วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปั่นเยอะ ก็ เปลี่ยนแยะ

แม้ความเร็วจะไม่เท่ายานพาหนะติดเครื่องยนต์ แต่กระแสของจักรยานกลับแรงแซงทุกความเคลื่อนไหว แต่ก็น่าแปลกใจ...

แม้ความเร็วจะไม่เท่ายานพาหนะติดเครื่องยนต์ แต่กระแสของจักรยานกลับแรงแซงทุกความเคลื่อนไหว แต่ก็น่าแปลกใจที่กระแสแรงเท่าไรก็ปลุกให้ประเทศไทยเป็น 'สังคมจักรยาน' ไม่ได้สักที

เรียกได้ว่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาวงการรถยนต์บ้านเราดูจะครึกครื้นกันไม่น้อย เพราะมีงานมหกรรมยานยนต์งานใหญ่มาช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์ที่นับตั้งแต่ 'หมดโปร' คืนภาษีรถยนต์คันแรก ตลาดรถขนาดย่อมก็ซบเซาเป็นแมวหงอย แต่ถ้าถามคนจัดงานและเจ้าของค่ายรถยนต์ ปีนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก เพราะเหตุผลต่างๆ นานาตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ

แต่ถ้าถามคนขายจักรยานแล้วละก็ คงมีเสียงหัวเราะร่ามาเป็นแน่ เพราะราว 4-5 ปีมานี้ ถึงแม้การเมืองไทยไม่นิ่ง เศรษฐกิจไทยไม่เฟื่องฟู แต่วงการรถถีบกลับคึกคักเป็นกราฟพุ่งขึ้นๆ ต่อเนื่อง จนเรียกได้ว่าจักรยานกำลังเป็นแฟชั่นไปแล้ว แต่ที่น่าแปลกใจจนต้องตั้งคำถามตัวโตๆ คือ ยิ่งกระแสจักรยานมีมากเท่าไรแต่ทำไมคนที่รู้จักจักรยานถึงแก่นกลับมีน้อยเหลือเกิน และอีกคำถามตัวโตๆ ที่ตามมาก็คือแล้วอย่างนี้จะหวังให้ประเทศไทยเป็นสังคมจักรยานได้หรือไม่?

เพ้อฝัน...วันของจักรยาน

ก่อนจะตอบคำถามแบบใช้ 'สามัญสำนึกฉับพลัน' (ซึ่งคำตอบคือไม่มีทางเป็นสังคมจักรยานได้) ขอให้นึกถึงเมืองๆ หนึ่งที่ชื่อว่า 'โบโกต้า' เมืองหลวงของประเทศโคลอมเบีย เมืองที่เคยขึ้นชื่อว่าแออัด เสื่อมโทรม อุดมด้วยอาชญากรรมและยาเสพติด หากจัดอันดับเมือง 'ไม่น่าอยู่' ต้องมีชื่อโบโกต้าติดอับต้นๆ ด้วยแน่นอน แต่นั่นคืออดีตไปแล้วเพราะโบโกต้าวันนี้กลายเป็นเมือง 'น่าอยู่' ที่สุดเมืองหนึ่งของโลก

ที่สำคัญ...'จักรยาน' คือเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โบโกต้าถูกจัดการให้มีระบบและเกิด 'วัฒนธรรมจักรยาน' ด้วยงบประมาณราว 46,000 ล้านบาท ทั้งสร้างทางจักรยาน, สร้างระบบขนส่งมวลชนที่รองรับการใช้จักรยาน และรณรงค์อย่างสนุกสนาน

เมื่อเปรียบเทียบกับกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทยก็คงไม่ถึงขั้นเลวร้ายแบบโบโกต้าในอดีตที่มีสรรพสิ่งอันน่าสะพรึง กรุงเทพฯบ้านเราก็แค่แออัดพอประมาณ รถติดมากพอสมควร มลพิษก็ไม่ถึงขั้นวิกฤต ปัญหาอาชญากรรมกับยาเสพติดก็ไม่มากจนขึ้นบัญชีดำ (แค่เทาเข้ม)

ดังนั้นหากจะมีคนโดยเฉพาะในวงการจักรยานจะหวังให้กรุงเทพฯหรือไทยทั้งประเทศเป็นสังคมจักรยานได้แบบโบโกต้าก็คงห้ามไม่ได้ ตัวอย่าง 'ขั้นสุด' ก็มีให้เห็นแบบนี้ ความเพ้อฝันอาจเป็นจริงสักวัน แต่ถ้าถามกันตรงไปตรงมา นักปั่นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ยังตอบไม่ได้ว่าต้องทำอย่างไร...

"เราต้องการเลนจักรยาน! เราต้องการเลนจักรยาน!" นี่อาจเป็นคำตอบท็อปฮิตที่กลายเป็นวลีติดปากนักปั่นไปแล้ว แต่จะใช่คำตอบหรือไม่ แล้วคำตอบที่แท้จริงคืออะไร ผศ.ดร.จิรพล สินธุนาวา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ม.มหิดล และเป็นหนึ่งในแกนนำ Critical Mass (กลุ่มปั่นจักรยานทุกเย็นวันศุกร์) แลกเปลี่ยนถึงเรื่องนี้ในวงเสวนา 'ประเทศไทยสู่สังคมจักรยานหรือเป็นเพียงแค่ฝัน?' เมื่อกลางเดือนมีนาคม ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ว่าเราอาจต้องก่อรากฐานสังคมใหม่ให้เชื่อมต่อถึงกันได้หมด นั่นจะทำให้วิถีชีวิตค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบร้อนจนเละเทะ ออกจากบ้านก็เดินไปตลาดได้ ออกจากบ้านก็ปั่นจักรยานไปโรงเรียนได้สบายๆ

"การเดินทางด้วยความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงผ่านเมืองมันเป็นการเดินทางที่ตอบสนองกลุ่มคนที่มีศักยภาพในการซื้อ มีอำนาจในการจ่ายเท่านั้นเอง สำหรับคนที่อยู่ในเมืองจริงๆ เขาต้องการเดินในความเร็วแค่ 4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือมากกว่านั้นมันเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ ความเสียหาย ความสูญเสีย เป็นที่มาของเมืองไม่น่าอยู่ เหมาะกับเมืองที่คนต้องวิ่งข้ามถนนเร็วๆ เมืองที่มีการเยียวยา มีสะพานลอยข้ามได้ แม่พอรู้ว่าลูกจะข้ามถนนต้องปลดผ้ากันเปื้อนออกจากการทำครัว วางตะหลิว แล้วจูงลูกข้ามถนนก่อนแล้วค่อยกลับมาทำกับข้าว แสดงว่าเมืองมันไม่น่าอยู่สำหรับเด็ก ไม่น่าอยู่สำหรับวีลแชร์ ไม่น่าอยู่สำหรับคนสูงอายุแล้ว"

นั่นหมายความว่านอกจากคำถามว่าประเทศไทยจะเป็นสังคมจักรยานได้หรือไม่ อาจต้องเสริมอีกด้วยว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยเป็นเมืองที่น่าอยู่ อาจารย์นักปั่นคนเดิมอธิบายอย่างน่าสนใจว่าเพราะชีวิตติดสปีดนั่นเองที่ทำให้เมืองไม่น่าอยู่ แม้แต่เรื่องรายได้ก็ถูกเร่งรัดให้ไปตกกับคนเฉพาะกลุ่ม

"เมืองที่วิ่งด้วยความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมันไม่น่าอยู่เพราะธนบัตรใบละพันบาทมันวิ่งผ่านเมืองด้วยความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันไม่แตกเป็นใบย่อย ถ้าคุณทำให้ถนนที่ผ่านเมืองแล้วผู้คนผ่านด้วยความเร็ว 4 หรือ 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ธนบัตรใบละพันบาทจะแตกเป็นใบย่อย มันสร้างเศรษฐกิจ 4 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคือคนเดินเท้าเข้าไป หรือ 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคือคนปั่นจักรยานเข้าไป มองซ้ายมองขวาแล้วจอดทัน ลงมาซื้อได้ทัน"

'Peak Car' พลิกโลก

ว่ากันด้วยความเร็วจะไม่เอ่ยถึง 'คู่แข่ง' สำคัญของจักรยานก็คงไม่ได้ อันที่จริง 'รถยนต์' ก็ไม่ใช่คู่แข่งอะไรนัก เพียงแต่ในบ้านนี้เมืองนี้ดูเหมือนว่าปัญหาระหว่าง 'คนขับ' กับ 'คนปั่น' จะมีให้เห็นกันตลอด ทั้งบนท้องถนนจริง, ในกระทู้เว็บไซต์, ไปจนถึงนั่งบ่นก่นด่ากันในห้องโดยสารเอง

ทว่าปัญหาเหล่านี้อาจหมดไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพราะมีตัวอย่างให้เห็นในประเทศตะวันตกหลายแห่งแล้ว ที่เคยมีจำนวนรถยนต์มากบนท้องถนน แต่ถึงวันหนึ่งจำนวนรถก็ตีกลับลาลับกันไปชนิดหน้ามือเป็นหลัง...มือ

"เมื่อเดือนมิถุนายน 2005 เป็นเดือนที่ฮือฮามากในโลกตะวันตก เพราะเป็นเดือนที่อเมริกายุบทำลายรถยนต์ต่อวันต่อเดือน มีอัตรามากกว่าการออกรถใหม่ในสหรัฐอเมริกา เราเรียกปรากฏการณ์นั้นว่า Peak Car ในญี่ปุ่นมีปรากฏการณ์ Peak Car เมื่อประมาณหกปีก่อนหน้านั้น ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศผลิตรถยนต์ขายไปทั่วโลก แต่ถึงจุดอิ่มตัวที่คนลงจากรถยนต์มาเดินเท้า มาใช้ขนส่งมวลชน และใช้จักรยาน เราคิดว่ามันจะเป็นแค่ปรากฏการณ์เฉพาะสหรัฐอเมริกา แต่ในยุโรปหลายประเทศยอดรถยนต์ที่ออกใหม่มันน้อยกว่าจำนวนรถยนต์ที่ออกจากถนนไป" ผศ.ดร.จิรพล เล่า

ข้อมูลดังกล่าวทำเอาผู้ (รับ) ผลิตชิ้นส่วนและรถยนต์อย่างประเทศเราสะเทือนใจกันเป็นแถว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้แต่ในงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ ยอดจองรถก็ไม่ได้มากมายถล่มทลายอย่างหลายปีก่อน ไม่แน่ว่าบ้านเราอาจเข้าสู่ยุค Peak Car แล้วก็เป็นได้...

"นอกจาก Peak Car ยังมีเรื่อง Peak Oil หลังจาก 2011 เราผลิตน้ำมันได้น้อยลงๆ นี่เป็นช่วงขาลง ต้องรอให้จังๆ กว่านี้ใช่ไหมถึงจะตัดสินใจเลิกขับรถแล้วมาใช้จักรยาน ซึ่งตอนนี้มันชัดเจนแล้วว่าเมื่อ 2011 เราผลิตน้ำมันได้สูงสุดแล้ว ตอนนี้คือขาลง แล้วอะไรจะสวนทางกับขาขึ้นละครับ ถ้าไม่ใช่ราคา"

และมีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่ว่าทุกครั้งในออสเตรเลียที่ราคาน้ำมันขึ้น จะเป็นการขยับพุ่งของจำนวนจักรยาน คนในออสเตรเลียพอราคาน้ำมันพุ่งเขาตัดสินใจซื้อจักรยานทันที ไม่ต้องรออะไรต่อมิอะไรที่เราเรียกร้องกัน อาทิ ทางจักรยาน

ทางจักรยาน...ฝันค้างนิรันดร

หากใครเป็นนักปั่นหรือมีคนรู้จักเป็นนักปั่น อาจเคยได้ยินคำตัดพ้อถึงเรื่องทางจักรยานหรือ Bike Lane เพราะทางจักรยานในประเทศไทยแทบไม่มี ส่วนที่มีก็แทบใช้งานไม่ได้จริง บางคนจึงอ้างว่านี่แหละเป็นสาเหตุให้คนไทยไม่ใส่ใจเรื่องจักรยาน ยอมทนนั่งอยู่ในรถที่ติดแหง็ก เผาน้ำมันเล่นกันไปวันๆ แต่การไม่มีทางจักรยานจะใช่สาเหตุจริงๆ หรือ หรือเป็นแค่ข้ออ้าง

อาจารย์นักปั่นแห่ง Critical Mass เล่าให้ฟังว่าในประเทศอื่นทั่วโลก ไม่มีสักประเทศเดียวที่ตีเส้นทางจักรยานแล้วรอให้คนมาปั่นจักรยาน ไม่มีสักประเทศเดียวที่ตีเส้นทางจักรยานแล้วเอารถไปโฆษณาให้ออกมาปั่นจักรยานได้แล้ว...

"มีแต่ประเทศไทยประเทศเดียวที่ผู้คนเรียกร้องให้มีเส้นทางจักรยานก่อนแล้วค่อยตัดสินใจไปซื้อจักรยานมาขี่ นี่คือข้ออ้างของผู้ที่เดินทางอยู่ในเมือง ไม่เอา ผมไม่ขี่จักรยานเด็ดขาด ตราบใดที่ไม่มีเส้นทางจักรยานผมไม่ขี่ คุณจะไม่ได้ขี่ตลอดชีวิต

ในเนเธอร์แลนด์ตีเส้นให้ เขาไม่ขี่นะครับถ้าไม่ใช่เส้นทางที่เขาจะไปประจำหรือต้องใช้ จะเที่ยวกำหนดว่าคุณต้องไปเส้นนี้ๆ เขาไม่ไป เขาปล่อยให้เป็นวิถีของเมือง วิถีของการดำรงชีวิต มันเกิดขึ้นมาเอง"

รศ.ดร.จิรพล จึงแนะนำวิธีง่ายที่สุดนั่นคือ 'เลิกฝัน!' เพราะในกรุงเทพฯทำช่องทางเดินรถแค่ 11-12 ฟุต หากต้องขอตีเส้นทางจักรยานบนถนนเดิม อย่างไรก็กระทบต่อผู้ใช้ถนนคนอื่น และนั่นอาจนำไปสู่การเผชิญหน้า จึงไม่มีอะไรดีไปกว่า 'เลิกฝัน' และ 'ลืมทางจักรยานเสียเถิด'

แต่กระนั้นก็ยังมีวิธีที่ในอารยประเทศเขาทำกัน คือ ทำ 'Bike Box' คือทาสีทางจักรยานชัดเจนและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รถยนต์ข้ามล้อเข้าไปผิดกฎหมายทันที!

อีกวิธีน่าจะทำง่ายกว่า แต่จะยากตรงที่ต้องดัดนิสัยคนไทยกันอีกโขยงใหญ่ นั่นคือ 'Share Lane'

"Share Lane คือเส้นทาง 11 ฟุตที่รถยนต์วิ่งอยู่นี่ ขอให้มีรูปจักรยานเป็นระยะๆ เพื่อเตือนสติผู้ขับรถว่าเส้นทางนี้ที่เขากำลังขับรถอยู่เนี่ยมีจักรยานอยู่ด้วย"

สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีหน่วยงานรัฐและเอกชนอื่นๆ เข้ามาร่วมมือกันทำ และกำลังสำคัญที่พยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้มาถึง 20 ปีคือกลุ่ม Big Trees สันติ โอภาสปกรณ์กิจ แห่ง Big Trees อธิบายว่าที่ยังรณรงค์เรื่องจักรยานอยู่ทุกวันนี้เพราะเห็นการเลียนแบบที่ไม่ถูกร่องถูกรอยมาตลอด และไม่อยากให้ปัญหาเป็นแผ่นเสียงตกร่องตลอดไป

"ถ้าสังคมจักรยานนี้ดี แต่เราไม่รณรงค์เราก็ปล่อยให้องค์กรของรัฐทำในสิ่งที่เขาอยากทำ เหมือนอย่างที่เขาขีดสีตีเส้นแล้วหวังว่าคนจะมาขี่จักรยาน นี่แสดงให้เห็นสองด้าน ด้านแรกคือแสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจ หรือเข้าใจแต่แกล้งทำเป็นไม่เข้าใจของหน่วยงานรัฐที่ตัวเองมีหน้าที่สนับสนุนการใช้จักรยานด้วยเหตุผลหลายประการ รู้สึกว่าการส่งเสริมอย่างจริงจังนั่นมันยาก ถ้างั้นก็ขีดสีตีเส้นสักสิบเส้นแล้วประกาศว่าตัวเองสนับสนุนเรื่องทางจักรยานน่าจะง่ายกว่า"

ความไม่เข้าใจนี้เองทำให้ทุกวันนี้เราได้การสนับสนุนจากภาครัฐประเภท ขีดสีตีเส้น, ได้ Car Free Day ปีละหนึ่งวัน หรือได้ทางจักรยานที่อยู่บนทางเท้า พอปั่นไปก็ได้พบปะหาบเร่แผงลอย บางครั้งอาจกลายเป็นรบกวนคนเดินเท้า (จนโดนด่าตามหลังกันเป็นแถว) เป็นต้น

ด้าน นนลนีย์ อึ้งวิวัฒน์กุล แอดมินเพจ Bangkok Bicycle Campaign อีกหนึ่งผู้ที่รณรงค์การใช้จักรยานผ่านสังคมออนไลน์กล่าวว่า

"เราอยากทำเพื่อเมืองที่เราอยู่ ทุกคนกลัวถนนใหญ่เราก็เลยใช้ซอย กลางเมืองอย่างสุขุมวิท เยาวราช หรือเกาะรัตนโกสินทร์ มีชุมชนรายล้อมอยู่เยอะมาก มีประมาณ 2,000 กว่าชุมชนในกรุงเทพฯ น่าจะมีทางเล็กๆ ในชุมชนที่คนแต่ละชุมชนจะรู้ทางเส้นนี้กัน เราใช้วิธีการเส้นนั้นชวนคนมาปั่น จะพาไปเส้นที่ไม่ใช่ถนนใหญ่ พอเราพาเขาไปถึงจุดหนึ่งได้เขาก็จะตื่นเต้นที่มาไกลโดยไม่รู้ตัวว่ามาถึงแล้ว อารมณ์คล้ายเขาปั่นแถวๆ บ้าน พอจบทริปหลายคนก็บอกว่าเคยปั่นแค่แถวบ้านเอง เราก็เฉลยว่าวันนี้คุณปั่นไปสิบกว่ากิโลนะ เขาก็ตกใจว่าทำได้เหรอ ที่ทำงานของเขาก็อยู่ไม่ไกล ถ้าจะปั่นไปก็น่าจะทำได้ เขาจะเริ่มรู้สึกว่าถ้าปั่นไปได้ไกลขนาดนี้ก็จะปั่นไปที่นู่นที่นี่ได้"

จากการรณรงค์ของเอกชน (ไม่รวมรัฐ) ทำให้มีนักปั่นหน้าใหม่เกิดขึ้นทุกวัน แต่ปัญหาที่ตามมานอกจากที่เกิดจากความไม่เข้าใจของภาคส่วนต่างๆ ตัวนักปั่นเองก็เป็นปัญหาเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องความเข้าใจผิดๆ เช่น ไม่สื่อสาร

อาจารย์นักปั่นบอกว่าการไม่สื่อสารนี้เองทำให้นักปั่นกลายเป็นที่น่ารังเกียจของผู้ขับขี่รถยนต์ ซึ่งต้องบอกว่านักปั่นผิดเต็มๆ และคนรับกรรมก็ไม่ใช่ใคร นักปั่นหลายคนได้นอนบนหลังรถกระบะบางคนได้นอนบนรถพยาบาล คำเดียวที่คนขับรถบอกได้คือ "ขอโทษนะน้อง พี่มองไม่เห็น"

"ที่เราปั่นกันมาหลายครั้งหลายหนมีคนบอกว่า "ปั่นทิ้งปั่นขว้าง" ปั่นแล้วไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม บางคนปั่นเพื่อสนุก บางคนปั่นเพื่อออกกำลังกาย แต่ถามว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงไหม มันน้อยนิด มันช้า ถ้าจะปั่นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต้องมาปั่นตอนที่รถติดเยอะๆ ปั่นให้เขาเห็นเยอะๆ แล้วมันจะมีพลัง คุณปั่นไปทำงานมันจะมีพลัง แต่ถ้าแอบจนสี่ทุ่มห้าทุ่มเขานอนกันหมดแล้วมาปั่นไปเสาชิงช้าแล้วกลับไปนอน หาวไปด้วยปั่นไปด้วย นั่นเรียกว่าปั่นทิ้งปั่นขว้าง" อาจารย์นักปั่นบอก

คำถามที่ว่าประเทศไทยจะเป็นสังคมจักรยานได้ไหม จะ 'ชัดเจน' จน 'เป็นจริง' ได้ คงต้องภาวนาให้ทุกส่วนของสังคมร่วมมือกันจริงจัง...นี่อาจเป็นฝันยิ่งกว่าคำว่า 'สังคมจักรยาน' เสียอีก