ตะวันขึ้น...ที่บึงหนองบอน

ตะวันขึ้น...ที่บึงหนองบอน

ถึงแม้ยานพาหนะสองล้อที่เรียกว่า 'จักรยาน' จะเข้ามาในประเทศไทยนานแสนนาน แต่มีเพียงไม่กี่ปีมานี้ที่กระแสปั่นจักรยานระบาดรุนแรงในบ้านเรา

ถ้าไม่นับพี่ยามที่ต้องลาดตระเวนด้วยจักรยานเพราะไปได้ไวกว่าเดินและเสียงเงียบกว่ายานพาหนะประเภทอื่น หรือแม่บ้านที่ควบเจ้าจักรยานแม่บ้านไปจ่ายตลาดใส่ของเต็มตะกร้า การใช้จักรยานในชีวิตประจำวันทั้งไปทำงาน ออกกำลังกาย หรือแม้แต่เป็นแฟชั่น ดูเหมือนจะกำลังแพร่หลายอย่างเต็มที่

และประโยชน์อย่างหนึ่งของจักรยานที่นักปั่นมากมายนึกถึง คือ ใช้ปั่นท่องเที่ยวไปที่ต่างๆ ถึงแม้จะต้องตากแดด ตากลม เมื่อยขา ปวดหลัง และต้องเจอรถยนต์พ่นควันใส่จนหน้าดำบ้าง แต่การได้ปั่นเจ้าสองล้อนี่ไปไหนมาไหนมันช่างเป็นความรู้สึกสุดวิเศษ เหมือนกับที่วันนี้เราได้เจอกันครั้งแรก และผมจะเล่าให้คุณฟังในบรรทัดต่อไป...

เมื่อไม่กี่วันก่อน มันอาจเป็นเช้าที่หลายคนกำลังวุ่นอยู่กับการจราจรบนท้องถนน ก็ไม่แปลกอะไรเพราะมันเป็นเช้าวันธรรมดาที่หลายคนต้องทำงานในเวลาไล่เลี่ยกัน วิกฤตไพรม์ไทม์จึงเกิดขึ้นบนถนน แต่ที่ริมซ้ายสุดของถนนนั้นเอง ผมกำลังออกแรงปั่นเจ้าเสือคู่ใจค่อยๆ ไหลไปตามเส้นทาง จากบ้านไปยังที่ที่ไม่ไกลกันนัก

ถึงแม้ที่ที่ผมกำลังไปจะอยู่อาณาบริเวณกรุงเทพฯเมืองหลวงแสนเจริญ แต่ที่นั่นเหมือนเป็นอีกเมืองหนึ่งซึ่งสงบ เย็น และเขียวขจี

จากสี่แยกประเวศไปตามถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 น่าแปลกที่เมื่อกี้บนถนนอ่อนนุช-ลาดกระบังผมเพิ่งเจอรถติดมหาโหด ทว่าบนถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 กลับโล่งในระดับที่น่าพอใจ แน่นอนว่าสำหรับปั่นจักรยานต้องชอบถนนโล่งๆ รถน้อยๆ เป็นธรรมดา

ตลอดระยะทางสิบกว่ากิโลเมตร สำหรับผมถือว่าถนนค่อนข้างเป็นมิตรต่อนักปั่น ไม่ว่าจะเสือหมอบ ไฮบริด รถพับ ก็ใช้ถนนนี้ได้อย่างไม่ทุลักทุเลนัก สำหรับเสือภูเขาของผมต้องบอกว่า "สบ๊าย...สบาย..." ติดที่ว่าตอนนี้มีงานก่อสร้างถนนตัดมาจากถนนพัฒนาการ จึงต้องระมัดระวังทางเบี่ยงพอสมควร

ไม่ทันเหนื่อยนัก แหงนหน้าขึ้นมองป้ายบอกให้รู้แล้วว่า อีกประเดี๋ยวก็จะถึงซอยเฉลิมพระเกียรติ ร.9 43 ซึ่งนั่นก็หมายความว่าผมจะไปถึง 'บึงหนองบอน'

สำหรับคนที่ปั่นมาจากสี่แยกประเวศจะต้องข้ามถนนไปอีกฝั่งเพราะซอยเลขคี่นั้นอยู่ขวามือ ทันทีที่เหลือบมองขวาแล้วเห็นป้ายซอยดังกล่าว ประจวบเหมาะกับเจอทางม้าลาย ก็รีบกระโดดลงจากจักรยานโดยพลัน ทำไมผมถึงไม่ปั่นข้ามเหมือนรถอื่นๆ นี่แหละครับสำคัญมาก หากผมปั่นข้ามแล้วเกิดอุบัติเหตุคงไม่คุ้ม แต่ถ้ายอมเข็นข้าม ถึงแม้ไม่เท่ แต่ก็ปลอดภัยแน่นอน

พอปั่นเข้าไปในซอยไม่ไกล ที่สุดซอยคือที่หมายของวันนี้ อย่างที่บอกไปว่านี่มันอีกเมืองชัดๆ ทั้งต้นไม้ใบหญ้า บึงขนาดใหญ่ เสียงนก และกลิ่นของอากาศบริสุทธิ์เตะจมูกผมทันที

บึงหนองบอน เดิมเป็นโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริ เพื่อเป็นที่รองรับน้ำที่จะหลากเข้าท่วมกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก และปัจจุบันทางกรุงเทพฯได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์กีฬาทางน้ำของกรุงเทพฯ

ดังนั้นเส้นทางปั่นจักรยานในบึงหนองบอนจึงเป็นสัดส่วน เพราะพื้นที่บางส่วนถูกจำกัดไว้ใช้งานเท่านั้น แต่แค่เส้นทางเท่าที่ปั่นจักรยานได้ก็นับว่าเหลือเฟือแล้ว โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพ หากไปเช้ามากๆ ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังขึ้น แสงแรกที่สาดผ่านต้นไม้เขียวครึ้มและกระทบน้ำในบึงบวกกับลมเย็นๆ ชวนให้เข้าใจผิดว่ากำลังอยู่ที่อุทยานใดสักแห่ง ในทางกลับกันถ้าไปตอนเย็นย่ำขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้าก็จะได้พบบรรยากาศสุดสวยเช่นกัน ต่างกันตรงที่พออาทิตย์ตกไปเรียบร้อย ก็ตัวใครตัวมันครับ เพราะในนั้นค่อนข้างมืดมาก

เส้นทาง (เกือบ) รอบบึงขนาดใหญ่ถึง 3 บึง ซึ่งเกิดขึ้นจากการขุดดินไปสร้างเป็นพื้นที่สวนหลวง ร.9 นั้นลาดยางอย่างดี แม้จะมีรอยแตกบ้าง แต่พอหันซ้ายเจอน้ำใสๆ หันขวาเจอต้นไม้เขียว ก็พอให้อภัยกันได้ แต่ต้องเตือนก่อนว่าไม่ใช่เห็นน้ำใสๆ แล้วจะกระโดดลงไปเล่นน้ำได้ เพราะที่นี่ติดป้ายเตือนชัดเจนว่าห้ามลงเล่นน้ำ และในที่ที่ไม่อนุญาตก็ห้ามเข้า

...เตือนแล้วนะ เกิดอะไรขึ้นแล้วจะหาว่าไม่เตือน

แต่ใช่ว่าในนี้จะมีแต่พวกขาซิ่งมาปั่นจักรยานกัน หากมาถูกเวลาทั้งเช้าและเย็นก็จะได้พบปะนักวิ่งมากมายที่มาใช้พื้นที่ร่วมกัน หรือแม้แต่นักกีฬาทางน้ำ เช่น เรือใบ วินเซิร์ฟ เรือพาย บางคนก็มานั่งพักผ่อน เพราะต้องยอมรับว่าอากาศที่นี่ดีจริงๆ

ผมปั่นวนอยู่หลายรอบจนกระทั่งเหนื่อย ก็ได้ผืนหญ้านุ่มๆ และเงาไม้นี่ล่ะช่วยให้หายเหนื่อยได้

.................

หมายเหตุ : บึงหนองบอนอยู่ใกล้สวนหลวง ร.9 เปิดให้บริการตั้งแต่ 08.00-18.30 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ