นั่งเรือใหญ่....ไหว้พระธาตุสองฝั่งโขง

นั่งเรือใหญ่....ไหว้พระธาตุสองฝั่งโขง

โดยส่วนตัว ผมมีความรู้สึกว่าแม่น้ำโขงนั้นสวยงาม แฝงเสน่ห์แบบซื่อๆ สอดคล้องกับบุคลิกพี่น้องสองฝั่งโขงลาว-ไทย

สายน้ำโขงแปรเปลี่ยนวิถีแห่งสายน้ำไปตามฤดูกาล บางครั้งก็เกรี้ยวกราดราวระบายเพลิงแห่งโทสะ เสียงน้ำโขงดังโครมครืนและหมุนวนจนน่ากลัว แต่ในบางคราวกลับสงบเงียบและอ่อนหวาน ยิ่งมิตรภาพสองฝั่งโขงที่ผูกพันของพี่น้องไทย-ลาว ผูกแน่นมาช้านาน ยิ่งทำให้สองฝั่งธารนี้มีเสน่ห์ยิ่งขึ้น ล่องโขงคราวใดก็ได้สัมผัสความประทับใจนี้ทุกคราวไป

สำหรับนครพนม เดิมทางเทศบาลเคยมีเรือสองชั้นพาล่องออกไปดูความงามของแม่น้ำโขงยามเย็น เรือออกจากท่าเทศบาล(แถวๆ ตลาดอินโดจีน) ราวๆ 5 โมงเย็น วิ่งทวนน้ำไปถึงโบสถ์คริสต์แล้วก็ไปเลาะฝั่งลาว ก่อนจะวนกลับมาที่ท่าเทศบาลอย่างเดิม ไฮไลท์คือไปดูพระอาทิตย์ตก แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าเรือที่ผมว่ามาทั้งหมดนั้นจะเล็กไปทันทีเพราะว่านครพนมเขามีเรือที่ใหญ่กว่านั้นมาก เป็นเรือ 3 ชั้น (รวมชั้นดาดฟ้า) จุคนได้ 200 คนสบายๆ เรือกว้างไม่น้อยกว่า 5 เมตร ทำเป็นเรือประชุม สัมมนา จัดงานแต่งงาน งานสังสรรค์บนเรือได้ทั้งนั้น

จุดมุ่งหมายคือการเพิ่มกิจกรรมการท่องเที่ยวของนครพนมอีก 1 อย่าง โดยเรือเขาจะทำเป็นเส้นทางล่องแม่น้ำโขงในยามค่ำคืน ชมความงามของวัดวาอารามสองฝั่ง ซึ่งทุกวันนี้ประดับตกแต่งวัดริมโขงด้วยแสงไฟยามค่ำคืนอย่างสวยงาม พร้อมอาหารมื้อเย็นบนเรือ โดยจะล่องจากท่าเทศบาลไปจนถึงสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 ที่ถือเป็นสะพานที่มีการออกแบบสวยที่สุด และยิ่งในยามค่ำคืนที่เขาแต่งไฟด้วยแล้ว สะพานนี้จึงสวยงามราวเทพเนรมิต เรียกว่าเรือล่องราตรีที่เจ้าพระยาเป็นยังไง เรือใหญ่ที่ชื่อ “แม่โขง พาราไดซ์ ครูซ” ลำนี้ไม่แตกต่างกัน ใครจะมาเช่าจัดงานหรือจะมาดินเนอร์บนเรือก็ได้ทั้งนั้น (ท่านผู้อ่านสนใจก็ลองโทรไปสอบถามที่ 0 4251 2551, 08 1380 4673)

อันที่จริงต้องชมท่านพ่อเมือง ท่านอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม โดยมีมือทำงานจอมขยันอย่าง ท่านสมชาย วิทย์ดำรงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ที่เล็งเห็นว่าต่อไปนครพนมนั้นจะเป็นประตูหน้าด่านที่จะนำพาผู้คนให้เดินทางเชื่อมร้อยจากนครพนมไปลาว ไปเวียดนาม ขึ้นเหนือไปฮานอย ไปจีนได้ หรือจะลงใต้ไปไซ่ง่อนได้ เรียกว่าเส้นทางนั้นผูกร้อยเป็นใยแมงมุม ยิ่งเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปีหน้า ไม่ว่าเราจะพร้อมหรือไม่พร้อม รัฐบาลจะสนใจหรือไม่ แต่ท้องถิ่นก็ต้องมองการณ์ไกลและเตรียมการณ์ไว้ให้พร้อม ในเมื่อนครพนมมีสะพานมิตรภาพแห่งที่สาม เป็นประตูของการเดินทางอยู่แล้ว ต้นทางอย่างนครพนมก็ควรมีอะไรให้เหล่านักเดินทางได้ประทับใจก่อนการเดินทางไปที่อื่นๆ เรือสำราญบนแม่น้ำโขงลำนี้จึงเกิดขึ้น

และโชคดีที่นครพนมเขาขับเคลื่อนไปทางเดียวกัน คือภาคราชการเดินหน้า ภาคเอกชนโดย คุณชาญยุทธ อุปพงษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครพนม คุณสิทธิศักดิ์ วัชระเสรีชัย รองประธานหอการค้าจังหวัดนครพนม และคุณธารินทร์ พันธุมัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม เขาก็ดันหลังช่วยงานของจังหวัดก็เลยขับเคลื่อน ชะรอยว่าท่านผู้ว่าและท่านประธานหอการค้าจะรู้ว่าผมไม่ค่อยเชื่ออะไรใครง่ายๆ ท่านก็เลยชวนให้ไปล่องเรือลำนี้เป็นการประเดิม ในการไปนมัสการบูชาพระธาตุสองแผ่นดิน คือพระธาตุศรีโคตรบองและพระธาตุพนม เป็นจังหวะเดียวกับช่วงวันมาฆะบูชา เทศกาลไหว้พระธาตุพนมพอดี

อันที่จริงประเพณีการบูชาพระธาตุพนมนี้ พี่น้องสองฝั่งโขงไทย-ลาว ให้ความสำคัญอย่างมาก คุณธารินทร์ พันธุมัย เล่าให้ฟังว่าเดิมนั้นคนในย่านนี้จะถือเป็นภารกิจหนึ่งที่ควรจะได้กระทำสักครั้งหนึ่งเพื่อเป็นกุศลแก่ชีวิต การเดินทางมานมัสการพระธาตุพนมในอดีตไม่ใช่เรื่องง่าย คนที่อยู่ในดงดอยก็จะดั้นด้นมาให้ใกล้พระธาตุพนมมากที่สุด ขนสัมภาระ เสบียงอาหารสำหรับพักแรมรายทางใส่ขบวนเกวียนเดินทางกัน ส่วนคนที่มาทางน้ำก็ไม่แตกต่าง ล่องเรือมาเรื่อย พอตกเย็นก็จอดเรือพักแรม เพื่อเดินทางไปไหว้พระธาตุพนม อันเป็นการสะสมบุญใหญ่ในวันนั้นก็เช่นกัน

เรือแม่โขง พาราไดซ์ ครูซ วาดหัวเรือออกจากท่าเทศบาลนครพนมเอาช่วงสายๆ ก่อนจะค่อยๆ ล่องตามน้ำ บรรยากาศสองฝั่งโขงนั้นไม่ต้องบอกอยู่แล้วว่ามัน “ฟิน” ขนาดไหน จุดแรกที่เรือเราจะเทียบท่าคือ พระธาตุศรีโคตรบอง ฝั่งลาว ที่จะว่าไปแล้วก็เยื้องๆ กับตัวเมืองนครพนมนี่เอง วันนั้นท่านเจ้าแขวงคำม่วน ท่านคำใบ ดำรัด และ ท่านสมใจ เพ็ดสีนวล รองเจ้าแขวงคำม่วนมาให้การต้อนรับ พระธาตุศรีโคตรบองนั้นถือเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญทางฝั่งลาว พระธาตุงามสง่าแบบบ้านๆ แม้นไม่วิจิตรบรรจงเท่าพระธาตุนครพนม แต่ความศรัทธาของคนของฝั่งโขงที่มีต่อพระธาตุไม่แตกต่างกันเลย

เรือใหญ่ล่องโขงชมทิวทัศน์สองฝั่งโขงมาเรื่อย สันดอนทราย เกาะกลางแม่น้ำ วิธีชาวบ้านที่เกาะเกี่ยวกับแม่น้ำนี้แทบจะแยกไม่ออกจากชีวิตและวิญญาณของคนลุ่มน้ำโขง ฝั่งไทยนั้นมีการก่อสร้างทางเดินเลียบฝั่งโขง ซึ่งท่านผู้ว่าฯท่านบอกว่า นครพนมจะทำเส้นทางขี่จักรยานเลียบแม่น้ำโขง สำหรับนักปั่นจักรยานจากทั่วโลก มีเส้นทางที่ปลอดภัยและจะมีที่พักริมโขงแบบโฮมสเตย์ที่ปลอดภัยไว้รองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ในอนาคต รวมทั้งเรื่องที่ผมบ่นนักหนาว่าไม่มีที่พักในช่วงเทศกาลไหลเรือไฟ ท่านผู้ว่าฯรับปากว่า ปี 2558 จะมีลานกางเต็นท์ ที่มีเครื่องสาธารณูปโภคพร้อม ที่บริเวณเชิงสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ทั้งในเทศกาลไหลเรือไฟ และคนที่อยากมาเยือนนครพนมและชอบท่องเที่ยวแบบแคมปิ้ง

เรือพาล่องโขงเห็นพระธาตุมรุกขนครฝั่งไทยและอีกไม่ไกลยอดพระธาตุพนมก็ปรากฏเด่นเป็นสง่า เรือข้ามฟากไทย-ลาววิ่งกันแทบไม่ขาด ในช่วงเทศกาลไหว้พระธาตุพนม ทาง ตม.เขาผ่อนผันให้พี่น้องฝั่งลาวข้ามฝั่งมาไหว้พระธาตุได้อย่างสบายใจ ผมไม่เคยไปพระธาตุพนมช่วงนี้สักที มาเห็นเข้าก็ยอมรับเลยว่า พระธาตุแห่งนี้ได้ความศรัทธาจากคนสองฝั่งโขงไว้อย่างมากมาย เดิมผู้คนไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “รัฐชาติ” มากไปกว่าความศรัทธาทางศาสนา แม้น้ำโขงจะเหมือนขีดกั้นแบ่งปันประเทศ หากแต่ศรัทธากลับกลบกลืนเสียสนิท

นครพนมจะว่าไปยากก็ใช่ แต่ไปแล้วประทับใจแบบนี้ มันก็ถือว่าคุ้มค่า ประเทศไทยเราเพราะมี อีสาน-เหนือ-ใต้-ออก-ตก รวมกันถึงมีคุณค่า ใครจะอยากมาแยกประเทศไปทำเบื๊อกอะไรกันเล่า