น้ำเงา...เมื่อเข้าแล้ง

น้ำเงา...เมื่อเข้าแล้ง

ช่วงนี้ภาคเหนือในหลายจังหวัดปัญหาควันไฟกำลังเป็นปัญหาใหญ่

ในหลายๆ เมือง เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย แม่ฮ่องสอน มีค่ามลพิษในอากาศสูงเกินมาตรฐานไปมาก สิ่งที่ตามมาก็คือ ผู้คนในเมืองต่างๆ ที่ว่ามานี้มีปัญหาเรื่องระบบหายใจ ระคายเคืองดวงตา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมาก็มีข่าวว่าเครื่องบินที่ไปเชียงใหม่ไปถึงแล้วก็ต้องบินกลับมากรุงเทพถึง 4 เที่ยวบิน ลงจอดที่เชียงใหม่ไม่ได้เพราะควันไฟหนาเกินไป มีหลายคนพยายามจะอธิบายว่ามันเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ต้องเผาซังข้าวในนา แม้จะรณรงค์อย่างไรก็มีการเผาทุกปี

ป่าเต็งรังทางภาคเหนือช่วงนี้ กลางคืนจะเห็นไฟไหม้ป่าชัดเจนบนยอดเขา แต่ไม่ใช่กลางวันเขาไม่เผา ยังคงเผาเช่นเดิมแต่เราสังเกตเห็นได้น้อยกว่ากลางคืน ก็มีคนพยายามมาบอกอีกว่าชาวบ้านเผาป่าเพื่อจะได้ให้ผักหวานหรือเห็ดป่ามันออก แต่ในร่องกลางถนนไม่มีต้นผักหวานสักต้น ไม่เคยมีคนมาเก็บเห็ดสักครั้ง ก็มีคนมาจุดไฟเผาจนเปลวไฟสูงจนน่ากลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุกับรถยนต์ที่ผ่านไปมา

ผมเดินทางขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติแม่เงา อ.สบเมย ใต้สุดของแม่ฮ่องสอน ในช่วงที่อากาศเดือนมีนาคมกำลังร้อนสุดๆ โดยใช้ถนนเลียบชายแดนหมายเลข 105 ระหว่างแม่สอด-แม่สะเรียง เส้นทางสายนี้ผมมักเดินทางประจำในช่วงฤดูหนาว และก็ให้สมญานามมันเองว่าเป็นถนนสายโรแมนติก ที่น่าเดินทางมากที่สุด แต่มาวันนี้สภาพถนนที่แม้จะแคบแต่เรียบสนิท กลายเป็นถนนสายหลุมบ่อจนต้องค่อยๆ คลานอยู่หลายช่วง แม้การทางกำลังแก้ไข ขยาย และซ่อมแซม ก็ไม่แน่ใจว่าจะทันฤดูกาลท่องเที่ยวปี 57 นี้หรือเปล่า คงต้องขอร้องท่านผู้ว่าฯ ตาก ให้เร่งรัดหน่วยงานที่รับผิดชอบหน่อยครับ

เส้นทางแล่นเลียบแม่น้ำเมยนั้นสวยงาม จนต้องหยุดถ่ายรูปอยู่บ่อยครั้ง แต่อารมณ์สุนทรีย์ก็เริ่มสะดุดลงเมื่อเห็นควันไฟป่าเมื่อเข้าเขตป่าเขา อ.ท่าสองยาง ร่องรอยของไฟป่าที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทิ้งเถ้าสีดำเต็มพื้น บางพื้นที่ยังคงมีควันจากขอนไม้ที่ถูกเผา หนักสุดคือไฟกำลังไหม้ป่าต่อหน้าต่อตา แล้วเราก็เจอต้นไม้ใหญ่ล้มขวางทางจนได้ ไฟเผาป่าทุกปี ต้นไม้ที่ถูก “กาน” จนยืนต้นตายถูกไฟเผาโคนจนโค่นลงมาขวางถนน การ “กาน”ต้นไม้ใหญ่ให้ยืนต้นตาย พอไม้ล้มก็เผาเพื่อเอาที่ดินทำกิน แพร่หลายมากในย่านนี้ ต้นไม้ยืนต้นตายขาวโพลนเป็นป่าๆ ชนิดที่คนไม่รู้จะนึกว่าต้นไม้เป็นโรคระบาด

เจ้าหน้าที่มีมั้ย? แค่ไม่ให้ไฟไหม้หน่วยฯ หรือไม่ให้ไฟไหม้ป้ายรณรงค์ไม่ให้จุดไฟเผาป่าได้นี่ก็เก่งแล้วครับ ฝั่งตะวันออกของประเทศเราสังเวยป่าจังหวัดน่านหมดไปแล้วทั้งจังหวัด ต่อไปถึงคิวป่าฝั่งตะวันตกจะถูกถางทำไร่ข้าวโพดบ้างแล้ว รอแต่ว่าเมื่อไหร่จะหมดจังหวัดเท่านั้น ...ไชโย ประเทศไทย

ภูเขาที่ถูกเผาป่าเป็นลูกๆ ซากต้นไม้ถูกเผาต่อหน้า เห็นแล้วอดสูใจมาก ชาวม้งจากย่านพบพระรุกคืบเข้ามาสู่ดินแดนย่านนี้ที่กะเหรี่ยงเคยอยู่ การจัดการที่ดินที่ถูกเปิดป่าเป็นแปลงกะหล่ำ ถูกเดินท่อน้ำกระจายทั่วไร่ อีกไม่นาน ทั้งแม่น้ำเมย แม่น้ำสาละวิน จะแบ่งสารเคมีจากไร่กะหล่ำไปกันทั่วหน้า

แต่หน้าแล้งขนาดนี้ ป่าถูกเผาขนาดนี้ แม่น้ำเงาที่มีต้นกำเนิดมาจากป่าเขาในเขต อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ก่อนจะมีลำน้ำโขงไหลมารวม แล้วจึงไหลล่องแบ่งเขตตากและแม่ฮ่องสอนที่บ้านสบเงา ไหลรวมแม่น้ำยวมที่นี่ แล้วไหลไปรวมแม่น้ำเมยอีกที จากนั้นไปเป็นส่วนหนึ่งของสาละวินแล้วไหลลงทะเลที่อ่าวเบงกอล น้ำเงาเดินทางมาอย่างยาวไกล อย่างน้อยเมื่อเข้าสู่เขตอุทยานแห่งชาติแม่เงาก็มีระยะทางถึง 40 กม.

แม่น้ำสายนี้สวยงามอย่างมาก ในฤดูฝนเชี่ยวกรากตามประสา ทว่าในฤดูแล้ง มันคือสายชีวิตของคนแถบนี้ น้ำสายนี้ไม่เคยขาด และยิ่งสวยงามในฤดูแล้ง ที่ต้นไม้ของป่าสองข้างทางจะเปลี่ยนสีเหมือนทางยุโรป ผู้คนสองฝั่งน้ำได้ดื่มกิน ใช้ในชีวิตประจำวันให้ปกติสุข สายน้ำนี้ใสจนเห็นพื้นหินเบื้องล่าง น้ำสะอาดจนตะไคร่น้ำที่เรียกว่า “เทา” เกิดขึ้นได้อย่างดาษดื่น ใสจนเหมือนกระจก ที่สะท้อนเงาสรรพสิ่ง นี่อาจจะเป็นที่มาของชื่อ “แม่น้ำเงา”ก็ได้

เพียงการได้ชมความงามของสายน้ำเงายามหน้าแล้ง แม้เพียงนั่งชมยังงามขนาดนี้ ถ้าได้ลงเล่นดับร้อนจะพบเห็นความสุขทันที อะไรจะมีความสุขเท่าการเล่นน้ำในหน้าร้อนอีกเล่า

การล่องแก่งแม่น้ำเงาคือการเข้าถึงได้มากกว่านั้น เอกลักษณ์เดิมคือการล่องแพไม้ไผ่ แต่ทางอุทยานฯ เขาปรับเปลี่ยนมาใช้เรือยางเพื่อลดทอนการตัดไม้ไผ่ลง แม้การล่องแม่น้ำเงาจะไม่มีแก่งใหญ่จนจะตกเรือแบบสายน้ำอื่นๆ แต่เราจะไม่เคยล่องแก่งแล้วเจอน้ำที่ไหนสะอาดเท่านี้มาก่อน ตลอดสองฝั่งทางของการล่องที่มีระยะใกล้-ไกลให้เลือกนั้นจะพบเห็นความงามสองฝั่งทางที่คนถ่ายรูปอย่างผมยังยอมรับว่าสวยงามมาก ลานทรายที่สะอาด กว้าง ปรากฏแทบตลอดเส้นทาง จนน่ากางเต็นท์นอน ยิ่งล่องไปจนถึงจุดแม่น้ำสองสี หลังหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ มง.2(สบเงา) ที่แม่น้ำเงามาบรรจบกับแม่น้ำยวมยิ่งเห็นความสวยงามของทำเลที่นี่ อุทยานฯแม่เงา เขาจัดที่นี่ให้เป็นที่กางเต็นท์พักแรมด้วย ผมว่าหนาวนี้จะไปใช้บริการสักหน่อย ทำเลกางเต็นท์สวยๆ แบบนี้ พลาดได้ยังไง

ผมตั้งใจมาเยือนที่นี่ในช่วงฤดูแล้ง เพื่อให้เห็นความแตกต่างแบบสุดๆ ระหว่างความร้อนแล้ง และความชุ่มเย็น ความดีและความชั่ว ธรรมมะกับอธรรม เห็นไฟป่าที่ทำลายและเห็นสายน้ำที่ให้ชีวิต ถ้าบ้านเราขาดน้ำ ทุกร่องธารเหือดแห้ง ผู้คนจะอยู่กันอย่างไร ถึงวันนั้นยังจะมาพร่ำเพ้อร้องหาประชาธิปไตยที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่กันอยู่อีกไหม มาเรียกร้องหาจิตสำนึกรักป่า รักธรรมชาติกันดีกว่า นี่ต่างหากคือชีวิต นี่ต่างหากคือทางรอด อย่างอื่นมันแค่มายา อย่าไปบ้าตามนักการเมืองที่มันมาปั่นหัวเรา

เลิกทำลายป่าได้แล้วครับ มันจะเป็นตราบาปแก่แผ่นดิน...