วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถอดรหัส 'อุยกูร์' ผู้ผ่านทางจากซินเกียง

8 มีนาคมปีนี้ โลกฉลองวันสตรีสากลด้วยความมึนงงกับข่าวการหายไปอย่างลึกลับของเครื่องบิน

โบอิ้ง 777-200 อีอาร์ เที่ยวบิน MH370 ของมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ที่มีผู้โดยสารและลูกเรือรวมกันถึง 239 คน จากนั้น 5 วันต่อมา คือ 12 มีนาคม ขณะที่ยังหาร่องรอยของ MH370 ไม่เจอแม้แต่ชิ้นเดียว ก็ยิ่งมึนตึ้บไปกันใหญ่ กับข่าวปฏิบัติการควบคุมตัวชาวต่างด้าวทั้งชายหญิงและลูกเล็กเด็กแดงรวม 220 คน ในสวนยางพาราเขตอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ที่ต้องมึนเพราะนอกจากจะไม่ใช่ชาวโรฮิงญา (ที่คนไทยเริ่มคุ้นเคยแล้ว) พวกเขายังไม่มีเอกสารใดๆ ติดตัวมาเพื่อยืนยันสัญชาติได้เลย ว่าเป็นพลโลกในสังกัดประเทศใด

พิจารณาจากรูปร่างหน้าตา ที่เกือบทั้งหมดผิวขาวคล้ายจีน คิ้วเข้มเหมือนแขก ตาตี่คล้ายมองโกล จมูกโด่งเหมือนฝรั่ง ลงความเห็นว่าน่าจะเป็นชาวมุสลิมอุยกูร์ ซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ในมณฑลซินเกียง ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของประเทศจีน ฟังแล้วยิ่งมึน เพราะโรฮิงญาลอยเรือเลาะชายฝั่งทะเลอันดามันมาถึงไทยยังพอเข้าใจได้ แต่อุยกูร์เหาะเหินเดินอากาศจากดินแดนไกลสุดกู่ของจีน มาเอ้อระเหยอยู่เกือบสุดปลายด้ามขวานของไทยได้อย่างไรกัน? มึนไปงงมา พาให้เกิดคำถามว่า หรือชาวอุยกูร์อาจเกี่ยวข้องกับการหายไปของ MH370 เพราะอุยกูร์เป็นชนชาติส่วนน้อยที่กำลังมีปัญหากับรัฐบาลจีน ในขณะที่ผู้โดยสารเกินครึ่งในเครื่องบินปริศนาลำนั้น...เป็นชาวจีน!

ถ้าเช่นนั้น อุยกูร์คือใคร ? และกำลังมีปัญหาอะไร?

ในทางชาติพันธุ์วิทยาจำแนกชาวอุยกูร์ อยู่ในกลุ่ม “มองโกล-เตอร์กิช” เพราะต้นตระกูลของชาวอุยกูร์เป็น “มองโกล” ผสมกับ “เติร์ก” เหมือนชาวตุรกี แต่เร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ในทุ่งหญ้าแถบมองโกเลีย ต่อมายังผสมกับชาติพันธุ์รัสเซีย กลายเป็น “แขกขาว” ที่หล่อเข้ม สวยคม ครึ่งเอเชีย ครึ่งยุโรป มีสัญชาตญาณขัดแย้งในตัวเอง เพราะล่าสัตว์และรบบนหลังม้าเก่งฉกาจ สมนาม “อุยกูร์” ที่แปลว่า นักล่าสัตว์ แต่ก็ร้องรำทำเพลงได้ไพเราะและสนุกสุดๆ กลุ่มมองโกล-เตอร์กิชนี้ นอกจากจะมีชาวอุยกูร์ในซินเกียงของจีนแล้ว ยังมีชาวคาซัค ชาวอุซเบก ซึ่งเคยเป็นชนกลุ่มน้อยใต้ร่มเงาสหภาพโซเวียตรัสเซีย กระทั่งหลังปี 2534 เมื่อคอมมิวนิสต์โซเวียตล่มสลาย ก็ได้เอกราชกลายเป็นประเทศคาซัคสถาน อุซเบกิสถาน สังกัดอนุทวีปเอเชียกลาง ติดกับซินเกียงของจีนนั่นเอง

พื้นที่อันเป็นถิ่นฐานของชาวมองโกล-เตอร์กิช มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ เพราะย้อนกลับไปราว 2,000 ปี ที่นี่คือท้องทุ่งหญ้าอันไพศาล เป็นแหล่งกำเนิดม้าพันธุ์ดีที่ร่ำลือว่าฝีเท้าดีดุจเหาะเหินได้ มีเหงื่อหยดเป็นสีแดงชาดดั่งหยาดโลหิต เป็นอาชาวิเศษประหนึ่งสวรรค์สร้าง จักรพรรดิฮั่นหวูตี้จึงมีบัญชาให้แม่ทัพไปเสาะหา “ม้าสวรรค์” มาประจำการในกองทัพถึง 3,000 ตัว แล้วกรีฑาทัพม้าสวรรค์ปราบศัตรูราบคาบ สถาปนา “เส้นทางสายแพรไหม” ที่เชื่อมต่อจีนสู่เปอร์เซียและยุโรปสำเร็จครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ พ.ศ.417 แล้วหลังจากนั้น ก็มีบุคคลสำคัญของโลกอีกหลายคน อาทิ พระถังซำจั๋ง มาร์โค โปโล ใช้เส้นทางสายนี้เดินทางแสวงบุญและค้าขาย จนกลายเป็นเส้นทางอารยธรรมอันเกรียงไกรของโลก

ภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ราว 1,600 ปี ในถ้ำ ณ แหล่งโบราณคดี “พุทธคูหาเบซคลิก” เมืองทูหลู่ฟาน มณฑลซินเกียง บ่งบอกว่าชาวอุยกูร์เคยนับถือศาสนาพุทธมาก่อน โดยเฉพาะในยุคที่ศาสนาพุทธแบบทิเบตรุ่งเรืองเมื่อราว 1,200 ปีก่อน เป็นที่ทราบกันดีว่าชาวมองโกลคือผู้ยกย่องพระลามะ ที่เป็นผู้นำทั้งทางโลกและทางธรรมของทิเบตว่า “ทะไลลามะ” อันมีความหมายว่าพระอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ดั่งมหาสมุทร ตราบจนกระทั่งเมื่อกองทัพมุสลิมของชาวเติร์กบุกโจมตีดินแดนเอเชียกลาง ราว 700 ปีก่อน ชาวมองโกล-เตอร์กิช ทั้งอุซเบก คาซัค และอุยกูร์ จึงแปรเปลี่ยนเป็น “อิสลามิกชน” มานับแต่นั้น เป็นอิสลามที่หลงใหลในศิลปะวิทยาการเปอร์เซียยิ่งนัก แสดงออกที่รูปลักษณ์ของมัสยิด โรงเรียนสอนศาสนา แม้กระทั่งพรม ล้วนแล้วแต่รับอิทธิพลศิลปะเปอร์เซียแทบทั้งสิ้น

วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของมองโกล-เตอร์กิช คือ “อมิร์ ติมูร์” (Amir Timur) ผู้สถาปนาจักรวรรดิติมูริด ใน พ.ศ.1913 โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ซามาร์คาน (ในอุซเบกิสถานปัจจุบัน) แล้วบุกไปพิชิตมอสโก ทางเหนือ จรดนิวเดลลีทางใต้ และยุโรปตะวันออกจรดซินเกียง ก่อนจะประชวรแล้วสิ้นพระชนม์ในระหว่างกรีฑาทัพหมายไปตีปักกิ่ง ที่สำคัญ จอมข่านอมิร์ ติมูร์ คือต้นตระกูลของราชวงศ์โมกุลอันเกรียงไกรในชมพูทวีป ราชวงศ์ที่สร้างทัชมาฮัล และสถานที่สำคัญอีกมากมาย เพราะจักรพรรดิบาบูร์ หรือบาร์เบอร์ ต้นราชวงศ์โมกุล ก็คือพระราชนัดดาของ อมิร์ ติมูร์ นั่นเอง

ย้อนกลับมาที่ชาวอุยกูร์ ในขณะที่ปัจจุบัน มองโกล-เตอร์กิช สายอุซเบกและคาซัค ได้รับเอกราชแล้ว แต่ชาวอุยกูร์ยังอยู่ภายใต้การปกครองของจีน แม้จีนจะเรียกมณฑลซินเกียงว่า “เขตปกครองตนเองของชาวอุยกูร์” แต่ในความเป็นจริง รัฐบาลปักกิ่งตั้งแต่สมัยเหมาเจ๋อตง ส่งชาวฮั่นไปตั้งรกรากทำกินในซินเกียงมากมาย เพราะถึงแม้ดินแดนนี้จะร้อนสุดๆ ถึง 49 องศาเซลเซียส แล้งขนาดวัดปริมาณน้ำฝนได้ 0 แต่กลับปลูกองุ่น แตงโม แคนตาลูปได้หวานจับใจ เพราะมีระบบชลประทานสวรรค์ หรือ “คาเรส” เป็นภูมิปัญญามหัศจรรย์กว่า 2,000 ปี ที่ยังใช้มาจนวันนี้ นอกจากนั้นยังมีก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุ อัญมณี อยู่ใต้ผืนปฐพีอีกด้วย

ที่สำคัญ ซินเกียงยังเปรียบเสมือน “พื้นที่กันชน” ลดแรงปะทะปะทังจากรัสเซียและมุสลิมจากตะวันออกกลางได้เป็นอย่างดี จีนจึงยากที่ยอมเสียซินเกียงไป ในขณะที่ชาวอุยกูร์เหมือนถูกแย่งชิงทรัพยากร ด้วยนับวันที่ชาวฮั่นรวยขึ้น อุยกูร์กลับยิ่งจนลง ขบวนการเรียกร้องเอกราชอุยกูร์ และจัดตั้งประเทศ “เตอร์กเมนิสถานตะวันออก” จึงเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2488 มาแล้ว แต่ก็โดนปราบราบคาบเรื่อยมา ล่าสุด จีนระบุว่ามีชาวอุยกูร์เที่ยวเอามีดไล่แทงชาวจีนตายไปหลายคนที่สถานีรถไฟในเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ก่อนหน้าปฏิบัติการควบคุมตัวชาวอุยกูร์ลี้ภัยที่สงขลาเพียงไม่กี่วัน

ปมขัดแย้งจีนกับอุยกูร์จะซับซ้อนเพียงใด และจะพัฒนาไปไกลแค่ไหนก็ตาม เรายังคงต้องเฝ้ามองด้วยความเข้าใจ และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขา เท่าๆ ที่กับที่เราเคารพเกียรติศักดิ์ศรีของตัวเราเอง