background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ลงนา...ขาไม่เปื้อนโคลน 'สุภชัย ปิติวุฒิ'

ลงนา...ขาไม่เปื้อนโคลน

'สุภชัย ปิติวุฒิ'

คนทำนารุ่นใหม่ ไม่ได้ทำแค่ตามกระแส แต่มีวิธีการทำนาให้ได้ผลผลิตดี และยังเชื่อมโยงเครือข่ายจนเป็นที่มาของ ชาวนาวันหยุด

ในยุคที่หลายคนเชื่อว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว สุภชัย ปิติวุฒิ ซึ่งทำงานประจำในบริษัทแห่งหนึ่ง เขาไม่เชื่อเช่นนั้น และนั่นเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาก่อตั้งเพจชาวนาวันหยุดเมื่อ 7 ปีที่แล้ว เขาบอกว่า "ในยุคนี้ ในน้ำไม่ได้มีปลา มีแต่สารเคมี ในนาก็มีแต่ปัญหา"

นั่นทำให้เขาพยายามหาคำตอบว่า ทำไมชาวนาถึงยากจน และวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมๆ เขาจึงพยายามศึกษาหาข้อมูลการทำนาในต่างประเทศ ทั้งจากญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และอินเดีย

ไม่ใช่แค่นั้น สุภชัย ลูกชาวสวนปาล์มที่ร่ำเรียนจนจบเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ลองทำนาตามวิธีการที่เรียนรู้บนผืนนาไม่กี่ไร่ในจังหวัดนครสวรรค์ และเมื่อได้ผลก็พยายามบอกต่อผ่านสื่อออนไลน์ โดยมีเพจชาวนาวันหยุด พร้อมกันนั้นยังได้นำวิธีการทำนาลงไว้ในยูทูบ จนปัจจุบันเขามีแฟนเพจชาวนาวันหยุดกว่าสี่หมื่นราย และสิ่งที่เขาทำก็ไม่ใช่ธุรกิจ แต่เป็นสิ่งที่อยากทำเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม

และนั่นทำให้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะคนที่รู้จักใช้เทคโนโลยี เพื่อให้ชาวนารุ่นใหม่มีโอกาสเรียนรู้การทำนาแบบใหม่ ซึ่งในวันหยุดเขาจะลงแปลงนาทั่วประเทศเรียนรู้ ลงมือทำและเห็นผลตรงนั้นเลยกับการทำนาแบบใหม่ตามวิธีการของเขา"เปียกสลับแห้ง แกล้งข้าว" ซึ่งสามารถทำได้จริง

และเขาบอกว่า เป็นวิธีการลงนาขาไม่เปื้อนโคลน ที่สำคัญคือ ผลผลิตมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี และเขาก็ไม่ได้วางกฎว่า ต้องเป็นออร์แกนิค จะปลอดสารเคมีหรือไม่ เขาบอกว่า ชาวนาเป็นคนตัดสินใจ เพราะเมื่อถึงตอนนั้นชาวนาจะรู้เองว่า ควรทำนาแบบไหน

7 ปีที่แล้ว คุณสร้างเครือข่ายชาวนาวันหยุด ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ตอนนี้มาถึงจุดที่รุ่นลูกชาวนาให้ความสำคัญกับวิธีการที่ผมแนะนำ เอาความรู้ไปปฏิบัติในครอบครัวมากขึ้น เพราะเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ผมก็ตั้งคำถามกับปัญหาชาวนา เพราะคนในสังคมเรียนรู้เรื่องชาวนาจากสื่อ โดยเฉพาะสื่อทีวีและสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นภาพเดิมๆ และคนที่ยื่นมือมาช่วยชาวนา ก็เป็นนักการเมือง กลุ่มทุน กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งผมมองว่า อนาคตมันเป็นอย่างนี้ไม่ได้ เพราะมันเป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ ก็เลยตั้งคำถามว่า แล้วลูกชาวนาคิดยังไงกัน นอกจากนี้ยังมีค่านิยมว่า ชาวนาส่วนใหญ่มองตัวเองว่าลำบาก เขาก็เลยส่งลูกเรียนสูงๆ มีการศึกษา และที่สุดก็ทำงานในระบบอุตสาหกรรม ผมยังตั้งคำถามอีกว่า ชาวนารุ่นลูกมีเงื่อนไขอะไรที่ไม่เอาความรู้ที่เรียนมา กลับไปพัฒนาทรัพยากรเดิมที่มีอยู่ในบ้านเกิด ก็เลยเริ่มศึกษากระบวนการและวิธีการทำนา เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว แล้วมีวิธีการอย่างไรทำให้การทำนาง่ายขึ้น โดยที่คนเหล่านั้นไม่ต้องลาออกจากงานประจำ

แม้คุณจะทำงานประจำ แต่มีโอกาสคลุกคลีกับชาวนา ก็เลยเข้าใจปัญหา ?

ถ้าจะบอกว่า ผมไม่รู้เรื่องการทำนาเลย คงไม่ได้ ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ทำนามาก่อน ครอบครัวผมมีสวนปาล์ม และหลายคนก็บอกว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ผมมองว่ามันเป็นกับดักทางความคิดที่ทำให้เราไม่พัฒนา มันเป็นกับดักทางความอุดมสมบูรณ์ ทั้งๆ ที่เงื่อนไขความเป็นจริงในปัจจุบัน มันไม่ใช่แล้ว ในน้ำไม่ได้มีปลา มีแต่สารเคมี ในนามีแต่ปัญหา

ก่อนจะสร้างเพจชาวนาวันหยุด คุณลงไปเรียนรู้ปัญหาชาวนาในผืนนาเกือบทั่วประเทศ ?

คงต้องย้อนมาจุดเริ่มต้น ตอนที่ผมศึกษาข้อมูลแนวทางการทำนาในต่างประเทศ ผมก็ไม่ได้เก่งภาษา แต่อาศัยการแปลภาษาจากกูเกิ้ล และผมก็ศึกษาปัญหาการปลูกข้าวจากอินเตอร์เน็ต อยากรู้ว่าประเทศจีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ปลูกข้าวยังไง แต่สิ่งที่ผมหาได้คือ รูปภาพ เพราะผมไม่ได้ทำงานแบบนักวิชาการ พอเห็นรูปภาพก็เห็นขั้นตอน แล้วมาต่อจิกซอ เพื่อดูกระบวนการปลูกข้าวที่มีประสิทธิภาพของต่างประเทศ พอผมไปคุยกับชาวนา พวกเขาก็บอกว่า มันทำแบบนั้นไม่ได้หรอก นี่มันเมืองไทย

แล้วคุณลงมือทำยังไง

พอคุยกับหลายๆ คน ผมก็ตั้งคำถามว่า ทำไมทำไม่ได้ ก็เลยไปหาพื้นที่ที่จะลงมือทำด้วยตัวเองที่จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 5 ไร่ โดยไม่ได้ลาออกจากงานประจำ เพราะพื้นที่ของลุงที่ให้ลองทำนา ผมสงสัยว่าทำไมลุงแกเลี้ยงเป็ด เขาบอกว่า เคยไปฟังผมบรรยายเรื่องการเลี้ยงเป็ด ผมก็เลยคิดว่า ก็มีคนลองนำสิ่งที่ผมถ่ายทอดไปทำ ไม่ได้จบในห้องบรรยายเท่านั้น ผมเริ่มลงไปทำนาช่วงเสาร์-อาทิตย์ และผลผลิตที่ได้ก็เป็นที่พอใจ พื้นที่หนึ่งไร่ผมได้ผลผลิตหนึ่งตันกว่า แต่วิธีการใช้เครื่องจักรของผม ก็มีทางเลือก ผมต้องคิดก่อนว่า จะเป็นเจ้าของเครื่องมือหรือจ้างพวกเขามาทำงานให้ สิ่งหนึ่งที่ผมได้จากกรณีนี้ ก็คือ เราไม่จำเป็นต้องมีปัจจัยการผลิต แต่เราเข้าไปดูรูปแบบในชุมชน ถ้าพวกเขามีเครื่องจักรอยู่แล้ว เราก็ใช้บริการ หัวใจในการทำนาคือ การจัดการและการแปรรูป

บางคนบอกว่า การทำนาต้นทุนสูง ?

ต้องสร้างสมดุลให้ต้นทุนก่อน ก่อนเข้าไปทำนาตามวิธีการของผม ลุงที่ผมไปทำนาด้วย มีผลผลิต 700-800 กิโลกรัมต่อไร่ พอไปทำเอง ปริมาณก็เพิ่มขึ้น ผมเอาแนวคิดมาจากหลายประเทศ นำมาผสมผสานกัน เพื่อเพิ่มผลผลิตของเม็ดข้าว มีการใช้เทคโนโลยีของญี่ปุ่นบ้าง อย่างเรื่องการปักดำ การเก็บวัชพืชในร่องนา และจากที่ผมเก็บข้อมูลก็พบว่า ถ้าทำแบบนี้ไร่หนึ่งจะได้ผลผลิต 800-1,200 กิโลกรัม แต่ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน

มีผลกำไรแค่ไหน

ถ้าเปรียบเทียบกับรูปแบบเดิม ส่วนใหญ่ทำนาหว่าน จะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 25-30กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าใช้วิธีการแบบนี้ ใช้เมล็ดพันธุ์แค่ 10 กิโลกรัม ส่วนเรื่องการใช้น้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตหลัก ตรงนี้มีงานวิจัยร่วมกับวิทยาลัยกรมชลประทาน ถ้าทำแบบนี้ ประหยัดน้ำได้ประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ ในภาครวมหนึ่งฤดูกาลการทำนา ต้องใช้น้ำประมาณ 1.2-1.5 ล้านลิตร แต่วิธีการนี้ใช้น้ำประมาณแปดแสนสี่หมื่นลิตร

เป็นวิธีการทำนาที่ประหยัดน้ำ ?

ผมไม่อยากให้สิ่งที่ผมทำเป็นเรื่องของงานวิชาการ ดังนั้นผมจึงถ่ายภาพและวิดีโอไว้ โดยเขียนไดอารี่ในบล็อก เพื่อให้เห็นเส้นทางสายนาดำ อัพโหลดวิดีโอไว้ในชาวนาวันหยุด แม้ผมจะทำเรื่องนี้สำเร็จ แต่อีกโจทย์ที่ผมทำคือ ระหว่างที่ผมรอผลผลิตจากแปลงนา ผมก็ไปหาชาวนาคนอื่นๆ เพื่อเอาไอเดียไปแลกเปลี่ยนกัน แล้วพยายามท้าทายให้พวกเขาทำนาแบบนี้ เพราะผมไม่ใช่เจ้าของที่นา เราไปคุยกับเขา เราก็ท้าทายให้พวกเขาอยากทำนาตามกระบวนการที่เราศึกษา หยุดเสาร์-อาทิตย์ เราก็ไปเยี่ยม ผมก็ดูว่าวิธีการทำนาแบบนี้สามารถทำในเมืองไทยได้ไหม พอทดลองทำแล้ว ปรากฎว่า ประหยัดน้ำ ความแข็งแรงและผลผลิตมากขึ้น

เป็นระบบเปียกสลับแห้ง แกล้งข้าวที่หลายคนพูดถึง ?

ถามว่าเรื่องนี้เรื่องใหม่ในสังคมไทยไหม การทำนาแบบดั้งเดิมก็เคยทำแบบนี้ แต่เราลืมวิธีการไปแล้ว เพราะปัจจุบันมีปัจจัยการผลิตเยอะ จนเราลืมกลไกทางธรรมชาติ ส่วนในเรื่องปัจจัยการผลิต ถามว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ไหม สิ่งที่ผมส่งเสริมคือ แนวทางลด ละ เลิก สารเคมี พวกเขาต้องปรับปัจจัยการผลิตด้วยตัวเอง เราไม่ไปบอกว่า สารเคมีตัวนี้ห้ามใช้ แต่เรื่องแรกที่ผมตั้งคำถามคือ ทำไมการทำนาต้นทุนสูง ทั้งการใช้น้ำ ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยฆ่าหญ้า ผมก็เลยตั้งคำถามว่า การปลูกข้าว ต้นข้าวจะพึ่งพาดูแลตัวเองไม่ได้หรือ เราก็ศึกษาแล้วพบว่า ต้นข้าวมีความสามารถในการหาอาหารเลี้ยงตัวเอง ถ้าต้นข้าวสามารถหาอาหารได้มาก ก็จะแตกกอได้มาก แตกกอมากก็มีผลผลิตมาก และความสามารถในการต้านทานโรคและแมลง ซึ่งข้าวทุกสายพันธุ์มีอยู่ในตัวมันเอง

สิ่งที่เราเรียนรู้ ก็คือ สภาพแวดล้อมแบบไหนที่ดึงศักยภาพต้นข้าวออกมาได้สูงสุด เราก็พบคีย์เวิร์ด 2 อย่างคือ ข้าวไม่ใช่พืชน้ำ เราไม่จำเป็นต้องทำนาแบบน้ำแช่ขัง เราสามารถทำนาแบบเปียกสลับแห้งได้ เพียงแต่ต้องดูจังหวะ อย่างระยะแตกกอ จะดึงศักยภาพการออกรวงข้าวมาได้อย่างไร

เมล็ดพันธุ์ก็เป็นเรื่องสำคัญ ?

ปัจจัยพื้นฐานในการปลูกข้าว เบื้องแรก คือ "เมล็ดพันธุ์" ชาวนาจึงจำเป็นต้องผลิต "เมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์" ได้ด้วยตัวเอง ด้วยการปลูกแบบประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย และหลักการ ergonomic design ไม่ต้องก้มให้ปวดหลัง ปวดเอว (หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินแบบเดิมๆ) ทำนาแบบเดินหน้า มีเป้าหมาย ปาเป้าให้ตุ้มกล้าลงตามตำเเหน่งที่สร้างไว้ ส่วนเปียกสลับเเห้ง แกล้งข้าว ในระยะข้าวแตกกอจะดูระดับจากท่อแกล้งข้าว เพื่อกระตุ้นการออกรากหาอาหารมากขึ้น