มหัศจรรย์...เขาน้ำค้าง

มหัศจรรย์...เขาน้ำค้าง

แนวเทือกเขาสูงที่กั้นเขตแดนระหว่างไทยมาเลเซียถอดแบบป่าร้อนชื้นภาคใต้ได้อย่างสมบูรณ์แบบมาก

ต้นไม้สารพันแทงต้นตั้งตรงขึ้นรับแดด แต่ละต้นจึงสูงตระหง่าน ความงามของสรรพชนิดพันธุ์ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้กลายเป็นผืนป่า ในยามค่ำคืนอากาศเย็นของพงษ์ไพร ทำให้ละอองไอลอยมากระทบใบไม้ที่เบียดแน่น เกาะรวมเป็นน้ำค้าง หยดตกลงบนพื้นดินเพิ่มความชื้นในดิน รอให้ระเหยเป็นไอแล้ววนเวียนเป็นน้ำค้างแบบนี้อยู่ชั่วนาตาปี

นั่นคือบทเกริ่นกล่าวที่บรรยายถึงที่มาของชื่อเขาน้ำค้างที่ป่าวประกาศให้ผู้ที่มาเยือนได้รับรู้ที่มา หากแต่วันนี้ป่าไม้ที่เคยอัดแน่นเบียดเสียดกันรับแสงแดด เสียงน้ำค้างหยดตกกระทบเบื้องล่างดังเปาะแปะตลอดทั้งคืนแทบทุกฤดูกาลเฉกเช่นอดีตนั้น คงเป็นแต่เพียงความทรงจำของผู้คนที่เคยสัมผัสในพื้นที่นั้นในยุคสมัยนั้น เพราะปัจจุบันพื้นที่เขาน้ำค้างส่วนหนึ่งกลายเป็นสวนยางพารากว้างใหญ่ แม้พื้นที่ของเขาน้ำค้างจะเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง แต่ก็ถูกกันพื้นที่บางส่วนออกให้เป็นพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัยของผู้เข้าร่วมพัฒนาชาติไทยผู้ที่สร้างตำนานอุโมงค์แห่งเขาน้ำค้าง

เมื่อป่าธรรมชาติ ที่เคยทำหน้าที่ของป่าไม้ในการแปลงไอน้ำให้เป็นหยดน้ำตกซึมลงใต้ดิน มากลายเป็นป่ายางพาราที่ทิ้งใบร่วงในปลายฤดูหนาว น้ำที่เคยไหลในลำห้วยอยู่ชั่วนาตาปีของน้ำตกโตนดาดฟ้า ของอุทยานแห่ชาติเขาน้ำค้างจึงแห้งเหือด จากบรรยากาศสดชื่น จึงเป็นบรรยากาศเหงาๆของสวนยางพาราที่กำลังทิ้งใบเข้ามาแทนที่

อุโมงค์เขาน้ำค้างนั้นอยู่บนยอดภูเขาที่ดินหนาต้นไม้จึงขึ้นกันอย่างหนาแน่น ไม่ค่อยมีพูพอน ป่าที่ปกคลุมอุโมงค์เขาน้ำค้างที่ยังหลงเหลือนี่เองที่พอบ่งบอกให้เราจินตนาการไปถึงผืนป่าเขาน้ำค้างในอดีตก่อนจะเป็นสวนยางพาราว่ามันควรจะมีรูปร่างอย่างไร

อุโมงค์เขาน้ำค้างนั้นถูกพัฒนาขึ้นให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ทำการบูรณะและพัฒนาจนเปิดเป็นทางการเมื่อ 22 มิถุนายน 2540 อุโมงค์แห่งนี้อดีตผู้บัญชาการกรมที่ 8 ของพรรคคอมมิวนิสต์มลายาอีเจียงใช้แรงงานในการขุด 200 คนต่อวัน โดยเลือกทำเลส่วนบนของยอดเขาโดยอุโมงค์นี้แบ่งเป็น 3 ชั้น อุโมงค์กว้าง 1.5 เมตร สูง 2 เมตร เชื่อมโยงติดต่อกัน แต่ละชั้นที่ขึ้นหรือลงระหว่างชั้นบนหรือล่าง ขุดเป็นอุโมงค์แล้วทำเป็นขั้นบันได มีทางเข้าออก 16 ช่องทาง ภายในอุโมงค์ ถูกทำเป็นห้องต่างๆ เหมือนโลกภายนอกทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นห้องประชุม ห้องทำงาน ห้องบัญชาการของผู้นำ ห้องพยาบาลที่มีเตียงผ่าตัด มีเตียงตรวจโรคครบถ้วน ห้องโทรเลข ห้องประกอบอาหาร โรงพิมพ์ และห้องนอน

ผมเคยไปดูอุโมงค์ใต้ดินที่เวียดนามมา 2 แห่ง คือที่กู๋จี่ที่ใกล้ไซ่งอน ที่นั่นแคบมาก แคบจนคนตัวใหญ่ๆ ลงไปไม่ได้ แล้วเหมือนรูเม่นมากกว่าคือต้องแบบ one way ห้ามกลับหลัง ไปแล้วต้องเดินหน้าอย่างเดียว ไปออกอีกทาง อีกที่หนึ่งก็ที่อุโมงค์วินม๊อคในเวียดนามกลางใกล้ๆ กวางตรี อันนั้นอุโมงค์ใหญ่หน่อยมีหลายชั้น แต่ลงไปแล้วอบอ้าวมาก หายใจแทบไม่ออก ต้องรีบดู รีบขึ้น ซ้ำเป็นอุโมงค์ดิน ลงไปดูจะเลอะเทอะมอมแมมหน่อย

แต่ที่เขาน้ำค้างเป็นอุโมงค์ที่ขุดจากหิน อยู่ใต้ดินเลยทำให้อากาศเย็นสบายเหมือนติดแอร์ทำให้เรามีใจยืนดูอย่างสงบๆ พื้นที่กว้างขวาง ยืนได้สบายๆ ภายในติดไฟส่องสว่างให้ถ่ายรูปได้สวยงามอีกด้วย

อุโมงค์เขาน้ำค้างจะมีปล่องออกมาด้านนอกได้หลายจุด ซึ่งด้านนอกจะเป็นลานกิจกรมสารพัดอย่างที่อยู่ใต้ร่มเงาไม้ที่ร่มรื่น สนามบาส อาคารหอประชุม โรงปรุงอาหาร อาคารผลิตอาวุธ เรีอนหอเจ้าบ่าวเจ้าสาว บ้านท่านผู้นำ ป้อมยามรักษาการณ์ และหลุมระเบิดขนาดยักษ์ นั่งชมป่า ชมอาคารต่างๆ ที่สร้างได้กลมกลืนกับธรรมชาติ แล้วลองจินตนาการไปว่าในสมัยที่อุโมงค์นี้ยังมีการใช้งานอยู่จริง โดยพลพรรคกรมที่ 8 ของพรรคคอมมมิวนิสต์มลายานั้น บรรยากาศจะคึกคักเพียงใด ที่นี่เหมือนเป็นที่หลบภัยทางอากาศ อุโมงค์แห่งนี้ก็สร้างขึ้นมาเพื่อการนั้น เมื่อเสียงเครื่องบินทิ้งระเบิดมา กองกำลังที่พักผ่อน เล่นบาสเก็ตบอลอยู่กลางสนามก็เผ่นหลบเข้าอุโมงค์ใต้ดินอย่างปลอดภัย ที่มั่นแห่งนี้จึงไม่เคยถูกตีแตก หากแต่หมดสภาพจากการเจรจา

พรรคคอมมิวนิสต์มลายาเกิดมาได้อย่างไร ผมสรุปเอาจากป้ายอธิบายความในอาคารจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของกองกำลังป่าในอดีต ก็คือยุคที่คอมมิวนิสต์รุ่งเรืองแผ่กระจายไปทั่วโลก ในมาเลเซียก็มีการตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นก็สู้รบกับทางการมาเลเซียที่อังกฤษปกครองอยู่ ครั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นบุกมลายู กองทหารอังกฤษที่ปกครองมาเลเซียและสิงค์โปรแพ้แก่ญี่ปุ่น ตอนนั้นอังกฤษก็ใช้แผนใต้ดินให้พรรคคอมมิวนิสต์มลายูช่วยรบกับญี่ปุ่นก่อน พอสงครามจบค่อยจัดสรรผลประโยชน์ให้ พอญี่ปุ่นแพ้กลับกลายเป็นพรรคคอมมิวนิสต์มลายูเป็นกลุ่มนอกกฎหมายก็เลยรบกับทางการมาเลเซียต่อไป

ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรเขาหลายอย่างจนกระทั่งกองกำลังส่วนที่เหลือ 3 กรม ย้ายเข้ามาปฏิบัติการตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย คือ กรมที่ 8 เคลื่อนไหวในเขตติดต่อ ของ อ.สะเดา จ.สงขลา กรมที่ 10 เคลื่อนไหวในเขต อ.ศิขริน จ.นราธิวาส และ กรมที่ 13 เคลื่อนไหวใน อ.เบตง จ.ยะลา กองกำลังส่วนใหญ่เป็นคนมลายูเชื้อสายจีน รุกรบกับมาเลเซียเป็นส่วนใหญ่ จนมาเลเซียต้องให้ทางการไทยช่วยเจรจา และหยุดเคลื่อนไหวในปี 2532 พลพรรคส่วนหนึ่งก็กลับมาเลเซีย ส่วนหนึ่งขออยู่พึ่งพระบรมโพธิสมภารและได้สัญชาติเป็นคนไทย ตั้งหมู่บ้านปิยมิตรและหมู่บ้านสันติสุขกระจายในพื้นที่ฐานที่มั่นเก่า

(ที่นี่เสียค่าเข้าดูคนละ 40 บาทแค่นั้นเอง ท่านผู้อ่านอยากเข้าไปดูพื้นที่ให้ทึ่งในความมานะของคนที่ทำด้วยความมุ่งมั่น ลองโทรสอบถามการเดินทางที่ ททท.สำนักงานหาดใหญ่ โทร. 0 7424 3747, 0 7423 8518)

ไปดูแล้วจะเห็นว่าการก่อสร้างประเทศให้สุขสงบไม่ใช่เรื่องง่าย มีแต่แผ่นดินไทยที่ร่มเย็น ใครก็อยากมาอยู่ เมื่อท่านได้เกิดและอยู่บนแผ่นดินไทย อย่าให้ใครมาปั่นหัวคิดแยกประเทศและเกลียดชังบ้านเกิดตัวเอง ขอเพียงท่านมีสติ ไตร่ตรองดูก็จะรู้ว่า แผ่นดินไหนจะสุขใจเท่าแผ่นดินนี้...ประเทศไทย