องถอยออกมา แล้วมองตัวเองว่าเราต่างหากที่เป็นคนที่ไปเรียนรู้จากเขา เราเป็นนักเรียน เราเข้าไป ถึงแม้ว่าในทางกฎหมายเขาจะไม่ได้เป็นเจ้าของจริงๆ แต่มันอยู่ในพื้นที่เขา อย่างน้อยที่สุดการที่เขามีสำนึกแบบนี้กับเรา ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แล้วเราก็คงต้องทำกระบวนการที่จะทำให้เขาเชื่อใจในตัวเรา เจตนาของเราที่ทำทั้งหมดไม่ได้มีเจตนาร้าย นอกจากศึกษาเพื่อให้อดีตตรงนี้มันเป็นที่ประจักษ์ และทำให้คนรู้ว่าก่อนที่เขาจะมาอยู่ตรงนี้ มันมีความเป็นมาอย่างไร อย่างน้อยที่สุดเขาจะได้เข้าใจเกี่ยวกับมาตุภูมิของเขา ว่าคนที่ไหนเข้ามาอยู่ก่อน อะไรอย่างนี้ มันก็เลยเป็นบทเรียนราคาแพงในช่วงนั้น
- ความเป็นผู้หญิงทำให้มีปัญหาในการลงพื้นที่ไหมคะ
ก็จะรู้สึกแปลกๆ เล็กน้อยน่ะค่ะ คือโดยพื้นที่ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่เนี่ยผู้ชายจะเป็นใหญ่ ตัวเองก็จะรู้สึกแบบว่าอิหลักอิเหลื่อเล็กน้อย สมมติว่าเขามีงานสงกรานต์ เขาจะรดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย เวลามีการรวมตัวของชาวบ้าน ปรากฏว่าผู้หญิงจะนั่งพื้นข้างล่างหมดเลย ขณะที่ตัวเองได้รับเชิญให้ไปนั่งอยู่ข้างบนร่วมกับกลุ่มผู้ชาย ตอนแรกก็จะรู้สึกแบบว่าแปลกๆ แต่ตอนหลังก็ปรับตัวได้เพราะก็เหมือนกับเวลาเขาปฏิบัติกับฝรั่งอะไรแบบนี้ คนที่มาจากวัฒนธรรมอื่นเขาก็จะให้เกียรติ เราก็มองอย่างนั้น
-หลังจากที่ได้ศึกษามาถึง 16 ปี มีข้อค้นพบในเชิงวิชาการที่น่าสนใจอะไรบ้าง
ที่เป็นเรื่องโบราณคดีเลย ก็คือการค้นพบแหล่งโบราณคดีที่เก่ามากๆ ในพื้นที่ คือมีไม่กี่แหล่งในประเทศไทยที่อายุเก่าเท่านี้ และอันนี้ก็เป็นความสนใจส่วนตัวที่เรามีมาตั้งแต่ตอนที่เรียนปริญญาเอกแล้ว เพราะฉะนั้นการเจอแหล่งอันนี้มันเหมือนเติมเต็มอะไรบางส่วนที่เราได้ทำมาในชีวิต แล้วก็ได้ค้นพบโครงกระดูกของคน เพราะว่าเวลาที่เรามีคำถามเกี่ยวกับเรื่องของคน เราพูดถึงหลักฐานทางโบราณคดี ซึ่งเป็นวัตถุทางด้านวัฒนธรรม เรามองไม่เห็นคนนะคะ แต่การเจอคนร่วมกับโบราณวัตถุมันยืนยันให้เรารู้แน่ๆ ว่า อ๋อ คนโบราณเนี่ยมีชีวิตอยู่แบบนี้นะ เขาทำเครื่องมือเครื่องใช้แบบนี้ในวัฒนธรรมของเขา หรือว่าวิถีชีวิตของเขาเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นจุดที่เป็นไฮไลท์สำคัญในแง่ของการค้นพบ คือการค้นพบแหล่งที่เก่า แล้วมีโครงกระดูกของมนุษย์ที่เป็นแบบโฮโมเซเปียน
แล้วความที่ตนเองเป็นคนที่ศึกษาเครื่องมือหินก็พบว่า การขุดค้นที่เจอแหล่งผลิตเครื่องมือหินนี่เป็นข้อมูลที่สำคัญมาก เพราะเราไม่ค่อยรู้ ส่วนใหญ่มักจะพบจากการสำรวจที่เขาเก็บตามพื้นผิว แต่คราวนี้เราเข้าใจถึงกลวิธีหรือกระบวนการในการผลิตในแง่ของการใช้ทรัพยากร ในแง่ของขั้นตอนการผลิตที่เราไม่เคยรู้มาก่อน อันนี้ก็จะเป็นข้อมูลที่สำคัญในส่วนของแหล่งโบราณคดี
ส่วนที่สองก็จะเป็นเรื่องของการศึกษาวัฒนธรรมโลงไม้ที่เป็นข้อค้นพบที่สำคัญ ก็คือว่าทำให้เรารู้องค์ความรู้มากมายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของวัฒนธรรมนี้เอง ในเรื่องของความเชื่อ ในเรื่องของการทำไม้ ในเรื่องของคน ในเรื่องของความเป็นช่างที่ทำงานเฉพาะทาง มันทำให้เราเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องของการเลือกพื้นที่ในการฝังศพ ซึ่งเราไม่รู้เลย แล้วพื้นที่แบบนี้มันมีความแตกต่างจากพื้นที่ราบ ส่วนนี้เป็นไฮไลท์สำคัญจากแหล่งโบราณคดีปางมะผ้า นอกนั้นก็จะเป็นการค้นพบแหล่งโบราณคดีจากการสำรวจที่ทำให้เรามองเห็นภาพรวมของการตั้งถิ่นฐานของผู้คนที่เราไม่มีความรู้เลยในภาคเหนือ แล้วรวมทั้งในประเทศไทยการศึกษาแบบนี้คือการศึกษาที่เราเรียกว่า ระดับภูมิภาค ที่เราเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนอยู่ที่ไหน เคลื่อนย้ายไปตรงไหน และอยู่นานแค่ไหนจากข้อมูลที่เราเจอ อันนี้เป็นชุดหนึ่งแล้วนะคะ
อีกชุดหนึ่งที่ตัวเองคิดว่าเป็นความสำเร็จและเป็นข้อค้นพบที่สำคัญก็คือ เส้นทางสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เราได้ทำการสำรวจแล้วก็ศึกษาไว้ค่อนข้างเยอะ มีการรวบรวมความรู้ที่เป็นเรื่องของที่ประยุกต์ใช้ความรู้ในแง่ของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น มานุษยวิทยา แล้วก็โบราณคดี ในการสำรวจเส้นทาง การบันทึกข้อมูล ข้อมูลที่ได้ทำให้เรารู้ว่าในเส้นทางสายนั้นซึ่งมีการพูดว่าเป็นเส้นทางสงครามโลกของญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องราวของเส้นทางถอยทัพ คือมันเชื่อมกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แล้วหลักฐานต่างๆ ลูกศิษย์เขาสามารถที่จะค้นและให้ความหมายได้เลยว่าเป็นรถยี่ห้อดัทสัน นิสสัน โตโยต้า แล้วปืน จากที่มั่วไปหมดเลย เราสามารถที่จะวิเคราะห์ได้ว่าเป็นปืนของสเปน ปืนอังกฤษ ปืนไทยประดิษฐ์ ปืนอเมริกัน ซึ่งเราสามารถจะทำความรู้อันนี้ให้มันเพิ่มเติมได้
ที่สำคัญอันนี้เป็นงานส่วนหนึ่งที่ภูมิใจก็เพราะว่า เส้นทางสงครามโลกเนี่ยคนมักจะพูดให้ดูยิ่งใหญ่ แต่มันไม่มีการศึกษาในประเด็นที่มันลุ่มลึก แล้วโบราณคดีไทยจะลืมช่วงนี้ไปเลย เพราะคิดว่ามันไม่ใช่งานโบราณคดี คิดว่านี่คือประวัติศาสตร์ แต่จริงๆ แล้วจากการสำรวจ มันพบอะไรมากมายแล้วของแบบนี้มันต้องการการอธิบาย แต่เราก็ตระหนักว่าเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในยุคสมัยนี้ เนื่องจากการแบ่งการศึกษาทางโบราณคดีจะแบ่งเป็นความชำนาญของแต่ละคน เช่น คนนี้สนใจเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ สนใจเรื่องกระดูกสัตว์ สนใจเรื่องโลหะ เขาก็จะชำนาญเรื่องนี้ แต่ในประเทศไทยมันก็ไม่มีใครศึกษาเรื่องนี้ เราก็เลยใช้วิธีวิทยาในทางโบราณคดีในการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งมันก็ทำให้พอมองเห็นภาพ
-ล่าสุดทราบว่าอาจารย์ได้พบถ้ำใหม่ซึ่งมีความสำคัญมาก?
เราเรียกว่า ถ้ำโลงลงรัก เป็นถ้ำที่มีความครบถ้วน ในแง่ที่ว่าเราไม่เคยเจอโลงไม้ที่มีโครงกระดูกคนอยู่ข้างใน ไม่เคยเจอข้าวของที่มากมายมหาศาลแบบนี้ แม้จำนวนหนึ่งจะถูกเผาไฟไปแต่ที่ยังอยู่ตรงนั้นก็มีจำนวนมากพอที่เราจะได้คำตอบมากกว่าแหล่งอื่นๆ ที่ถูกทำลายกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ และถึงแม้จะได้ข้อมูลเบื้องต้นที่คนอื่นเขาฟังอาจจะตื่นเต้น แต่เรารู้แล้วล่ะว่าเราต้องการอะไรที่ลึกกว่านั้น เช่น เรากำลังหาคำตอบว่า ถ้ำต่างๆ ที่มีโลงไม้อยู่เป็นสายตระกูลหรือไม่ คือเหมือนกับตระกูลนี้ก็มาฝังในถ้ำนี้ อีกตระกูลหนึ่งฝังอีกถ้ำหนึ่ง เดิมเราพิสูจน์ไม่ได้เพราะเราไม่มีโครงกระดูกแต่ตอนนี้เราจะพิสูจน์กัน
ที่น่าตื่นเต้นอีกอย่างก็คือโลงหนึ่งโลงเนี่ยเจอคน 5 คนอยู่ในนั้น แล้วมันเหมือนกับเอามาวางแล้วกวาดโครงเก่าไปปนกัน อันนี้เราก็ต้องศึกษาเพื่อหาคำอธิบายว่ามันเป็นอย่างไร จริงๆ คำถามของเราเยอะมาก แต่ถ้าจะอธิบายก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อน เพราะฉะนั้นในการทำงานครั้งนี้จึงเป็นการทำงานที่มันเหมือนเราดีใจที่ได้เจอถ้ำแบบนี้ เจอของเยอะแบบนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยากมากๆ ที่สำคัญคือถ้ำนี้โดนรบกวนเยอะ น่าจะมีการรื้อค้น แต่โชคดีที่มีบางส่วนที่มันไม่ได้ถูกรบกวน ทำให้ความครบถ้วนมันอยู่ในบางพื้นที่ที่มันถูกดินกลบ คนก็ไม่เห็น เราก็ได้ข้อมูลที่ค่อนข้างจะดี แล้วก็เห็นอะไรที่ชัดมากขึ้น
แล้วมีมิติอื่นๆ ที่่น่าสนใจที่เราพบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผ้า เรื่องของฟัน ที่เราคิดว่ามันสำคัญ แต่งานก็เป็นไปได้ล่าช้ามาก เพราะว่าในประเทศไทยผู้เชี่ยวชาญไม่มีเลย เมื่อเราทำเองไม่ได้เราต้องรอคนอื่น ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ มันเป็นอะไรที่ใช้เวลา แล้วการสร้างนักวิชาการไทยก็ไม่ค่อยจะทันเวลา เพราะปัจจุบันคนหมดความอดทนต่อการทำอะไรที่มันนาน แล้วไม่ได้คำตอบสักที
-แต่ถ้าเราได้คำตอบจากตรงนี้มันจะมีความสำคัญอย่างไรบ้างคะ
คนไทยทั่วไปนะคะ อย่างง่ายๆ ระบบความรู้เกี่ยวกับเรื่องของโลง ก็อาจจะเป็นความรู้ที่ต่อเนื่องเรื่องการใช้โลงศพของคนไทย หรือเรื่องของรักซึ่งเราใช้ในงานศิลปกรรม แต่เราไม่เคยรู้ว่าที่มาที่ไปกำเนิดของมันอยู่ที่ตรงไหน หรือการแกะสลัก ภูมิปัญญาในเรื่องของการแกะสลักอะไรต่างๆ เรานึกว่ามันเพิ่งมีการทำไม่นานมานี้ แต่แท้ที่จริงมันเกิดมาตั้งแต่สองพันกว่าปีมาแล้ว
ส่วนโครงกระดูกคน ถ้าเราสามารถที่จะศึกษาได้ว่าคนเหล่านี้เป็นใคร จากดีเอ็นเอนะคะ สมมติใกล้เคียงกับคนยูนนาน เวลาที่เรามองหรือพยายามจะอธิบายถึงที่มา เช่น คนไทยมาจากไหน เราจะต้องทำความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วมันมีการเคลื่อนย้ายของผู้คน ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์แล้วในแต่ละจุดแต่ละพื้นที่ และพื้นที่นี้ก็คงเป็นพื้นที่หนึ่งที่สำคัญ สองเรื่องเทคโนโลยีการทอผ้าที่คล้ายกับของคนปกาเกอะญอ ถ้าเราเชื่อมกับโครงที่พบได้ มันก็จะตอบปัญหาในเรื่องของสัญชาติ ของความเป็นคนท้องถิ่นดั้งเดิม ซึ่งอันนี้เป็นของปัญหาสังคมร่วมสมัยเลย ในเรื่องของการไม่มีสัญชาติของคนบนพื้นที่สูง
อีกอันหนึ่งที่เป็นประโยชน์ทางตรงก็คือเรื่องของภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ การเกิดแผ่นดินไหว ไอ้จุดรอยเลื่อนแต่ละอัน ถ้าสมมติว่าเราพิสูจน์ได้ว่าว่าเกิดอะไรขึ้น การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในอดีตมันเป็นอย่างไร แล้วมันเกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง ก็น่าจะเป็นตัวที่ช่วยเราในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เพราะการทำนายระยะยาวถึงการเปลี่ยนแปลงที่มันเกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน มันจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเก่าพอสมควร แล้วมันก็จะเป็นตัวช่วยให้เราทำนายได้แม่นยำมากขึ้นนะคะ ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม อย่างการเกิดแผ่นดินไหว การเกิดการเลื่อนของแผ่นดินอะไรอย่างนี้
ในบางส่วนอย่างการพบฟันที่มีการฝังโลหะเข้าไปก็จะเป็นตัวช่วยตอบคำถามได้ในเรื่องของอุตสาหกรรม เพราะหลังจากเจาะรูเรียบร้อยเขาจะใช้กาวหรือตัวประสานเชื่อมกับวัสดุที่เป็นเงินกับทอง ซึ่งถ้าฟันที่พบนี้อายุสักสองพันกว่าปีหรือพันกว่าปี การที่มันยังเชื่อมติดอยู่แปลว่าคุณสมบัติของกาวตัวนี้ต้องดีมากๆ และอาจนำความรู้มาใช้ในเชิงอุตสาหกรรมได้ ถ้ามีการศึกษาต่อยอด ซึ่งมันเป็นประโยชน์มาก
แต่จริงๆ แล้วสิ่งสำคัญมากเหนืออื่นใดก็คือว่า มันทำให้เรารู้จักรากเหง้าของตัวเอง คนเราถ้าไม่มีอะไรที่เราภาคภูมิใจว่าเป็นรากเหง้าของเรามันอยู่ไม่ได้ เหมือนต้นไม้ถ้ามันโตมาโดยไม่มีรากแก้วเนี่ยมันอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นความรู้ที่ได้มา ถ้าจะเอาเป็นเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง บางส่วนมันได้ในเรื่องการท่องเที่ยว แต่หัวใจสำคัญคือการที่ทำให้เรารู้จักตัวเองว่ามีความเป็นมายังไง ความหลากหลายที่มันเกิดขึ้นในสังคมไทยในปัจจุบันในประเทศชาติเนี่ยมันเกิดขึ้นมาได้ยังไง ถ้าเราเข้าใจวิวัฒนาการแบบนี้ รู้ถึงความคล้ายคลึงกับประเทศเพื่อนบ้าน มันจะทำให้เรารู้ว่าจริงๆ เรามีรากร่วมอันเดียวกัน มีการติดต่อสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ไม่มีพรมแดนอะไรอย่างนี้
-กับการทำงานกว่า 16 ปี อาจารย์คาดหวังอะไร
อยากตอบคำถามที่เราไม่รู้ให้ได้ อย่างกรณีของเรื่องนี้ก็คืออยากรู้ว่า วัฒนธรรมของคนที่อยู่ในพื้นที่ตรงนี้เป็นยังไงแล้วเปลี่ยแปลงยังไง คือเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อย่างเช่นกลุ่มที่ใช้เครื่องมือหินกระเทาะช่วงหนึ่งหายไปเลย แล้วก็ไม่มีข้อมูลเลยตอนนี้ คือไม่มีข้อมูลในช่วงกลาง แล้วอยู่ๆ ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง สิ่งที่อยากรู้ก็คือว่ากลุ่มพวกนี้มาใหม่จริงหรือเปล่า หรือว่าเป็นกลุ่มที่อยู่ตรงนี้มานานแล้ว และเป็นกลุ่มซึ่งที่จริงแล้วเผยแพร่วัฒนธรรมออกไปที่อื่น นี่คือสิ่งที่ตัวเองอยากรู้นะคะ ถ้าสามารถจะตอบคำถามอย่างนี้ได้อย่างน้อยที่สุดเราอธิบายในเรื่องของประวัติศาสตร์โดยเฉพาะตอนบนของประเทศไทยได้ อันนี้คือคำตอบในทางวิชาการที่ตัวเองอยากได้
ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวก็คืออยากทำงานให้เสร็จ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง แต่นักวิจัยหลายคนเวลาทำงานเนี่ยมันเหมือนทำไปเรื่อยๆ เพื่อจะหาคำตอบ จากคำตอบหนึ่งไปอีกคำตอบหนึ่งไปเรื่อยๆ เจอคำถามใหม่เราก็ตอบไปเรื่อยๆ มาถึงตอนนี้คืออยากทำงานให้เสร็จเพื่อไปทำงานอย่างอื่น คือหลังจากที่เราเป็นคนผลิตความรู้มาแล้วคิดว่ามันยังขาดคนขาดในเรื่องของคนที่ถ่ายทอดความรู้และสังเคราะห์ความรู้ในรูปแบบที่มันง่ายขึ้น แล้วสิ่งที่อยากทำก็คืออยากทำหนังสือเด็ก เล่าเรื่องซึ่งมีอยู่เยอะมาก แล้วก็อยากเขียนบล็อก คอยตอบคนว่าเขาสงสัยในเรื่องต่างๆ อยากทำรายการวิทยุเพื่อจะเล่าเรื่องว่าเรื่องที่เราศึกษามามันเป็นยังไง อยากให้กำลังใจคนที่เขาอยากทำอะไรแล้วต้องทำให้ได้ คือมันมีหลายมิติในชีวิตที่อยากจะทำน่ะค่ะ
-สุดท้ายมีอะไรอยากจะฝากถึงภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไหมคะ
จริงๆ แล้วอยากจะให้รัฐมองว่าการสร้างความรู้เกี่ยวกับเรื่องของที่มาเป็นเรื่องสำคัญ อย่างอินโดนีเซียเขากำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติเลยนะคะเรื่องของวิวัฒนาการของมนุษย์ จีนก็เหมือนกันเขาจะให้เงินทำพิพิธภัณฑ์ ให้เงินทำวิจัย การที่เราต้องไปต่อสู้กับอะไรก็แล้วแต่ในแง่ของการรวมเป็นอาเซียนหรือว่าการกระแสโลกาภิวัฒน์เนี่ย ถ้าเราไม่มีรากฐานทางปัญญาโดยเฉพาะมีข้อมูลจากการวิจัยที่ลึกๆ เราจะลำบากเพราะมันจะเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แล้วเราไม่มีความรู้เก็บไว้ในกระเป๋าของเราเลย
สิ่งที่เป็นห่วงก็คือในปัจจุบันเราเน้นในเรื่องของการสร้างอะไรที่เร็วๆ ในรูปแบบที่มันเป็นรูปธรรมที่จะเห็นได้ โดยใช้วิธีการจ้างเหมา แต่เราไม่ได้สนับสนุนเลยในแง่ของการสร้างคนที่เป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ๆ ในการศึกษาหาความรู้ เพราะฉะนั้นโดยส่วนตัวก็คืออยากให้รัฐเห็นความสำคัญของการวิจัยเรื่องของศิลปวัฒนธรรม แล้วควรจะเลือกด้วยว่าอะไรคือวาระแห่งชาติในแง่ของการศึกษา เช่น เรามีความรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องสุโขทัย แล้วรู้จริงหรือเปล่า เรื่องของอยุธยาเรารู้มากมายแค่ไหนในรายละเอียด จีนเนี่ยเขาจะรู้รายละเอียดในเรื่องของแต่ละสมัยว่าเกิดการเปลี่ยแปลงอะไรบ้าง ถ้าเราไม่สร้างคนในตอนนี้ อนาคตเราจะแย่นะคะ อันนี้ก็คือเป็นสิ่งที่ขอฝาก
อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะฝากคนรุ่นใหม่ก็คือว่าอย่านึกว่าทุกอย่างเป็นเงินหมด อยากให้รู้สึกว่าเวลาที่เราทำอะไรเราต้องรักในสิ่งที่ทำก่อน ทำด้วยความรักแม้กระทั่งการเลือกเรียนก็ขอให้เรียนเพราะรักในสิ่งตรงนั้น เมื่อเราเริ่มต้นจากความรักแล้ว เวลาที่เราทำอะไร หนึ่งก็คือชีวิตเราจะมีความสุข แล้วอื่นๆ ก็จะตามมา ในอนาคตไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายไหน คุณทำงานเป็นหมอก็เป็นหมอที่ดี เพราะเรารักที่จะรักษาคนอื่น เป็นครูก็จะเป็นครูที่ดี เป็นตำรวจก็เป็นตำรวจที่ดูแลคนอื่นปกป้องคนอื่นอะไรแบบนี้
สมมติว่าฐานเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ต้น มันก็จะช่วยให้ในสังคมของเราสามารถคุยกันได้ เพราะว่าเรามีพื้นฐานที่ตั้งใจจะทำอะไรในสิ่งที่คิดว่าเหมาะสมแล้ว







